ENTER
        ประจำการ

        ๑
        "สบายดีไหม?"
        "คิดถึงกันหรือเปล่า?"

        ผมอยากจะพูดแบบที่นักร้องบนเวทีตะโกนถามแฟนเพลงเหลือเกิน
        ผมสบายดี และคิดถึงที่นี่เหลือเกินครับ
        .......


        ๒
        "....
        ........
        คืนนี้ฝนตก แต่ไม่ได้ทำให้คนเหงาหรือคนเมาดีขึ้น
        หากยกภูเขาออกจากอกชีวิตก็คงจะเบาลง
        แต่หากลำธารสายนั้นที่เคยทอดผ่านจะลาจากไปด้วย
        ชีวิตคงขาดความชุ่มชื่นและเลยเถิดถึงแห้งแล้ง
        เหมือนกับว่า พอจบจากเรื่องนี้แล้ว จิตใจจะผูกพันกับสิ่งใด"


        จบจากถ้อยคำข้างบนผมก็แทบจะไม่ได้เขียนอะไรใหม่เป็นเวลาเกือบหนึ่งปี
        โดยแก้ตัวว่า "รอการเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งแวดล้อมใหม่ไว้ให้อะไรลงตัวก่อนจะดีกว่า"
        จนแล้วจนรอดก็ปล่อยปะละเลยบ้านของตัวเองนับปี แม้จะเข้ามาแทบทุกวันก็ตาม
        แต่เมื่อถึงเวลาผมก็เขียนอีกครั้ง แต่เป็นเรื่องแต่งปนความเพ้อฝันหลายสิบหน้ากระดาษ

        การแต่งเรื่องก็สนุกไปอีกอย่าง เพราะไม่ว่าปัญหาของตัวละครจะยากเย็นเพียงใด
        เราก็สามารถหยิบจับทางออกเท่าที่สมควรให้กับมันได้ และเมื่อถึงที่สุดแล้ว
        ความเป็นเรื่องในจินตนการมันก็ย่อมไม่กระทบชีวิตจริงของคนเขียนอยู่ดี
        ไม่กระทบจริงหรือเปล่า? ... ขึ้นอยู่กับว่า เราเอาอะไรมาปรุง

        รออารมณ์สุนทรีย์กว่านี้อีกสักนิด ผมจะเอารูปโต๊ะเขียนหนังสือใหม่มาให้ดูกัน
        ......


        ๓
        วันก่อนผมฝันประหลาด ... ฝันว่า ไปซื้อสีทาบ้านมากระป๋องหนึ่ง
        ผมชี้ไปที่กระป๋องที่ติดตัวอย่างสีฟ้า และดูเบอร์สีจากที่จดไว้ว่าตรงกันแล้วก็จ่ายเงิน หิ้วกลับบ้าน

        แต่ต้องโมโหเป็นอย่างมากเมื่อพบว่า พอเปิดกระป๋องแล้วมันดันเป็นสีปัจจุบันของบ้านตัวเอง
        "แล้วจะทาใหม่ทำไมวะ บัดซบเอ๊ย เขามีแต่ย้อมแมวขาย นี่มันย้อมสีขายกันนี่หว่า"
        จริงๆ แล้วผมไม่เคยเห็นเขาย้อมลูกแมวหรอก เคยเห็นแต่ลูกเจี๊ยบเท่านั้นแหละ
        แต่ก็ตลกไม่ออกกับคนขายสีที่ทำกันเยี่ยงนี้ ... เดี๋ยวพ่อจะไปเฉ่งมัน

        "ทำไมเป็นสีเทาล่ะ?" ผมถาม พร้อมกับเปิดฝากระป๋องพิสูจน์
        "สีฟ้าต่างหาก คุณดูยังไงว่าเป็นสีเทา" เขาแย้งอย่างมั่นใจ
        "ฟ้าบ้านคุณเป็นอย่างนี้เหรอ" ผมไม่ละลดกับคนขายสีที่ตาบอดสีเหมือนหมา
        "จะเอาไม่เอา ไม่เอาก็เอาเงินคืนไป" พูดจบเขาก็ยื่นเงินมาคืน พร้อมกับไล่ผมออกจากร้าน

