ENTER
        เปิดเพลงยามเช้า




        ๑
        เช้านี้ กรุงเทพฯ อึมครึมไปด้วยเมฆฝน คนทำงานคงนอนตื่นสายได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม
        ผมตื่นเวลาไปทำงานปกติ นาฬิกาในตัวมันสายเป็นปกติเลยรู้สึกตัว
        ลุกขึ้นมาปิดแอร์ รูดเก็บม่าน เปิดหน้าต่าง แล้วเปิดเพลงเบาๆ สบายๆ ฟัง
        เป็นงานชุดใหม่ของ Timothy B. Schmit สมาชิกของ Eagles
        คนที่ร้องเพลงหวานๆ กินใจคนทั่วโลก ... ผมพยายามนอนต่อ นอนคิดอะไรเล่น

        Don't say a word 'cuz I just woke up
        I need a little time while I fill my cup

        คุณน้าทิมโมธีบอกไว้ ถ้าถ้วยเต็มคิดว่าจะลุกขึ้นมาเขียนหนังสือ
        .....


        บางทีอารมณ์เบื่อข่าวสารก็มี ไม่อยากเปิดทีวีดูข่าวเช้าช่อง TNN ซึ่งผมมักจะทำประจำ
        การเปิดทีวีหรือเปิดเนต มันทำให้เรารู้สึกว่า "เชื่อมต่อกับโลก" (แม้จะหลับหรือเปิดทิ้งไว้ก็ตาม)
        แต่อยู่กับเสียงเพลงก็เหมือนอยู่ในโรงหนัง ไม่ต้องห่วงเรื่องโมงยามว่าโลกไปถึงไหนกันแล้ว

        และสำหรับผมการอ่านหนังสือหรือฟังเพลง เป็นการเดินทางที่เป็นส่วนตัวมากกว่าสื่ออื่น
        ไม่ใช่เป็นเพราะ "เราเลือกช่วงเวลาเอง" เท่านั้น แต่เป็นเพราะเราเลือกสิ่งที่จะเชื่อมโยงด้วย

        เข้าถึงได้มากน้อยแค่ไหน คงอยู่กับอารมณ์และความพยายามของเราด้วย
        ถ้าเอาอย่างสไตล์คุณขุนทองฯ (สมัยโน้น) ก็ต้องฟังด้วยวอล์คแมนอัดเข้าหูโดยตรงไปเลย
        บางคนหาเนื้อเพลงมาดู หาหนังสือมาอ่านเพื่อให้ทราบแนวคิด บางคนก็เข้าเนต
        ฝรั่งเขามีเว็บโดยเฉพาะ ไปดูการตีความเพลงๆ นั้น ไม่ต่างจากอ่านเรื่องสั้น
        ไม่เหมือนเพลงบ้านเรา ฟังได้โดยไม่ต้องตีความใดๆ ก็รู้เรื่อง
        เพราะคนที่ทำเพลงหรือเขียนเนื้อแบบนี้แทบไม่ทำอีกแล้ว
        แต่จะว่าไปส่วนใหญ่แล้วเราทุกคนก็ฟังเอาอารมณ์กว้างๆ ความบันเทิงทั่วไป
        ..........




        ๒
        เมื่อพูดถึงการเปิดเพลงฟังยามเช้า
        ถ้าเช้าจริงๆ เช้ามืด เพื่อนผมเคยแนะนำให้เปิดเพลงลูกกรุงแบบพ่อเขาทำทุกวัน
        ก็หวานเย็นฉ่ำใจดี เราไม่ต้องรีบร้อนกับใดๆ ทั้งปวง เป็นกรุงเทพฯ ที่เราอยากให้เป็น
        "ยามเช้าพี่ก็เฝ้าคิดถึงน้อง ยามสายพี่หมายจ้องเฝ้ามองหา" กันไปจะเห็นหรือเปล่า ไม่ทราบ
        แต่ผู้ที่มีอิทธิพลจริงๆ ในการฟังเพลงยามเช้า คือ ครูชั้นประถมของผมท่านหนึ่ง
        "ครูบรรจง" ครูสอนภาษาอังกฤษคนแรกของผม

        หลักสูตรโรงเรียนทั่วไปสมัยก่อน จะเริ่มสอนภาษาอังกฤษกันที่ชั้นประถม ๕
        เมื่อผมอยู่ปลายๆ ป.๔ มีแผนจะต้องย้ายมาเรียนกรุงเทพฯ ซึ่งน่าจะดีกว่ามาเข้า ม.๑ เลย
        พ่อก็เลยให้ผมไปเรียนรู้ A B C D เอาไว้บ้างจะได้ไม่อายเขา ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย
        ที่ไหนได้ เด็กกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้รู้อะไรเลย เด็กใหม่อย่างผมกลายเป็นคนประหลาดทันที
        .....


        ผมมีเวลาเพียง ๒-๓ เดือนที่จะเรียนกับครูบรรจง
        ทุกเช้าวันเสาร์ ก็หิ้วกระเป๋าไปบ้านพักครูของครูบรรจงและครอบครัว
        จำได้ว่า เรียนถึงแค่ครึ่งเล่ม ... ก็หมดเวลา แต่ผมยังจำ A B C R T ในบทแรกได้ไม่ลืม
        เพราะมันใช้สะกดศัพท์ง่ายได้หลายคำ เช่น a bat, a rat, a cat

        ชีวิตของครูบรรจงนั้นเป็นตัวอย่างที่ดีของชุมชน เพราะเป็นคนหนุ่มสาวที่เรียนจบปริญญา
        ไม่ใช่ชาวไร่ ชาวนา คนจีนขายของชำ เจ้าของโรงสี ผู้จัดการโรงเลื่อย แต่เป็นปัญญาชนรุ่นแรกๆ
        กลุ่มนั้นทั้งหมดย่อมอยากให้ลูกหลานของตนเดินตามแนวทางนี้ ไม่ว่าจะเป็นครูใกล้บ้าน
        หรือเอาเงินไร่ไปฝากไว้รอส่งลูกชายเข้าทำงานแบงค์ในอำเภอ จะได้ไม่ต้องลำบากอีกต่อไป
        นี่วิเคราะห์แบบนักรัฐศาสตร์ มองการเปลี่ยนผ่านของสังคม แต่ในฐานะปัจเจกแล้ว
        ครูบรรจง เป็นอเมริกันดรีมของผม ก่อนที่ผมจะรู้จักหนังดีสนีย์เสียอีก กล่าวคือ

        มีบ้านไม้เล็กๆ ปลูกต้นไม้ดอกไม้ไว้ทั่วบริเวณ ผมจำได้ว่ามีต้นฝรั่งหลายต้น
        มีอ่างเลี้ยงปลาหลายอ่าง ซึ่งช่วยให้บ้านร่มรื่นน่าอยู่ เป็นบ้านธรรมดาๆ ที่น่าอยู่อาศัย
        ผมได้เรียนรู้ว่า คนบางคนสามารถเปลี่ยนบรรยากาศสิ่งต่างๆ ได้ ต่อให้เป็นสถานที่สามัญ
        หากลองให้คนมีความรู้ความคิดมาพำนัก มันคงสว่างไสวเรืองรองแตกต่างจากคนทั่วไป