        ความโมโหคลายไป ความสงสัยเข้ามาแทน ผมจึงถามร้านขายกล้วยแขกข้างๆ ว่า
        หมอนี่บ้าหรือร้ายดียังไงถึงทำแบบนี้ เคยมีลูกค้ามาคืนของเหมือนผมหรือเปล่า
        เธอบอกผมว่า ร้านนี้เป็นร้านขายส่ง มีลูกค้าประจำเพียงคนเดียวที่มาซื้อ
        และพลอยเป็นลูกค้ากล้วยแขกของเธอไปด้วย ก็ไม่เคยเห็นเขาบ่นอะไร

        ผมทำใจดีแล้วเดินกลับเข้าร้านสีใหม่อีกครั้ง ขอดูกระป๋องอื่นๆ ที่ตั้งโชว์อยู่อย่างเป็นระเบียบ
        เขาก็ทำใจดีกับผมราวกับจำไม่ได้ว่า ผมเป็นคนที่เพิ่งหัวฟัดหัวเหวี่ยงออกไป

        "คุณอยากได้สีอะไรครับ?" เขาพูด พร้อมยื่นแคตตาลอกเล่มใหม่เอี่ยมมาให้
        "ถ้ายังไม่ได้สีที่ต้องการ จะลองผสมดูในคอมพิวเตอร์ดูก่อนก็ได้นะครับ"
        ร้านเล็กๆ แค่นี้มีอุปกรณ์ทันสมัยอย่างกับโฮมโปรด้วยหรือ ผมสงสัยแต่มิได้พูดดูถูกดูแคลน

        "ผมอยากได้สีฟ้า สีนี้น่ะครับ และอีกกระป๋องเอาเฉดนี้" ผมชี้ไปที่ตัวอย่าง
        "ได้ครับ เดี๋ยวจัดให้" เขาพูดอย่างนอบน้อม แต่ไม่ได้ทำให้ผมชะล่าใจ
        ผมไม่อยากเสียเวลากลับมาอีก จึงขอให้เขาเปิดกระป๋องสีออกโชว์เลย
        "อ้าว นี่มันสีเทาเหมือนเดิมนี่ คุณเล่นตลกอะไร" ผมหัวเสียอีกจนได้
        "สีฟ้าครับสีฟ้า" เขายังยืนยันแย้งกับสายตาผมอยู่ดี แต่ก็ด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ

        ผมนึกถึงที่แม่ค้ากล้วยแขกพูดว่าร้านนี้ไม่เคยมีปัญหา จึงเริ่มกลัวว่าตัวเองต่างหากที่ตาบอดสี
        ผมจึงขอให้เขาเปิดกระป๋องสีที่โชว์อยู่ออกให้ดูพร้อมกันเสียเลย ... จะได้พิสูจน์กันให้รู้ดำรู้แดง!!!

        "คุณเดินเข้ามาห้องทดสอบของเราดีกว่าครับ ในห้องนั้นคุณสามารถเลือกทาสีได้เองเลย
        คุณจะได้รู้ว่า การดูแค่สีจากแคตตาลอกเพียงชิ้นเล็กๆ ไม่กี่เซนติเมตรกับการทาลงผนังมันต่างกันยังไง"
        เขาพูดราวกับฝ่ายออกแบบภายในจากรายการของมาร์ธา สจ๊วต และผมก็ดันว่าง่ายเสียด้วย

        กระป๋องสีมากมายวางรอให้ผมเปิดฝา ทั้งสีชมพู สีฟ้า สีเขียว สีเหลือง ฯลฯ
        ผมเปิดมันออกทีละกระป๋อง แล้วพบความจริงเหมือนเดิมอีกครั้งว่า ข้างในมันก็แค่สีเทา
        "ลูกค้าประจำของคุณเขาสั่งสีเทาเยอะมากหรือครับ?"
        "เขาก็สั่งทุกสีแหละครับ ไม่เคยเห็นมีปัญหาอะไร"

        ผมเดินออกจากร้านโดยไม่มีสีใหม่ติดมือ ได้แต่แวะซื้อกล้วยแขกกัดเล่นแก้เซ็ง
        นี่เราก็ยังมองเห็นกล้วยแขกเป็นสีน้ำตาลอยู่นี่หว่า มันทอดก็ยังเห็นเป็นสีเหลือง
        ตายังดีอยู่นี่นะ แล้วเกิดตลกอะไรขึ้นวะ ... ผมรำพึงกับตัวเอง แล้วก็ตื่นขึ้นมา
        โดยไม่ทันจะรู้ว่า ไอ้บ้าที่ผูกขาดซื้อสีจากร้านนั้นเป็นใคร
        ............


        ๔
        เกือบเดือนที่ผ่านมา ผมต้องออกนอกพื้นที่บ่อยขึ้น ไปนั่งประจำที่สำนักงานแห่งหนึ่ง
        หน้าที่อย่างหนึ่งที่โดนโยนมาให้ก็คือ หาคนเข้ามาทำงานแทนคนเก่าที่ลาออกไปตั้งสี่คน
        มันเป็นเรื่องลำบากใจอย่างมาก ตั้งแต่ยังไม่มีคนมาสมัครแต่งานเริ่มค้างเติ่ง หรือพอมีตัวให้เลือกก็ตาม
        ไม่รวมถึงว่า หากเราเลือกใครแล้ว เขาจะอยู่และทำงานหนักได้หรือเปล่า ไม่งั้นเราก็แย่แทน
        ยิ่งได้อ่านใบสมัคร ได้เห็นความฝันของใคร ว่าหากเขาได้งานแล้วอยากได้อยากทำสิ่งใดต่อ
        ซึ่งก็ไม่พ้นเพื่อตัวเองและคนที่พวกเขารักอันเป็นธรรมดาของคนที่เพิ่งจะเริ่มต้นชีวิต
        มันทำให้ผมไม่อยากจะไปยุ่งเกี่ยวด้วยเลยกับการขีดเส้นทางให้ใคร

        การส่งคนหมดฝันอย่างผมออกไปเป็นทัพหน้า ไปถักทอฝันผืนเดิมของเจ้านายให้ใหญ่ขึ้นเอยก็ดี
        กระทั่งต้องมีส่วนสร้างฝันของเด็กใหม่ให้เป็นจริงก็ดี ไม่นับเรื่องที่ต้องมอบกำลังใจให้คนที่เหลืออยู่
        ว่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างไร ฝันของพวกเขาจะไปต่อได้อีกแน่ ขอแค่อย่าหวั่นไหว ผมเข้าใจคุณเสมอ
        มันเป็นตลกร้ายอีกเรื่องของชีวิต ในคืนที่อ่อนแอสุดขีด ผมถึงกับด่าทอคนเขียนบทว่าต้องการอะไรกันแน่
        ผมแค่ขอชีวิตเรียบๆ เช้า สาย บ่าย เย็น ไม่ต้องอะไรให้ตื่นเต้น แค่นี้ทำไมถึงให้กันไม่ได้
        ผมไม่ได้คาดหวังหรอกว่า หากผ่านเรื่องสั้นตอนนี้ไปตัวเองจะได้อะไร ไม่อยากเหนื่อยมองหาอีกแล้ว
        เพราะชีวิตในช่วงขวบปีที่ผ่านมาก็ดีอยู่ แม้จะสุขแค่เพียงลำพังและไม่อาจนำพาใครได้ก็ตาม
        ......


        "... พอจบจากเรื่องนี้แล้ว จิตใจจะผูกพันกับสิ่งใด"
        ปีเศษแล้วสินะที่ถามตัวเองเช่นนั้น พอคิดดีๆ ก็พบว่า ผมถามตัวเองมานานแล้ว

        เรื่องระหว่างคนกับคน เมื่อถึงคราวสิ้นสุดลงก็ต้องเตรียมใจ
        ส่วนจะร้ายหรือดีก็ขึ้นอยู่กับเวรกรรมแต่หนหลัง ผมเอาคำพระมาปลอบแค่ว่า
        หากมีความจริงใจใฝ่ดีมอบให้ใครแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องกลัว

        และหากถึงจุดนั้นจริงๆ ไม่ว่าจะโล่งใจที่ได้ปล่อยวางหรืออยากจะยื้อไว้ เพราะถือเป็นคุณค่าของชีวิต
        หากทุกอย่างต้องจบลง ท้ายที่สุดแล้วจะไม่สามารถขอขยายเวลาได้
        ผมน่าจะพอใจแล้วที่ได้มีโอกาสขยายช่วงสั้นๆ ช่วงหนึ่งของชีวิตออกมาอีกครั้ง
        ซึ่งก็พยายามอย่างนุ่มนวลทะนุถนอมเป็นที่สุด เพราะเรื่องบางเรื่องมิอาจเกิดขึ้นอีก