        เสียงเพลงลอยลงมาจากชั้นสองรอให้ผมขึ้นไปหาแหล่งกำเนิด สร้างบรรยากาศการเรียนภาษา
        ผมเรียกมันว่าเพลงฝรั่ง แต่นักฟังเขาเรียกมันว่าเพลงสากล ผมรู้ว่าเป็นเพลงจากรายการวิทยุ FM
        ซึ่งกระจายเสียงมาจากตัวจังหวัดซึ่งครูขึ้นเสารับสัญญาณไว้ ผมตื่นตาตื่นใจไปกับเสียงแน่นใส
        แตกต่างจากวิทยุทรานซิสเตอร์ที่คุ้นเคย เวลานั้นผมไม่รู้หรอกว่า โลกใหม่รอผมอยู่
        พอถึงชั่วโมงเรียน ครูถึงจะลดเสียงเพลงเพื่อให้ผมมีสมาธิกับบทเรียนใหม่ ภาษาใหม่

        ความทันสมัยเล็กๆ น้อยๆ ในการเห็นบ้านคนอื่นผ่านสายตาของผมและผมซึมซับมันเงียบๆ
        ไม่เหมือนครูที่เป็นเพื่อนๆ อาผม ... ส่วนใหญ่จะออกแนวเฮฮาปาร์ตี้เป็นหนี้สหกรณ์ทั้งนั้น
        เอาไปเอามาเลยเป็นเหมือนญาติมากกว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ชี้ทางเดินให้

        ความเป็นอเมริกันดรีมหรือฝันแบบชนชั้นกลางนั้น ไม่ใช่แค่วัตถุหรือรสนิยมความชอบทั่วไป
        องค์ประกอบสำคัญที่สุดก็คือ ครอบครัว ... ภรรยาซึ่งเป็นครูเหมือนกัน ทั้งคู่เป็นคนหน้าตาดี
        และมีลูกสาวหนึ่งคน อายุน้อยกว่าผมหลายปี ... ก็เป็นเด็กน่ารัก ขี้อายตามประสา
        ใครบ้างล่ะที่ไม่อยากมีบ้าน มีครอบครัวที่น่ารักอบอุ่นแบบนี้
        ......


        ผมอยากจะหยุดเวลาไว้แค่นั้น
        ยิ่งเมื่อโตขึ้น เราก็เริ่มมีชีวิตจริงๆ แบบผู้ใหญ่ที่ทุกคนต้องพบเจอ
        เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงตามกระแสธารของชีวิต จึงไม่อยากรับรู้ความเป็นไปของใคร
        ไม่ใช่ว่าผมผิดหวัง ผมโตพอที่จะรู้ว่า ชีวิตเป็นนิทานที่ไม่มีวันจบ
        และผมยังเชื่อว่า ทุกคนต่างเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง
        เราเป็นเพียงคนนอกรับรู้เพียงภาพภายนอกและห่างไกล จึงไม่อาจตัดสินใครผิดถูก
        เหตุที่หยุดวันค้างไว้ ก็เพราะไม่อยากให้ภาพความทรงจำดีๆ จางไปกว่านี้

        กระทั่งความคิดที่เคยอยากจะมีชีวิตแบบครูบรรจงก็เลือนหายไปนานแสนนาน
        ผ่านไปแค่ ๒๐ ปี เส้นทางก็เปลี่ยน บ้านเมืองก็เปลี่ยน ผู้คนที่เรารู้จักก็ล้มหายตายจาก
        สายใยที่เคยมีเปียกยับไปกับสายฝน ไหลรวมไปตามแต่สายน้ำจะพัดพาไป

        โลกของผมทั้งใบอยู่ในเมืองหลวงหมดแล้ว อยู่ในตารางกิโลเมตรเล็กๆ ในเมืองหลวงด้วยซ้ำ
        ถ้ากลับไป ผมคงเป็นคนแปลกหน้าและแปลกแยก ยิ่งกว่าตอนเข้ามากรุงเทพฯ เสียอีก
        เพราะผมอาจจะเป็นคนบ้านนอกยิ่งกว่าคนบ้านนอก อนิจจลักษณ์ของสังคมโดยแท้
        กระทั่งความฝันแบบชนชั้นกลางอเมริกันหรืออิงลิชผมก็ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้
        ที่ยังเหลือเป็นมรดกไว้บ้าง ก็นับเรื่อง "เปิดเพลงยามเช้า" คงได้กระมังที่ผมทำได้ต่อเนื่อง
        ........



        ๓
        ผมเปิดเพลงยามเช้าเพื่อนดึงพลังออกมา กระตุ้นให้ตัวเองคึกคัก
        เริ่มด้วยการสาดเพลงร็อคสักเพลงสองเพลง จึงค่อยๆ ครับปรับจังหวะและความรุนแรง
        เพื่อไม่ให้รบกวนเพื่อนร่วมงานด้วยการเปิดเพลงบรรเลงอย่างคลาสสิค นั่งเพลิดเพลินลำพัง
        แต่ผมไม่ฟังเพลงแร๊พ เพราะไม่ชอบคนแอ๊บ แต่ผมชอบน้องแอ๊ฟ
        บางวัน ผมเปิดช่องมะจัง ฟังเพลงไทยในยุคสมัยเรียนมัธยม
        "เรายังเป็นวัยรุ่นเสมอใช่มั้ยเสือ" ... ช่ายยยเลยยย
        ......

        เพลงจากช่วงเวลาเช้ายังต่อเนื่องไปสู่ช่วงเวลาอื่นๆ และอารมณ์ของเราก็เปลี่ยนไปตามแสงภายนอก

        กลางคืน ผมมักเปิดดนตรีประกอบภาพยนตร์ ฟังสกอร์จากหนังแล้วคิดถึงฉากที่กินใจ
        วันก่อนผมเขียนไว้ว่า "คิดอะไรบางอย่าง เลยหยิบงานเก่าของ Ennio Morricone
        จากหนังเรื่อง Cinema Paradiso มาฟัง ... มีเพลงมากมาย แต่เวลามีน้อยเหลือเกิน"

        บางครั้งก็เขียนอะไรสั้นๆ ทิ้งไว้ ไม่รู้ว่าจะนำพาไปไหน เข้ากับอะไร ไปต่อไม่ได้ เช่น

        "สองสามวันที่ผ่านมา ผมจัดห้องทำงานใหม่ ... ของเยอะมาก
        เป็นเวลาสิบหรือเกือบยี่สิบปีของคนที่ทำงานมาก่อนหน้าผมสะสมไว้
        เลยทำให้ห้องสีขาวสวยๆ เป็นราวกับสุสานเอกสารของ Gary Jones ในหนังเรื่อง Dreamcatcher
        แต่มันก็ทำให้ผมนั่งทำงานคนเดียวได้อย่างไม่เคอะเขินว่าหรูหราเกินตัว

        ผมไปเจอซีดีเพลงเก่าเก็บแผ่นนึง ซึ่งสายการบิน JAL คงมอบให้ลูกค้าที่บินด้วย
        เป็นเพลงบรรเลงน่ะครับชื่อ Jet Stream Orchestra ซึ่งเพลงส่วนใหญ่ก็คุ้นหู
        จำพวกเพลงดังๆ แล้วญี่ปุ่นชอบเอามาทำใน "อารมณ์ของตัวเอง" เช่น
        The Way We Were, Yesterday, Yesterday Once More,
        The Long And Winding Road, If We Hold On Together ฯลฯ

        ที่ผมบอกว่า "อารมณ์ของตัวเอง" นั้น ก็คือ บางเพลง เช่น
        You've Got A Friend หรือ The Masquerade มีการอ่านเรื่องราวลงไปในนั้นด้วย
        ประมาณ "ลำนำ" ประกอบหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เพราะฟังไม่ออก
        แต่ด้วยสำเนียงของเขาแล้ว มันช่างเข้ากันได้ดีเหลือเกินกับคืนที่อากาศเย็น
        (คนที่บ้าซีรีย์ บ้าความน่ารักคิขุ บ้าภาษาญี่ปุ่นคงนึกถึงฟีลนี้ออก)

        ผมเปิดฟังตอนที่กำลังได้ที่ ใน "อารมณ์เก่าๆ" ของตัวเองเช่นกัน
        เปิดหน้าต่างให้กว้าง รูดม่านให้ชิดกันเพื่อมันจะได้อุ่นเหมือนเราบ้าง
        โอ ... เป็นอีกคืนที่ผ่านไปได้ แม้จะไม่ง่ายนัก แต่ก็ยังดีกว่าคืนที่ฟังแค่เสียงตัวเอง"
        ...........



        ๔
        ผมพักเรื่องราวไว้หลายวันเพราะเสียงภายในมันเพี้ยนหนัก จึงหาเพลงใหม่ๆ มาฟัง
        ครุ่นคิดในหลากหลายอารมณ์ เชื่อมโยงกับสิ่งนั้นกับสิ่งนี้ ปะปนแต่ไม่สับสน ผมเขียนไว้ว่า

        "Clint Eastwood ใกล้จะอายุครบ 80 ปีแล้ว แต่ก็ยังทำหนังในฐานะผู้กำกับ บางเรื่องก็แสดงนำ
        แน่นอนต้องโปรดิวซ์เองด้วย (ถ้าอยู่ช่อง3 คงได้ตำแหน่งผู้จัด หึหึ) มีผลงานทุกปีเลยทีเดียว
        แม้ปีที่ไม่มีหนังออกฉายผมก็เชื่อว่า เขาคงจะกำลังตามหาเรื่อง พัฒนาบท และครุ่นคิด
        ผมปลุกเช้านี้ให้คึกคักด้วย Outlaw Pete ของ Bruce Springsteen เลยคิดถึงปู่คลินต์"

        และผมยังทำตัวเป็นดีเจเลียนแบบรายการคนกรุงเก่าเล่าเรื่องของมาโนช พุฒตาล

        "เช้าๆ ผมมักจะเปิดเพลงร็อค และถ้าจะให้ดีต้องเป็น ballad rock คือมีเรื่องเล่า
        ประมาณอ่านกวีแล้วคิดตีความตาม เช่น ในเนื้อเพลงที่ว่า
        เห็นคนข้างถนนดิ้นรนเพื่อปากท้องแต่พอไฟเขียวแล้วเขาก็ต้องขับรถผ่าน
        มันก็สะท้อนชีวิตของชนชั้นกลางอย่างหนึ่ง คือ เราเห็นปัญหา เราครุ่นคิด
        และเชื่อมโยงไปสู่องคาพยพอื่นๆ แต่จะให้เราทำอะไรมากกว่านี้

        เช้านี้ผมเปิดเพลง Drive In งานล่าสุดของ Dave Matthew Band
        ซึ่งท่อนแรกเขาเปิดตัวด้วยเรื่องเล่าข้างบน ... ผมอ่าน นสพ.ไปฉบับ
        นอกนั้นแค่ดูพาดหัวตัวไม้ แต่ก็พอจะสรุปวันที่ผ่านมา ซึ่งจะมีผลต่อวันนี้ พรุ่งนี้ได้พอสมควร
        ไม่ว่าจะปัญหาจากธรรมชาติ หรือความขัดแย้งระหว่างคนด้วยกันเอง

        Dave Matthew ร้องว่า "Tell me everything will be OK
        if I just stay on my knees and keep praying believing in something."
        ผมก็อยากให้ทุกอย่างมันง่ายอย่างนี้นะครับ"

        และหลายคืนก่อนตัวหนังสือของผมหลั่งไหลว่า

        "อยู่ดีๆ iTune ก็เล่นเพลง "ลงเอย" ของอัสนี-วสันต์ ซ้ำไปซ้ำมา
        ทั้งที่จริงแล้วผมมักจะฟังเพลงอื่นซ้ำไปซ้ำมามากกว่า ไม่ใช่เพลงอกหักรักคุดชื่อดังอย่าง "รักเธอเสมอ" หรอกนะครับ
        ผมชอบเพลง "เพลงของเขา" ในชุดแรกมากที่สุด ฟังแล้วมันเหงา เหงาประหลด แต่มีกำลังใจให้สู้เมืองกรุงดี
        แต่วันนั้นโปรแกรมกลับทำพิษ จนผมนั่งตัดกระดาษอยู่ต้องทนฟังเป็นสิบรอบเพราะขี้เกียจลุกขึ้นมาดู
        สงสัยว่าคลิกตัวเลือกการเล่นผิดเพลง (ผมไม่เชื่อว่าผีที่ไหนจะกล้าเล่นตลกกับผม)

        เท่าที่จำได้ "ลงเอย" เป็น Title Track หรือเพลงเปิดตัว ๑-๒ เพลง และอยู่ในอัลบั้ม "รุ้งกินน้ำ"
        เนื้อหาเพลงนั้นว่ากันว่าเป็นแกรมมี่มาก คือ นักร้องต้องเป็นคนดี เป็นพระเอก เป็นผู้เสียสละ
        แต่สิ่งที่ทำให้ "ลงเอย" ลงเอยกว่าเพลงทั่วไปก็คือ "ท่าทีที่มีความเป็นผู้ใหญ่"
        ซึ่งไม่ใช่แค่การเห็นอกเห็นใจอีกฝ่าย แต่หมายถึง การทิ้งอดีตในส่วนที่เป็นความทุกข์
        เลือกมองสิ่งดีๆ ที่เคยมีให้ต่อกัน แล้วแปรเปลี่ยนเป็นปรารถนาดีด้วยใจจริงแท้

        ถ้าเป็นเนื้อเพลงป๊อบดาดๆ คงแต่งแค่ว่า "กลับมาหาฉัน ฉันจะพร้อมเสมอ"
        แต่ "ลงเอย" ไม่ใช่อย่างนั้น ความเป็นผู้ใหญ่ในเพลงหรือการบรรลุนิติภาวะนั้น
        มันทำให้เราเข้าใจว่า คนเราไม่อาจปิดสวิตซ์แล้วเปิดใหม่ได้ทันที ไม่อาจลืมใครได้ทันควัน
        คนเรามีแง่มุมในการดูแลกันมากกว่าการเป็นคนรัก ซึ่งนั่นบางทีก็เป็นเรื่องของบุญทำกรรมแต่ง
        การดูแลเยียวยาใครไม่ได้หมายถึงว่า ต้องการให้เขามารักษาบาดแผลของเรากลับ
        ผมไม่เชื่อความรักแบบนั้น ... ผมเชื่อแค่ว่า การเริ่มสัมพันธ์กับใคร ควรจะเริ่มต้นกันด้วยความเบิกบาน
        ผู้หญิงควรได้รับความรู้สึกของการเป็นคนที่ "ถูกรัก" ถูกเอาใจ สิเน่หา ... ไม่ใช่เพราะความสงสารหรือคุ้นเคย
        .....