        และแม้ชีวิตในช่วงขวบปีที่ผ่านจะสุขอยู่ และแม้จะยังไม่อาจนำพาใครได้
        ไม่อาจสัญญาและบอกให้เชื่อว่า อนาคตที่กำลังจะเดินทางมาถึงจะเป็นเช่นไร
        แต่เรื่องที่ว่าจิตใจจะผูกพันกับสิ่งใด วันนี้กลับตอบได้ไม่ยากเย็นนัก
        เพราะคงผูกพันกับสิ่งเดิม และประจำการอยู่ที่เดิม ... ตลอดไป
        ........


        เหม่งจ๋าย
        ตีสาม ๒๗ นาที
        คืนวันพฤหัสบดี ๒๐ กันยายน ๒๕๕๐
        - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

        My 2002 Stories - - - }
        January, February, March, July, August,
        September, October, November, December

        My 2003 Stories - - - }
        January, February, March, October, December

        My 2004 Stories - - - }
        ไข้หวัดนก (หวีด), กินเหล้ากับคนมีความรัก, เผื่อนผองน้องพี่,
        ฝนนอก , นิราศร้างแรมไกล

        My 2005 Stories - - - }
        The Classic, สายฟ้าฟาด, ความลับ, แสนหวาน, พบเธอ โลกเปลี่ยน,
        SMS, เปลี่ยน, เนื่องมาจากข่าวภาคเช้า, รองเท้า, หาย,
        ฝนมีนา, หลงรัก (หมามี) เจ้าของ

        My 2006 Stories - - - }

        - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
        now user online. Read the old stories, just click on the boy.

        why i  M A D E  it ?            M E N U              W E B board              M A I L
        - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

        © 2000 - 2007 Aphichet Piyasri All Rights Reserved.
        หากต้องการนำข้อมูลไปใช้ กรุณาติดต่อ aphichet@hotmail.com
        Designed for IE.6/1024*768 and click here for graphic version.



        HOUSE M.D.

        ๑
        ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมมีอันต้องเจอกับ "หมอ" มากเป็นพิเศษกว่าทุกเดือน
        โดยเฉพาะกับหมอคนแรกซึ่งผมใช้เวลาอยู่กับเขา ให้เขารักษาอาการป่วยไข้กว่ายี่สิบชั่วโมง
        หมอคนนั้นชื่อว่า "ดร.เฮาส์"
        .....


        House M.D. เป็น Medical Drama คุณภาพ (ปัจจุบันปีที่ ๔ กำลังออนแอร์)
        นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับวงการแพทย์ ผ่านทีมวินิจฉัยโรคของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในนิวเจอร์ซี่
        ภายใต้การนำของหัวหน้าที่เก่งระดับหมอเทวดา ซึ่งโรคไหนที่ไม่มีใครรักษาได้ แต่ดร.เฮาส์รักษาได้
        แต่นิสัยและบุคลิกกลับอยู่ตรงข้าม กล่าวคือ ดร.เฮาส์ ปากจัด ช่างแขวะ หยิ่งยโส
        เป็นจอมเยาะเย้ยและถากถางที่ไม่ยอมเป็นมิตรกับใครง่ายๆ ทั้งกับคนไข้
        และลูกน้อง หรือเพื่อนร่วมงาน เขาเชื่อมั่นในตัวเองสูง (แถมยังเป็นฝ่ายถูกบ่อยเสียด้วย)
        ไม่ชอบสวมเสื้อกราวนด์ แต่แต่งตัวยังกับร็อคเกอร์รุ่นใหญ่ และก็ติดละครน้ำเน่าเอาเป็นเอาตาย
        ด้วยการแสดงอันสุดยอดของ Hugh Laurie ทำให้ตัวละครเปี่ยมชีวิตชีวาถึงขั้นมหัศจรรย์พันลึก
        จนเขาคว้ารางวัลดารานำชายจากหลายต่อหลายเวที จึงไม่น่าแปลกที่ House M.D.
        จะมีแฟนมากมายทั่วโลก จนบางคนยกให้นิ้วให้เป็นซีรีย์อันดับหนึ่ง