        การอยู่เป็นเพื่อน ไม่ต้องถาม ไม่ต้องพูดถึง ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น โลกของเราสองคนไม่เคยหมุนจากจุดเดิม
        ทั้งๆ ที่อาจเป็นนักซักไซร้อันดับหนึ่ง เป็นนักฟันธงที่ต้องการรู้ข้อมูลข้อเท็จจริง แต่เลือกที่จะเป็นคนธรรมดา
        ตัดทิ้งช่วงเวลาที่หายไปไม่ใส่ใจ หากแต่ดึงอดีตในจุดที่สวยงามที่สุดมาเชื่อมต่อเข้ากับปัจจุบันใหม่
        ถักทอต่อประสานให้เนียนเรียบยิ่งกว่าช่างเย็บผ้าฝีมือดีรายไหนๆ ในโลกใบนี้
        คนเราบางครั้งเจ็บปวดและบอบช้ำมา สิ่งที่ต้องทำคือการรักษาบาดแผล ไม่ว่าจะเป็นแผลสด
        หรืออาการภายในที่หลงเหลือ กระทั่งสิ่งที่ไม่ปรากฎให้เห็น ไม่ใช่การจะมานั่งเปิดบาดแผลกันสดๆ อีกครั้ง

        ผมนั่งฟังเพลงจนครบหลายรอบ คืนนั้นก็กลับมาตอบกระทู้คุยกับเพื่อนเรื่องร้านอาหารดังร้านหนึ่ง
        ซึ่งบังเอิญว่าผมเคยทำให้ร้านนี้และเคยเขียนถึงเหมือนกันเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว ก็คุยกันเรื่องเพลง
        ขานั้นเขาก็แฟนพี่ป้อม พี่โต๊ะ และยกเพลง "วีณาแกว่งไกว" มาพูดคุยกันเป็นปรัชญาไปเลย
        และคืนนั้นผมเขียนไว้ว่า อยากดู สุรสีห์ อิทธิกุล ร้องเพลงแม่น้ำ ท่อนหนึ่งที่เขาร้องช่างเหงาสุดใจ

        "สิ่งที่เราเคยมีในหัวใจ ก็คงเหมือนสายน้ำที่ไหลผ่าน ผ่านดินแดนในใจ ไหลเลยมาจนสุดทาง
        หมดเวลาเราคงจะแยกไป ดุจดังน้ำสองสายที่แยกห่าง ที่จะไม่มีทาง หวนคืนกลับมาพบเจอ"


        และผมก็ไม่ได้พูดถึงเพลงลงเลยหรือสี่ห้าบรรทัดข้างบนที่คิดวนเวียนในหัวระหว่างตัดกระดาษ"
        .......



        ๕
        ผมเคยคิดเหมือนกันครับว่าหาก "ได้รู้และได้ยินในข่าวร้ายบางอย่าง" จะทำได้อย่างที่คิดหรือไม่
        ผมไม่เคยปรารถนาจะรับฟังข่าวร้ายในชีวิตใคร ผมเจ็บปวดแต่ไม่เคยเจ็บแค้น
        หลายๆ อย่างมันเป็นข้อจำกัดหรือปัญหาส่วนตัวมากกว่าจะเป็นความผิดของคนอื่น
        ผมจึงมักจะเอาตัวเองออกห่าง ห่างไกลที่สุด ผมช่วย้อดีตลบตัวผมเองอีกแรงง

        ก็เคยมีคนมาถามความคิดเห็น เล่าปัญหาให้ฟังเหมือนกัน แต่ผมไม่ใช่นักปลอบโยนที่ดีนัก
        ผมเชื่อว่า แต่ละคนจะต้องอยู่โดยตัวของตัวเองให้ได้ เราต้องเผชิญหน้ากับมันมิอาจลบเลี่ยง
        ส่วนใหญ่ผมจึงได้แต่ถามดินฟ้าอากาศ ชวนคุยเรื่องงานเรื่องการ อะไรทำนองนั้นมากกว่าจะก้าวล่วง
        ผมคงถนัดแต่การเป็นคนปากจัด แขวะ แซว กวนประสาทไปวันๆ ไร้ต่อมอ่อนหวานอ่อนไหว
        ถ้าเป็นผู้ชายก็ง่ายหน่อย "มึงมีเหล้ากินและมีคนกินเป็นเพื่อน" สั้นๆ แค่นี้ ผมมีวิธีของผมแบบนี้
        ผมไม่ใช่ มิตรแท้ประกันภัย อย่างน้อยผมก็ไม่คิดเบี้ยประกัน หรือหวังสิ่งตอบแทน
        ผมเลี้ยงข้าวได้ เลี้ยงเหล้าได้ ซื้อหนังสือดีๆ ให้อ่านได้ เขียนอะไรกวนๆ ให้อ่านได้
        แม้ใครจะไม่เข้าใจก็ตาม แต่เมื่อสิ้นวัน เมื่อผมทบทวนตัวเองบนหน้ากระดาษ ผมคิดถึงความเจ็บปวดของพวกเขา

        ผมยังเข้าใจด้วยว่า เวลาไม่เคยรักษาบาดแผลชนิดนี้ได้ หรืออย่างน้อยก็ไม่สามารถใช้มันโดดๆ
        มันอาจจะช่วยคุณพล่าเลือนในรายละเอียด แต่ในเรื่องของความรู้สึกนั้น มันตัดตรงเข้าสู่หัวใจทันที
        แค่พบเห็น ได้คุย ได้ทักทาย มันจะให้ทั้งความสุข ความยินดี และความเจ็บปวดไปพร้อมๆ กัน
        อยู่ดีๆ วันนึงคุณอาจร้องไห้ออกมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ... เราต่างเคยร้องไห้ให้กับอดีต

        ยาที่ชื่อเวลายังต้องมีการปรับปรุงอีกหลายขนาน ผมจึงจะไม่บอกใครให้เชื่อเวลา
        และโยนตำราฮาวทูทิ้งไปให้หมด จนกว่าจะมีคนรักใหม่นั่นแหละ โลกถึงจะเริ่มก่อตัวใหม่อีกครั้ง

        ถึงอย่างไรคนก็ต้องการความรัก ความรักจะเข้ามาหา ต่อให้คนปฏิเสธ คนที่วิ่งหนี
        คนที่เชื่อมั่นว่ามีแต่การพลัดพราก ความรักก็ยังจะเข้ามาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
        เพราะเราล้วนต้องการความอบอุ่นทางจิตใจทั้งนั้น มนุษย์ไม่สมควรอยู่อย่างโดดเดี่ยว
        สุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่ที่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร

        ส่วนโลกของผมก็ยังอยู่ที่เดิม รักษาวงโคจรเดิมๆ อารมณ์เดิมๆ ทำท่าทีเป็นคนเข้าใจจักรวาล หึหึ
        ประชดตัวเองอย่างมีความสุข นั่งกินเหล้าเฝ้ามองอยู่ห่างๆ ครุ่นคิดอยู่ไกลๆ และฟังเพลงป๊อปดีๆ
        ซึ่งมือเจ้ากรรมอาจจะคลิกผิดจนเป็นสาเหตุให้หาเรื่องรำพึงรำพันได้อีกคืน
        .........




        ๖
        ผมผ่านวันคืนเหล่านั้นมาด้วยบทเพลง มีบทเพลงเป็นเพื่อน
        ฟังแล้วคิดแล้วเขียน แต่มันกระจัดกระจาย บ้างก็หล่นหายไปกับกาลเวลาและสถานที่
        เช้าวันนั้น ผมจึงเริ่มเขียนโครงร่างของจดหมายแสนยาวฉบับนี้ ผมค้นหาที่มาของแรงบันดาลใจ
        ค้นหาว่าเชื้อความคิดใดหนอเป็นเหตุนำพานำทางคนให้ยังรักษาทิศทางและศรัทธาไว้ได้

        ผมตามหาบรรยากาศแบบบ้านครูบรรจง ที่ไม่ต้องหรูหราร่ำรวยแต่ก็อยู่กันอย่างมีความสุข
        ผมอยากปลูกมันไว้ที่ไหนสักแห่ง ไม่เลือกว่าจะเป็นบนดินหรือบนอากาศอย่างคอนโดมิเนียม
        ผมครุ่นคิดโดยมีเสียงเพลงยามเช้าเป็นตัวเชื่อมต่อ ผมใช้คนดนตรีในยุคสมัยของเราเป็นตัวกลาง
        เรือนไม้สองชั้นของครูบรรจงถูกผนึกเข้ามาอย่างเงียบๆ เหมือนตอนที่ผมถูกมันผนึกเมื่อครั้งยังเด็ก
        ผมคิดว่าผมตามหามันพบ แม้เสียงภายในของผมจะเพี้ยนสาหัสขึ้นก็ตาม
        .........


        ผมรู้ว่าความใฝ่ฝันของคนเรานั้นอาจเปลี่ยนขนาด รูปร่าง หรือเรื่องราว
        บางคนเปลี่ยนทิศ บางคนขยายทาง บางคนกลับหลังหัน แต่นั่นก็เพื่อฝันในความเชื่ออีกแบบ
        บทเพลงยามเช้าก็เปลี่ยนแปลง มีเพลงใหม่เข้ามา เพลงเก่าๆ ถูกหยิบมาเปิดบ้างหากมีคนคิดถึง
        หรือไม่ก็เจ้าของรายการนั่นเองที่ยังไม่ไปไหน ยังยึดติดกับอารมณ์เพลงเก่าๆ

        ผู้ฟังอาจมีเวลาดื่มด่ำกับยามเช้าน้อยลง มีเรื่องราวรออยู่มากมายเบื้องหน้า
        บนท้องถนนผู้คนพลุกพล่าน แต่ผมยังฟังเพลง ดุ่มเดินไปในจังหวะของตัวเองเหมือนเดิม
        และยังรักที่จะถือหนังสือเป็นเพื่อนมากกว่าจะอ่านข่าวจากสมาร์ทโฟน
        แต่ที่ไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ เห็นจะเป็น "ยามเช้า" องค์ประกอบนี้เองที่ผมลืมนึกถึง
        เราผ่านกลางคืนมาได้ ไม่ว่าจะด้วยสภาพใดก็ตาม แต่เช้ามา ... เราควรมีความหวัง

        รุ่งสาง ผมเปิดงานชุดแรกของธเนศ วรากุลนุเคราะห์
        มีเพลงที่ผมคิดถึง คงดีใจหากได้ฟังอีกครั้งในเช้าของวันใหม่
        .........



        เหม่งจ๋าย
        ทุกเวลาและอารมณ์
        หลายๆ วันคืนในเดือนมกราคม และคืนวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓
        - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


        เสื้อปี


        ๑
        เมื่อวานมีคนมาทักทาย "สวัสดีปีใหม่" กับผม และบอกว่า คงยังไม่สายไปใช่ไหม
        ครับ ... เผลอแป๊บเดียวก็ล่วงเข้าครึ่งทางของเดือนแรกของปี ๒๕๕๓ กันแล้ว
        ผมตอบไปว่า ยังไม่สายหรอกครับ ปีใหม่ของผมก็เพิ่งมา อันนี้ตอบเพราะว่า
        เพิ่งหาซื้อของขวัญให้ตัวเอง เปลี่ยนแปลงบรรยากาศเล็กๆ น้อยๆ ผมเลยอ้างเทศกาล

        กระทั่ง ถ้าใครทำงานเป็นฝ่ายขายหรือฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทใหญ่โต
        การไปจะ "สวัสดีปีใหม่" แสดงความขอบคุณลูกค้าให้ครบคนครบเจ้าก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก
        ปีใหม่จึงยังไม่สาย ถ้าคิดว่าสายแล้วก็รอตรุษจีนเลยเพราะไม่ห่างกันมาก
        พูดยังไม่ทันขาดคำ ขณะจะอัพเดทเว็บไซต์ ผมก็เจอเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายของโรงแรมแห่งหนึ่งที่ชั้นล่าง
        เธอบอกว่า กำลังจะขึ้นมาหาอยู่พอดี ... ครับ วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ... ก็ยังไม่สาย
        .......


        หลายคืนก่อน ผมนั่งสงสัยว่า ... ๓๖๕ วัน มันทำให้อะไร "เก่า" ได้เชียวหรือ
        คิดเล่นๆ ว่า ถ้าโลกเราใบใหญ่กว่านี้ แล้วทำให้หมุนรอบตัวเองนานกว่านี้
        หรืออยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากกว่านี้ ระยะเวลาที่จะทำให้อะไรเก่าอาจเป็น ๘๔๑ วันหรืออย่างไร
        ผมเคยนึกฝันอยากไปอยู่ดาวเสาร์ หรือดาวดวงไหนที่มันไกลๆ เพื่อจะได้เวลามากกว่านี้

        และถ้าเกิดว่าโลกภายในของเราหมุนช้ากว่าโลกภายนอกของคนอื่นล่ะ
        ๓๖๕ วันมากพอที่จะเป็นหมุดหมายได้หรือยังว่า เราสมควรจะเลิกล้มบางอย่างและได้เวลาคิดทำสิ่งใหม่แล้ว
        กระทั่ง ๘๔๑ วันแล้ว หากเรายังไม่รู้สึกว่าต้องเปลี่ยนศักราช ไม่มีอะไรเก่า วันหมดอายุไม่ต้องพูดถึง
        นาฬิกายังเดินอย่างเชื่องช้า ปฏิทินแต่ละหน้าถูกใช้จนคุ้มค่าพิมพ์ ... ชีวิตเราจะเป็นยังไง?

        แต่คิดในมุมกลับ ถ้าเวลามันทอดยาวไปมากกว่านี้ มากกว่าสิ่งที่ธรรมชาติบนดาวเรากำหนด
        มีช่องว่างหรือพื้นที่ว่างเปล่าให้แต่ละศักราชขยายออกไปมากขึ้น แล้วเราจะเอาอะไรไปถมให้มันเต็ม
        ลำพังวันคืนเดิมๆ กว่าเราจะถมเวลาที่หายไปหรือลืมความผิดพลาดก็นับว่ายากแล้ว

        ถึงผมจะพูดในแง่ของอารมณ์ความรู้สึกไปสักนิด แต่หากเป็นเรื่องชีวิตประจำวันแล้ว
        ถ้า ๑ ปีโลกเรามีถึง ๘๔๑ วัน การจะสรุปอะไรให้ได้ใจความไม่เยิ่นเย้อคงทำได้ยากขึ้น อาทิ
        ๑๐ ข่าวเด่นในรอบปีคงมีให้เลือกอย่างต้องรักพี่เสียดายน้อง, นางงามต้องแบกมงกุฏนานขึ้น,
        ผลประกอบการในไตรมาสที่ ๒ ไม่สามารถบ่งชี้ผลในไตรมาสที่ ๗ ได้แม่นยำเพราะห่างกันเหลือเกิน,
        นักกีฬาเบื่อกับการตระเวณทัวร์รอบโลก เอ็งเอามือหนึ่งไปเถอะเกลอ ... คิดแล้วน่ากลัวเหลือเกิน
        โลกภายนอกมี ๓๖๕ วันจึงดีแล้ว ส่วนโลกภายในไปกำหนดนับเองจะได้ไม่เดือดร้อนกัน
        ..........



        ๒
        เมื่อพูดถึงการกำหนดนับภายใน ผมคิดถึงการนับวงปีของต้นไม้ (ภายในจริงๆ)
        ดังที่รู้กันว่า การดูรูปร่างหรือขนาดความใหญ่โตภายนอกไม่สามารถวัดอายุของต้นไม้ได้
        ยกเว้นคนปลูกจะเขียนป้ายปักไว้ข้างๆ หรือเขียนไว้ที่ฝาเรือนว่า "ลงดินวันที่พลายแก้วจากไป"
        จึงเป็นเรื่องน่าเศร้าเมื่อเราได้ทราบอายุของมันจากการผ่าร่างเพื่อชันสูตรรอยตัด
        ปีไหนน้ำดี ปีไหนฝนแล้ง แมลงเยอะ หรือมีไฟป่า เป็นเรื่องราวที่วงปีบอกกล่าว

        ผมเพิ่งมารู้ว่าตัวเองมีวิธีนับปีแปลกๆ อยู่เหมือนกัน เนื่องมาจากผมมองดูโลโก้บริษัทหนึ่ง
        บนหน้าอกด้านซ้ายของเสื้อยืดเก่าๆ ตัวนึง ซึ่งก็ใส่บ่อยๆ ใส่อยู่บ้าน ใส่ทำงานบ้านบ้าง ใส่นอนบ้าง
        มันเป็นรูปสิงห์โตหนุ่มมีปีกกำลังเหยียบลูกโลก มีชื่อบริษัทซึ่งเป็นชื่อเมืองหลวงของญี่ปุ่นอยู่ด้านล่าง
        แล้วก็นึกบางอย่างขึ้นได้ คือ ผมได้รับเสื้อยืดแบบนี้ทุกปีนี่ อยากรู้ว่าทำงานมากี่ปีก็ดูเสื้อยืด
        อ้าว แล้วทำไมปีนี้กับปีที่แล้วไม่ได้?

        มันเป็นแค่เสื้อยืดสีขาว เนื้อผ้าใยสังเคราะห์แบบแทบจะไม่มีฝ้ายผสมกระมัง มันจึงนิ่ม
        เหมาะจะสวมใส่เวลานอน แต่มันก็เก่าง่ายเพราะซักไม่กี่ทีเนื้อผ้าขึ้นขน เอาเข้าเครื่องอบก็หดไปนิด
        ต้นทุนไม่น่าจะถึงตัวละ ๕๐ บาท แต่ผมใส่มันจนเหลือง ใส่คุ้มยิ่งกว่าเชิ้ตบางตัวเสียอีก
        ถ้าเทียบกับเสื้อยืด Hanes แล้วคุณภาพยิ่งคนละชั้น แต่ผมหยิบมันมาใส่บ่อยๆ
        เพราะมันให้คิดถึงคืนที่ยากลำบาก คืนสุดท้าย อะไรประมาณนั้น

        เช้าวันต่อมา ผมกลับมาค้นที่ตู้เก็บเอกสารในห้องทำงาน ก็เห็นเสื้ออีก ๒ ตัวนอนรออยู่
        เป็นเพราะผมไม่ได้เอากลับบ้านนั่นเอง วินาทีที่ผมจับมัน ... มันดูมีค่าเหลือเกิน
        ด้วยความสงสัยจึงเดินไปถามพี่ที่เขาติดต่องานกับบริษัทนี้ "๒ ปีที่หายไปมีอะไรเกิดขึ้น"

        เขาบอกว่า บริษัทนี้ไป "สวัสดีปีใหม่" ที่โรงงานของเจ้านายเลย จึงไม่ได้เข้ามาหาเราที่ออฟฟิศ
        พวกเราจึงไม่ได้เสื้อมา ๒ ปีแล้วนั่นเอง ... "คุณอยากได้เหรอ?" พี่เขาถามขึ้นมา
        "เปล่าๆ ครับ ผมแค่คิดถึงอะไรบางอย่าง" ... ผมตอบ แล้วเดินกลับห้องตัวเอง
        บางทีของที่ไม่ได้มีราคาค่างวด พอไปสร้างความหมายให้มันมีที่อยู่ที่ยืนในบ้านเราแล้ว
        พอไม่เห็น ไม่มี ก็รู้สึกว่างเปล่า ความรู้สึกว่างเปล่าเข้ามาเยือนอย่างไม่ได้เชื้อเชิญ

        ผมเห็นเบอร์โทรศัพท์ร้านที่ผลิตเสื้อตัวนี้บนตรา ถ้าผมบ้าแบบสาวกหนัง cult
        ผมอาจจะโทรไปสั่ง ขอให้มาส่งให้หน่อย ๑๐ ตัว ต้องเอาโลโก้ตัวนี้ด้วยนะ ... หรือจะทำดี

        ผมรู้แล้วว่า การกำหนดนับวันเวลาที่ผมทำงานอยู่สถานที่แห่งนี้ผ่าน "เสื้อปี" คงหมดสิ้นแล้ว
        หรือหากจะคิดอย่างมีความหวัง ผมคงต้องต่ออายุการกำหนดนับใหม่ เป็นต้นว่า
        ถ้าปีหน้าเขาเอามาให้ ... ๑ รอบคงกินเวลาถึง ๓ ปี หรือหวังไปเรื่อยๆ ว่า ปีใหม่จะมาถึงสักวัน
        ..........



        ๓
        เมื่อเร็วๆ นี้ ก่อนที่จะเขียนเรื่องนี้ต่อ ผมพบว่าใช้เวลาเขียนแต่ละเรื่องนานขึ้น
        เหมือนรอให้วงปีมันมีอะไร "เปลี่ยนแปลง" บ้าง แต่ละบรรทัดจะต้องมีสิ่งมากระทบจริงๆ
        แม้ชีวิตจริงของคนมันก็เรื่อยๆ เอื่อยๆ แต่การจะเล่าเรื่องอะไรให้ฟังนั้นมันคงต้องมีสีสันบ้าง
        กับสิ่งที่ผมเขียน "จงอ่านมันเหมือนอ่านนิยาย" อย่าได้ถือสาหาความคิดเอาสาระ

        เมื่อเร็วๆ นี้ ... ไม่กี่นาทีที่ผ่านมา มีคนถามผมว่า

        "มีเป้าหมายอะไรในชีวิต?" ... ผมนับวงปี
        "จะชวนไปขายแอมเวย์เหรอ" ผมกวนประสาทได้เป็นธรรมชาติ
        "ไม่ตลก" ... ก็ไม่ตลกจริงๆ

        บางครั้งคนมาถามเราด้วยคำถามดีๆ แบบนี้ หากเป็นคนที่ไม่ได้พูดคุยกันทุกวัน
        เขาย่อมอยากได้แนวคิด หรืออยากเห็นว่าเรายังมีกำลังแรงใจใฝ่ฝันอย่าง "ปกติชน" อยู่
        ไม่ใช่จ่อมจมอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ยอมรับความจริงและวันคืนที่หมุนเปลี่ยนเวียนไป
        แต่ผมไม่ใช่ปกติชน จึงไม่อาจตอบคำถามยากๆ นี้โดยง่ายด้วยการยกโน่นยกนี่มาอวดอ้าง

        เพื่อนผมคนนึงซึ่งเป็นคนทำงานอยู่บ้าน เธอบอกว่า จะทำปีนี้ให้ดีขึ้น ตั้งเป้าหมายว่าจะทำอะไรบ้าง
        นั่นอาจเป็นเพราะเรายังถามไถ่กันอยู่บ้าง แต่ถ้ากับคนที่ไม่ได้พบเห็นกันมาแสนนาน
        ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือใครก็ตาม ... ผมก็ไม่รู้จะตอบอะไรดี อะไรที่จะฟังดูดี ไม่มากไป ไม่น้อยไป
        กระทั่งถ้าไม่มีเป้าหมายในชีวิต วงปีในฤดูกาลนี้ไม่มีสิ่งใดปรากฎ มันเป็นแค่เนื้อไม้สีขาวนวล
        จะตอบเขาอย่างไร ไม่ให้คนอื่นมาแบกรับความไร้สาระของเรา ยิ่งถ้าคนถามเป็นพวกอ่านหนังสือฮาวทู
        ความลับแห่งชีวิต เข็มทิศช่วยคนหลงทาง อะไรทำนองนี้แล้ว ... คงจะเห็นว่าผมไม่น่าคบ