        ในตอนที่ชื่อว่า Three Stories ซึ่งเป็นตอนก่อน season finale ของปีแรก (แต่เนื้อหาเกี่ยวข้องกัน)
        เป็นตอนที่ทำให้ผมทึ่งที่สุดกับวิธีการเล่าเรื่อง เพื่อนำเสนอความคิดอันเหมือนกับเป็นบทสรุปของทั้งปี
        ซึ่งผมมารู้ทีหลังว่า David Shore ผู้เป็น "คนต้นคิด" ของโปรเจคท์ซึ่งรับหน้าที่เขียนบทเอง
        ได้รับรางวัลบทโทรทัศน์ยอดเยี่ยม Emmy Award ยิ่งทำให้ผมทึ่งอีกยกใหญ่
        เพราะเขาใช้เวลาเพียง ๔๐ นาทีเศษๆ แต่สามารถเล่าเรื่องได้ครอบคลุมและเจาะลึก
        ตัวตนของตัวละครหลักได้อย่างสมบูรณ์แบบ ... ข้าน้อยขอคารวะ
        ........


        Shore ให้ ดร.เฮาส์ต้องรับหน้าที่สอนนักศึกษาแพทย์ในวิชาวินิจฉัยโรค
        แทนอาจารย์หมอท่านหนึ่งซึ่งลาป่วย "เป็นครั้งที่ห้าของปี"
        (ซึ่งพอบรรยายจบหมอเฮาส์ก็สอนมวยทันทีว่า รู้ว่าหมอนี่ป่วยเพราะอะไร)

        ดร.เฮาส์เลือกเคสอาการเจ็บขาของคนไข้ ๓ รายมาตั้งเป็นโจทย์ให้นักเรียนขบคิด
        ไม่วายแทรกอารมณ์ขันแสบๆ ตามแบบฉบับว่าได้ตรวจต้นขาของสาวเบย์วอชอีกต่างหาก
        และจากอาการเล็กๆ น้อยๆ เหมือนกับไม่มีอะไร แต่สุดท้ายทั้ง ๓ ถึงกลับมีอันต้องตัดขา
        ซึ่งหากวินิจฉัยโรคไม่พบก็อาจถึงขั้นเสียชีวิต ... แน่นอนว่า ทุกอย่างต้องแข่งกับเวลา เพราะนี่คือของจริง

        Shore ให้ ดร.เฮาส์ขุดบาดแผลของตัวเองมาประกอบการบรรยายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
        แต่ก็ทำให้ลูกทีม ๓ คนของเขาได้รับรู้ถึงความเป็นมาก่อนหน้าที่เขาจะเป็นคนพิการเดินขาเป๋
        จากการวินิจฉัยโรคด้วยตัวเองและยืนกรานว่าจะไม่ตัดขา แต่ก็มีผลกระทบตามมาหลายอย่าง
        โดยเฉพาะการที่คนรักเดินจากไป เพราะเธอทนไม่ได้ในความดื้อดึงของเขา
        รวมถึงความเจ็บปวดเรื้อรังที่ตามติดทุกวันคืน จนทำให้เขาต้องติดยาแก้ปวดราวขี้ยาก็ไม่ปาน

        ทั้งหมดนี้ "ดร.เฮาส์" ขุดมันออกมาตีแผ่ให้สาธาณชนรับทราบเป็นวิทยาทานอย่างเข้มแข็ง
        หลังจากที่เมื่อเช้าเขาเพิ่งได้พบคนรักเก่าอีกครั้ง เธอมาขอให้ช่วยวินิจฉัยโรคของสามี
        โรคที่หมอหลายคนลงความเห็นว่า ไม่มีอะไรน่าห่วง ... แต่เธอไม่เชื่อ

        อะไรจะเจ็บปวดขนาดนั้น ... นับว่าเป็นเล็คเชอร์ที่สาหัสไม่น้อยของ "หมอเห่า"

        Shore แสนจะฉลาดที่เลือกใช้ "ขา" ของคนอื่น มาโยงถึง "ขา" ที่เขาต้องจะบอกเล่า
        เขาสรุปความเป็นมา นิสัยใจคอ ความเจ็บปวด ความสับสนของตัวละครออกมาได้อย่างจะแจ้ง
        ขุดลอกความยียวนกวนประสาท ความเย็นชา และแสบสันต์ในสายตาของคนทั่วโรงพยาบาล
        ให้คนดูเห็นถึงภายในของตัวละครผู้เศร้าโศกจนจำต้องป้องกันตัวเองจากโลกภายนอก