        คงเพราะผมไม่มีเป้าหมายชีวิต ผมอยู่ไปวันๆ มาได้ "สักพัก"
        ผมก็มีความสุขกับที่ชีวิตที่เป็นอยู่พอประมาณ อยู่อย่างใช้สมองมากขึ้น มีงานอะไรให้ทำก็ทำ
        แม้ผมจะยังไม่รวยเท่าที่รสนิยมก้าวไปถึง แต่ก็เลี้ยงดูตัวเองได้ในระดับหนึ่งไม่ให้เดือดร้อนใคร
        ได้ช่วยเหลือผู้คนโดยการใช้ความคิดบ้าง ด้านการงานก็มีเป้าหมายเดียวกับองค์กรและยังเป็นงานที่มีความหมาย
        ชีวิตมันก็มีเท่านี้จริงๆ ... "สักพัก" จึงเป็นช่วงเวลาที่น่าพอใจ สมควรจะพอใจ ... พอใจ ไม่ใช่ต้องทำใจ
        อะไรที่มากไปกว่านี้ โดยเฉพาะที่หมายถึงสิ่งที่เป็นความสำเร็จทางโลก ผมยังมองไม่เห็นทาง

        แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมเดือดเนื้อร้อนใจนัก ... บางอย่างที่อยู่ในใจ อยู่ในความคิด
        เราเคยได้ใช้พลังของเราผลักดันออกไปในฐานะเบื้องหลัง ... มันอิ่มเอิบตามสมควร
        และผมพอใจกับชีวิตสมถะ สงบเงียบในแบบของตัวเอง มันอาจเคยไม่ดีในสายตาใคร
        แต่ผมก็ไม่อาจเปลี่ยนหรือยอมถูกสังคมกำหนดกดขี่มากกว่านี้ ผมกล้าพอที่จะตะเพิดสิ่งที่มารุกร้ำ

        ถึงจะดูไร้เป้าหมาย แต่ผมก็มั่นใจเสมอมาว่า ผมไม่เคยไร้ทิศทาง (หรือหลงทิศ)
        เหมือนว่า เราเดินไปแบบนี้ จะพานพบสิ่งใด ทิศทางจะเป็นตัวกำหนดสิ่งนั้น ไม่ว่าจะบุคคลหรือสิ่งของ
        ส่วนจะ "สิ้นสุด" ที่ใด ผมว่าไม่มีใครทราบง่ายๆ ไม่ว่าจะตั้งเป้าหมายไว้ดีแค่ไหนก็ตาม

        กระนั้นผมก็ยังเห็นด้วยว่า เราควรตั้งเป้าหมายในชีวิต จะตั้งเข็มไว้ระดับใดก็เป็นเรื่องที่ดี
        ซึ่งก็แปลกที่ชีวิตคนก็มักมีความหวังใหม่ๆ มากระตุ้นให้เดินไปหา สร้างทำเพื่อให้ชีวิตที่เป็นอยู่สมบูรณ์
        และความหวังมักจะส่งเสียงเรียกร้อง แล้วเรามักจะตีความผิด ทรนง หรือเชื่อมั่นตัวเงเกินเหตุ
        โดยไม่มองว่าอะไรเป็นสิ่งที่หวังได้ เชื่อมั่นได้ เมื่อความโง่ที่ไม่เคยหมดสิ้นไปจากร่างกายเรา
        เพาะเชื้อเข้ากับความเพ้อฝันแฟนตาซี ... เราจึงมองเห็นแต่สิ่งที่เป็นข้อสนับสนุน

        แต่ปัจจัยนอกก็ไม่สำคัญเท่ากับปัจจัยภายในว่าเราจะกล้าออกจากภาวะ "สักพัก" หรือเปล่า
        เพราะไม่ว่าจะดีมากหรือพออยู่ได้ ภาวะนี้ก็ทำให้คนเคยชินจนกลายเป็นสุขสบายกับอุณหภูมิเดิมๆ
        การตั้งความหวังโดยไม่มองตัวตนนั้น หากพลาดพลั้งขึ้นมา เราก็ไม่อาจกลับมาหาภาวะเดิมได้อีก
        มันมีแต่จะแย่ลงไปอีกหลายเท่า และต้องอยู่กับภาวะสักพักดิวิชั่น ๒ หรือ ๓ จนกว่าจะไต่เต้าขึ้นมาได้ใหม่
        ยิ่งกับคนที่เคยคิดคาดการณ์ผิดบ่อยๆ ครั้ง ... ความกล้าหาญอย่างเดียวเห็นจะไม่เพียงพอ
        วันคืนที่ผ่านไป วงปีที่ถือกำเนิดขึ้นอย่างเงียบๆ มันย้ำเตือนให้ผมรักษาที่มั่นและพอใจกับสิ่งที่เป็น
        การเดินทางโดยอาศัยลูกบ้าอย่างเดียวนั้น ครั้งที่หนึ่งหรือสอง ถือว่ามันคุ้มค่าและมีความหมาย
        แต่มากกว่านั้นมันสะท้อนภาวะการไร้ศักดิ์ศรี ดูถูกวันคืนในอดีตอย่างสาหัส


        และเนื่องจากผมมีกำหนดนับภายในอยู่แปลกๆ ไม่ถูกต้องตรงตามหน้าปฏิทินนัก
        อย่างที่ได้ยกตัวอย่างเรื่องเสื้อปี ซึ่งมันก็ไม่เคยมาวันที่ ๑ มกราคม กระทั่งสุดท้ายก็หายไป
        ภายในวงปีที่ยาวนาน เรื่องเล่าในแต่ละวงวันยิ่งยาวนานเกินกว่าจะบอกใครได้สั้นๆ นอกจากคำตอบกวนประสาท
        .........


        ครับ ... สมัยที่เรายังเด็ก คงไม่ยากที่จะบอกใครว่า ปีนี้อยากทำอะไร อยากไปถึงไหน
        แต่พอโตขึ้นมันพูดยากขึ้น ไม่ใช่ว่า เราไร้ซึ่งความฝัน ไม่กล้าตั้งความหวัง หรือหมดแรงบันดาลใจ
        กระทั่งว่าเรารู้เงื่อนไขของโลก และยอมรับความสามารถของตัวเอง ... ไม่ใช่

        เมื่ออายุมากขึ้น ผมเรียนรู้ว่า ผมไม่ได้อยู่เพื่อเป้าหมายอย่างนั้น
        อาจจะมีสิ่งที่อยากทำ ตัวเลขที่ต้องตะกายไปถึง โครงการที่ต้องปิดให้ได้และที่ต้องเปิดให้ได้
        แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ผมไม่ได้อยู่เพื่อเป้าหมายอย่างนั้น ซึ่งอาจจะต่างจากวิธีคิดของคนอื่น
        เพราะผมเห็นว่า นั่นไม่ใช่เป้าหมายของชีวิต มันก็แค่หลักประกันของชีวิต

        เพราะผมเคยลำบากมา ผมคิดว่าตัวเองเข้าใจคำว่า หลักประกันของชีวิตเป็นอย่างดี
        ทุกวันนี้ก็ยังลำบาก ยังมีหนี้สิน ยังต้องตื่นเช้ามาทำงาน แต่ชีวิตก็ดีขึ้น และดีกว่าคนอีกมากมาย
        หลักประกันความมั่นคงอาจจะไม่ได้แน่นเหนียวถาวรเป็นกาวตราช้าง แต่ก็มั่นใจว่าในเมื่อเคยรอดมาได้
        ถ้าประสบกับวิกฤติเราก็ต้องผ่านมันได้ ... ผมไม่คิดว่าคนเราจะตายง่ายๆ อับจนหนทาง สิ้นไร้ไม้ตอกง่ายๆ