        เขาจบตอนด้วยการให้เฮาส์เดินออกจากห้องบรรยายแล้วคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา
        รับปากคนรักเก่าว่า จะยอมทำการตรวจรักษาสามีของเธอให้ จากนั้นก็ผลักประตูออฟฟิศเข้าไป
        กล้องไม่ได้ตามต่อ แต่ค้างอยู่ที่ประตูกระจกที่กำลังดีดกลับคืน พร้อมกับแสดงชื่อเจ้าของห้อง
        "Dr. Gregory House M.D." เหมือนกับจะบอกคนทั้งโลกว่า ... นี่แหละอั๊ว
        .......


        ๒
        การป่วยไข้ทางใจของ "เฮาส์" แม้จะนำเสนอแค่ ๒ ตอน (Three Stories และ Honeymoon)
        แต่ก็เพียงพอที่จะเชื่อมโยงไปถึงการป่วยไข้ทางกายจนทำให้ต้องเสพย์ติด "ไวโคติน"
        อันเป็นผลมาจากกล้ามเนื้อตาย เพื่อระงับอาการปวดอย่างร้ายแรงเกินที่ใครจะจินตนาการออก
        ทำให้เฮาส์ต้องกินมันเกือบทุกชั่วโมง เพื่อให้สามารถผ่านวันได้อย่างราบรื่น
        และเจ็บปวดน้อยลง ... แน่นอนมันช่วยให้เขาคิดอะไรมหัศจรรย์ออก

        ในซีซั่นที่ ๓ ... เฮาส์ต้องเข้ารับการบำบัดและต้องอดยาชนิดนี้ อาการลงแดงจึงมีให้ผู้ชมเห็น
        ซึ่ง "ฮิวจ์" แสดงบทบาทของคนทุกข์ สับสน สิ้นหวัง หดหู่ ทรุดโทรม ได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเคย
        เพื่อให้รู้ว่าอาการปวดนั้นสาหัสเพียงใด เฮาส์ถึงขนาดทำร้ายร่างกายตัวเองให้มีแผล
        เพราะร่างกายมนุษย์จะหันไปตอบสนองความเจ็บปวดล่าสุดแทน

        เล่นดึงความสนใจกันด้วยวิธีการโหดๆ แบบนี้ ทำให้ผมนึกถึงการ์ตูนเรื่องนิทานชีวิต
        ตอนเห็น "ฮีโมโกลบิน" ไหลออก ... แต่ไม่ยักกะขำออก

        คนบางคนก็แปลก ... บางครั้งเพื่อไปให้พ้นความเจ็บปวดที่เราคิดว่ามันที่สุด
        เราต้องสร้างบาดแผลใหม่ขึ้นมาทดแทน บาดแผลที่เราคิดว่าจะทัดเทียมกันหรือยิ่งใหญ่กว่า
        บางครั้งก็ไปขุดความฝันเก่าๆ ที่รู้แน่ว่าไม่มีวันเป็นจริงได้ ขึ้นมาทำลายตัวเองเล่น
        แน่นอน ไม่ได้หวังแค่ดึงจิตใจชั่วคราว แต่หมายถึงให้มันคงอยู่ด้วยอย่างถาวร
        แต่เอาไปเอามาวิธีการรักษาแบบนี้ แม้โรคเก่าอาจจะหายหรือคลายไป
        แต่โรคเก่าที่มาใหม่กลับน่ากลัวกว่าที่คิด แถมยังสดกว่าอีกมาก มันคงจะเป็นที่สุดของที่สุด
        แน่ละ ... มันยังไม่มีวิธีรักษาหรือวินิจฉัยได้ง่ายๆ เหมือนโรคอื่น นอกจากกินยาไปเรื่อยๆ
        สำหรับคนประเภทนี้ ผมยังมองไม่เห็นหนทางที่เขาจะมาเป็นปกติ
        .........