        และตรงนี้เองที่ทำให้ผมกล้ามองโลกหลายมุมขึ้น ไม่ติดแหงกกับอะไรที่เป็นวัตถุหรือต้องมีชื่อเสียง
        เรื่องพวกนี้ล้วนแต่ปลีกย่อย แต่มนุษย์ยกมันขึ้นมาเป็นองค์ประกอบสำคัญเพราะความกลัวในจิตใจนั่นเอง
        ผมไม่ได้ตอบแบบคนเล่นคำ เอาถ้อยคำมารับใช้ให้ดูดี แต่ชีวิตโดยลำพังนั้นก็มีความสุขตามอัตภาพ
        ที่เคยเขียนไว้ว่า "ความสุขไม่ใช่เรื่องยืนยาว" ก็เพราะมันมีห้วงเวลาของมันและหมุนเวียนไปตามเหตุปัจจัย
        แต่ถ้าเรารู้ว่ามันลดระดับ เกิดความไม่สบายกายใจขึ้น ก็ต้องแก้ไขปรับปรุงไปตามสภาพ

        แต่กับใครที่ผมรักหรือที่เคยดูแล ผมไม่เคยให้พบกับความลำบากที่ผมเคยพบเห็นหรือประสบเอง
        กุมมือกันไว้ให้แน่น เพราะเป้าหมายในชีวิต คือ ต้องมีความสุขร่วมกัน ... เป้าหมายในชีวิตควรเป็นเช่นนี้
        ........



        ๔
        เพราะไม่มีความสุขใดตั้งอยู่ลอยๆ โดยไม่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับพลังอย่างอื่น
        และความสุขมันเป็นส่วนๆ อาจจะมีความสุขเรื่องงาน แต่อาจมีปัญหาเรื่องอื่น
        ถ้าเราเป็นสุขในเรื่องใด ก็จงใช้สิ่งนั้นนำทาง ประคับประคองสิ่งที่เรายังมิอาจข้ามผ่าน
        ภายในของต้นไม้ ยังประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นเนื้อแข็งฝังลึกอยู่ด้านในและส่วนที่เป็นเนื้ออ่อนยังสดใหม่
        ภายในของคน จะปฏิเสธการบรรจุสิ่งที่ไม่พอใจ ... เห็นจะไม่ได้ เพราะเราฝืนธรรมชาติไม่ได้

        นักวิจัยอาจจะถามต้นไม้ที่เขาศึกษา อาจจะหาซากฟอสซิลแมลงชนิดหนึ่งในยางไม้
        ซึ่งต้นไม้เองก็คงไม่อยากสะสมของแปลกปลอมไว้หรอก แมลงเองก็เช่นกันเพียงแต่มันอาจบินหนีไม่ทัน
        หรือติดกับดักยางไม้จนปีกเปียกหมดเรี่ยวแรงจะกระพรือหนี สุดท้ายก็ต้องตายอย่างน่าอนาจ

        นักวิจัยอาจถามมันว่า แกผ่านวันคืนเหล่านั้นมาได้อย่างไร ก่อนที่จะมากลายเป็นเขียง หึหึ
        (แต่ผมคงไม่ใจร้ายทำเสื้อเป็นผ้าขี้ริ้วแน่ ผมสงสารมัน มันเกิดมาด้วยหน้าที่อะไร
        เมื่อเจ้าของไม่หยิบใช้ ก็ควรพำนักไว้ด้วยหน้าที่เดิมอย่างสมศักดิ์ศรี)
        มันก็คงตอบว่า อยู่ไปเรื่อยๆ ไม่ถูกตัดโค่นก็อยู่ไป จะให้อยู่แบบใช้สมองมากขึ้นแบบคนคงทำไม่ได้

        แม้จะเป็นเวลาที่ดูสั้นๆ แค่ ๒ ปีที่ไม่มีเพื่อนมาช่วยทำงาน มันจึงเก่ากว่าที่ควรเป็น
        ผมก็อยากจะลองถามเสื้อยืดเก่าๆ และของใช้เก่าๆ อีกหลายชิ้นเหมือนกัน
        ไม่ว่าจะเป็นแก้วน้ำ จาน ช้อน มีด ที่เปิดขวด ว่าพวกแกผ่านวันคืนเหล่านั้นมาได้อย่างไร
        อยู่ไปวันๆ เหมือนเจ้าของ หรือมีอะไรสนุกพอจะบอกเล่าเรื่องราวได้เหมือนวงปีของต้นไม้ได้หรือไม่
        ริ้วรอยแต่ละอย่างบอกข้อมูลสิ่งใดไว้บ้าง ซึ่งบางครั้งเจ้าของคงจะลืมเลือนไปบ้างหรือจดจำได้ไม่หมด
        ถ้าถามอะไรก็ไม่พูด ... ตอบไม่ได้ ไปไม่เป็นเหมือนเจ้านาย เรื่องเป้าหมายในชีวิตมันคงสูงส่งเกินไป

        แต่การถามสิ่งที่ไม่อาจมอบคำตอบมันก็มีข้อดี กล่าวคือ มันจะก็ไม่มอบคำโกหกคืนเรา
        ไม่เหมือนถามคน เพราะแม้แต่คนที่ปากแข็ง ก็อาจพูดไม่ตรงกับใจเท่าใดนัก
        ผมจึงพยายามเงี่ยหูฟังเผื่อจะได้ยินเสียงจากข้าวของเหล่านั้น
        ชักจะเพี้ยนสุดกู่เหมือนตัวละครในนิยายฮารูกิ มูราคามิ หรือหว่องคาไว
        มันจะสะท้อนเสียงที่อยู่ภายในของเราออกมาได้จริงหรือ ผมไม่คาดหวังอะไรโรแมนติคแบบในหนังสือ

        ผมเงี่ยหูฟัง แต่ไม่ปรารถนาจะได้ยินเสียงอะไรเล็ดลอดออกมา
        ผมอยากให้ทุกอย่างเงียบ เงียบอย่างที่คุ้นเคยกันมานาน อาจก็ถือเอาว่าเป็นความสงบ
        เพราะอย่างน้อยไม่มีอะไรที่ยากขึ้น หรือไม่ทรมานในแบบที่แตกต่างจากคืนทั่วในวงปี
        .........



        เหม่งจ๋าย
        ตีสาม ๒๗ นาที
        คืนวันเสาร์ที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๓
        - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


        My 2002 Stories - - - }
        January, February, March, July, August,
        September, October, November, December

        My 2003 Stories - - - }
        January, February, March, October, December

        My 2004 Stories - - - }
        ไข้หวัดนก (หวีด), กินเหล้ากับคนมีความรัก, เผื่อนผองน้องพี่,
        ฝนนอก , นิราศร้างแรมไกล

        My 2005 Stories - - - }
        The Classic, สายฟ้าฟาด, ความลับ, แสนหวาน, พบเธอ โลกเปลี่ยน,
        SMS, เปลี่ยน, เนื่องมาจากข่าวภาคเช้า, รองเท้า, หาย,
        ฝนมีนา, หลงรัก (หมามี) เจ้าของ, สิ่งใดนำทาง

        My 2006 Stories - - - }

        My 2007 Stories - - - }

        My 2008-09 Stories - - - }

        - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
        Read the old stories, just click on the boy.

        why i  M A D E  it ?            M E N U              W E B board              M A I L
        - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

        © 2000 - 2010 Aphichet Piyasri All Rights Reserved.
        หากต้องการนำข้อมูลไปใช้ กรุณาติดต่อ aphichet@hotmail.com
        Designed for IE.6/1024*768 and click here for graphic version.