        ๓
        ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมมีอันต้องเจอกับ "หมอ" มากเป็นพิเศษกว่าทุกเดือน
        ผมจำชื่อหมอคนหลังๆ ไม่ได้ ถึงได้ก็คงไม่มีอะไรสำคัญต่อคนอ่าน
        "ตุลาคม" นอกจากจะเป็นเดือนเกิดซึ่งนำพาซึ่งความแก่มาให้
        ร่างกายก็ช่างแสนรู้ ... จึงอ่อนแอกับแค่ไวรัสหวัดธรรมดาๆ

        การนอนไม่หลับติดต่อกันหลายคืน คืนต่อมาทำให้เข้านอนแต่หัววัน
        สุดท้ายก็ต้องตื่นมากลางดึกอีก ... เราก็มีวันแพ้พ่ายให้กับมันได้

        ผมถือโอกาสใช้สิทธิ์จากระบบประกัน เดินเข้าออกโรงพยาบาลดีๆ ๒-๓ แห่ง
        เพื่อไปขอยาแก้อักเสบเพื่อฆ่าเชื้อที่ลำคอ บรรเทาอาการไอที่น่ารำคาญเป็นที่สุด
        ผมเองก็คงไม่ต่างจากคนไข้ที่ ดร.เฮาส์ชอบพูดว่า ... "Everybody Lie"
        เมื่อหมอถามว่า ผมทำอะไรมาบ้าง แต่หมอของผมพูดจากสุภาพกว่าหมอบ้านแกเยอะ
        แถมแนะนำสิ่งดีๆ ให้มากมาย ซึ่งผมก็ทำตามบ้าง ไม่ทำบ้าง
        แน่นอนมันไม่ดีขึ้นง่ายๆ เพราะเชื่อสมัยใหม่มันแรงขึ้น สุดท้ายผมเลิกเล่นสนุกแบบนี้
        ......


        การนอนดูซีรีย์เกี่ยวกับหมอหรือสุขภาพของมนุษย์ ทำให้ผมตระหนักหลายอย่าง
        ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ที่สามารถล้วงเลาะเจาะสำรวจไปทั่วทุกอณู
        "ผู้ก่อการร้าย" ในร่างกายที่ไม่ว่าจะพยายามหลบซ่อนยังไงก็ต้องถูกตรวจพบอยู่ดี
        หรืออย่างเรื่องของร่างกายเรา บางทีก็ช่างอ่อนแอ มีอะไรแทรกซ้อนนิดหน่อยก็โคม่า
        บางทีก็ทนทานอย่างเหลือร้าย จะผ่าจะเจาะยังไงก็รับไหวเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก

        นักดนตรีแจ๊สที่ปฏิเสธการรักษา แต่เฮาส์กลับดึงชีวิตเขาให้ฟื้นคืนอีกครั้ง
        กล่าวไว้ว่า เขาและเฮาส์เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ ต่างก็มีสิ่งที่ให้กลับไปหา
        ไม่ว่าชีวิตจะไม่น่าอภิรมย์สักแค่ไหน แต่ก็มีสิ่งที่ให้กลับไปหา
        สำหรับเขา คือ ดนตรี, สำหรับเฮาส์ คือ โรคร้าย
        ผมถามตัวเองในใจว่า เรามีสิ่งใดให้กลับไปหา สิ่งใดที่เป็นความสุข

        แต่ถ้าถามกลางหน้ากระดาษว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ตระหนักรู้จากหนังชุดนี้คืออะไร?
        ผมสามารถตอบได้ว่า ... ไม่ว่าเราจะใช้อารมณ์แบบไหนในการนำพาชีวิต
        ไม่ว่าจะร่าเริงสดใส มองโลกในแง่ดี เปี่ยมความหวัง และความเชื่อมั่นต่อสรรพสิ่ง
        หรือหดหู่ซึมเศร้าเอาความระทมทุกข์มาเป็นพลังในการขับเคลื่อนชีวิต
        และไม่เชื่อว่าชีวิตจะมีความสุขได้จริงได้อย่างที่หมอเฮาส์เป็น

        แต่เราก็ไม่สามารถปฏิเสธการมีชีวิตอยู่ต่อได้
        เพราะมันเป็นหน้าที่ของเราไม่ใช่เฉพาะของหมอ
        และในระหว่างวันเราจะต้องทำมันให้ดีให้ได้ แน่นอน ... ผมรู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย
        เพราะต่อให้เป็นวันที่ดีที่สุดก็ยังผ่านไปได้อย่างยากเย็น
        ..........



        เหม่งจ๋าย
        ตีห้า ๑๗ นาที
        เช้าวันเสาร์ที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๐
        - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -