กันยายน ......................................โลกทั้งใบก็เหมือนกรงขัง { นิทานประชา } ๑ ผมไม่ได้เขียนหนังสือหลายวัน ไม่ใช่เพราะไม่มีเรื่องให้นำมาพูดถึง เพียงแต่อารมณ์ส่วนใหญ่ค่อนข้างจะตกไปอยู่ในแดนลบเสียทั้งหมด สืบสาวไปมาก็นับสาเหตุได้มากมาย อาจจะเป็นเพราะระยะนี้ผมถูกไฟดูดบ่อย การที่ต้องกลับบ้านเป็นครั้งแรกในรอบหลายๆ เดือนแล้วได้พบเห็นสิ่งเก่าๆ ที่พยายามจะลืมเลือน เจ็บที่ต้องไปตั้งเข็มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง และสุดท้ายเห็นจะเป็นการต้องมานั่งทน "พวกประชา" ทั้งหลาย แต่เอาล่ะ ... ไหนๆ ก็เขียนหนังสืออีกครั้งก็จะเล่าเรื่องตลกให้ฟัง ....
หลายวันก่อน ผมวานให้เพื่อนที่เคยทำงานด้วยกันหารูปนักการเมืองให้ ๔ ท่าน เพื่อใช้ในการที่เร่งรีบ คลังรูปภาพนั้นมีอยู่แล้วเพราะผมก็เคยใช้มาเป็นปีๆ ผมบอกชื่อบุคคลที่ผมต้องการ ๔ ท่านอย่างละเอียด แล้วนัดที่จะเข้าไปเอา ชั่วโมงต่อมา ขณะที่ผมกำลังอร่อยไปกับเกาเหลาเนื้อเปื่อยเจ้าประจำแถวๆ กฝภ. รุ่นพี่อีกคนเดินข้าวถนนก็นำภาพนั้นมาให้ผมเลือกเอาไปสแกนตามต้องการ ผมเลือกรูปผู้ใหญ่ในพรรคการเมืองนั้นออกมา แต่ก็เอะใจอยู่นิดนึงว่า เหตุไฉนท่านประชา มาลีนนท์ รัฐมนตรีของพรรคไทยรักไทยถึงมาอยู่รวมด้วย ท่านพลตำรวจเอกประชา พรหมนอก ที่ผมระบุขอไปอย่างละเอียดนั้นกลับไม่มี
ผมนั่งขำอยู่คนเดียวเงียบๆ เมื่อมองดูใบหน้าอันอิ่มเอมของท่านประชา (ลองนึกดูนะครับ) แล้วคิดถึงเรื่องราวทางการเมืองที่ผ่านๆ มาของท่าน จากนั้นจึงเล่าเรื่องราวให้รุ่นพี่ฟังขำหัวเราะทันทีที่จับมุขได้ "นี่แหล่ะ พวกประชา" มุขใหม่ของเราก็เกิดขึ้น ................ ๒ ลูกค้าของผมจะให้ผมพิมพ์งานที่เขียนเว็บเพจไปกว่าหนึ่งร้อยหน้า ซึ่งต้องใช้กระดาษ A4 มากกว่า ๓ รีม โดยบอกเหตุผลว่าอยากจะตรวจคำผิด หากให้พิมพ์แค่ ๓๐ - ๔๐ แผ่นก็พอทำเนาหรอกนะครับ แต่เป็น ๒๐๐ กว่าหน้า เห็นจะไม่ไหว เปลืองหมึกเปลืองกระดาษและต้นทุนการผลิตของผมมากนัก งานก็ไม่ใช่ว่าจะมีค่าแรงสูงแต่อย่างใด กระนั้นเพื่อความสะดวกการอื่นแล้ว ผมก็ทำให้ได้แต่หากต้องยอมเพื่อการตรวจคำแล้วผมทนไม่ได้ ผมจึงบอกไปว่า "เนื้อหาผมก็เอามาจากคุณ คุณไปเปิดเวิร์ดแล้วตรวจเอาเลยครับ จะเอาไม่เอาคำไหน มันมีพจนานุกรม (ห่วยๆ) ให้อยู่แล้ว ปรินต์ออกมาอย่างมากก็แค่ ๕ แผ่น ไม่ต้องมาตรวจทีละหน้า" ........
สิ่งที่ผมกำลังอธิบายให้พวกประชาฟัง ไม่ว่าจะเมื่อสองวันก่อนหรือสี่ปีก่อน ไม่ใช่เรื่องความประหยัด วิธีที่ง่ายที่สุด ความละเอียดแม่นยำในงาน หรือความรู้รอบตัวซึ่งคนที่ทำงานเกี่ยวข้องพึงจะมีและจดจำไว้ในหัว แต่เป็นเรื่องของ "วิธีคิด" พวกเขารู้แต่ไม่ยอมเปลี่ยนตัวเอง .............. ๓ ผมพบคนอย่างนี้ทีไรแล้วผมเหงา รู้สึกโดดเดี่ยว มันเหมือนถูกกรัดกร่อนพลังไปเรื่อยๆ โดยไม่อาจปัดป้องใดๆ ได้ ไม่ได้ท้อใจเรื่องความยากของงานนอกจากท้อกับวิถีของมนุษย์ที่เราห่างกัน ผมจึงได้แต่ขังตัวเองอยู่ในห้องแคบๆ เป็นสัปดาห์ๆ ซ้ำยังบั่นทอนตัวเองในต่างๆ ผมเหมือนสัตว์ในเขาดินที่เครียดเพราะถูกขังกรงซึ่งแม้กรงจะช่วยป้องกันจากภัยมนุษย์ แต่มันก็แฝงการทำร้ายสิ่งที่ถูกขังอยู่ด้วยเช่นกัน แน่ละ ... สัตว์ตัวนั้นไม่มีทางเลือก .............
{ ผู้หญิงอย่างเบ๊ตตี้ } 
๑ เมื่อคนอารมณ์ไม่ดี โลกทั้งใบก็พาลจะหาอะไรมาขวางเท้าอยู่เรื่อย เพื่อเป็นการทดสอบความอดทน ไม่ว่าจะเป็นพวกเปิดโทรศัพท์ในโรงหนัง พวกหัวเราะทุกประโยคราวกับจะบอกคนอื่นว่า "กูดูหนังเป็น" ซึ่ง "กูก็โคตรจะรำคาญ" (ผมก็ไม่กล้าจะถามมัน กลัวมันถามกลับมาว่า "รู้มั้ยกูลูกใคร ?") จะว่าไปแล้วคนพวกนี้ไม่ได้เป็นคนไร้การศึกษาแต่อย่างใด เป็นคนที่มีการศึกษา เท่าๆ กับคุณหรือผมทั้งนั้น รู้ทุกอย่างว่าอะไรควรไม่ควร เพียงแต่ไม่คิดจะทำ นี่คือผลผลิตขั้นสุดท้ายของลัทธิปัจเจกชนนิยมที่มองตัวเองเป็นศูนย์กลาง
ในทางกลับกัน ... ผมถามตัวเองเสมอว่าเป็นคนอย่างนั้นหรือเปล่า ? ผมอาจจะเชื่อมั่นในตัวเองแต่อาณาจักรของผมมีคนอาศัยเพียงหนึ่งเท่านั้น เมื่อจำต้องร่วมสังฆกรรมกับใครนอกอาณาเขตแล้วก็ไม่ค่อยอยากคิดขวางใคร นอกจากเงียบๆ ทำมาหากินแล้วกลับสู่โลกของตัวเองโดยไม่ให้ถูกกลืนก็พอใจแล้ว ........ ๒ ทุกคนคงจะเคยถามตัวเองว่า เราเสียเวลาไปกับบางสิ่งบางอย่างมากไปหรือเปล่า ? (ที่แน่ๆ ย่อมมีคนเคยเสียเวลาเสียความรู้สึกกับคนอย่างผม) ผมก็ถามตัวเองเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้มองว่า การได้อยู่ใกล้ชิดใครคนนั้นเป็นเวลาตามความหมายเส้นตรง ส่วนคนที่จำต้องรู้จักด้วยความผิวเผินนั้นต่างหากที่ผมออกจะเป็นห่วงตัวเอง เหตุที่ทำให้ถามเช่นนี้เพราะหลายคืนก่อนผมนั่งดูหนังฝรั่งเศสเรื่อง Betty Blue (๑๙๘๖) ความหมายของชีวิตก็บังเกิดขึ้นในหลายฉากหลายตอนที่เธอปรากฏกาย
แฟนหนุ่มของเบ๊ตตี้เคยเขียนหนังสือไว้ เธอใช้เวลานั่งอ่านงานเขียนของเขาทั้งคืน พอเช้ามาฝ่ายชายต้องตื่นไปทาสีบังกะโลนับสิบๆ หลัง ซึ่งนายจ้างก็เร่งเร้าตลอด เบ๊ตตี้โมโหเพราะเธอเห็นว่า เขาเป็นนักเขียน ไม่ใช่ช่างทาสี ทำไมต้องมาตื่นเช้าๆ ทำไมต้องมาทำงานอย่างนี้ เขาควรกลับมาเขียนหนังสืออีกครั้ง เธอสาดสีทั้งถังไปใส่รถนายจ้าง แล้วกลับไปโยนข้าวของทุกอย่างออกจากบ้าน เอางานเขียนออกมากองไว้ แล้วเธอก็จุดไฟเผาบังกะโลเก่าๆ ให้มอดไหม้ และพาคนรักไปปารีสเพื่อหาทางตีพิมพ์หนังสือ ........... ๓ อาจมีคนถามว่า เบ๊ตตี้แสดงออกรุนแรงเกินไปหรือเปล่า ? แต่นั่นคงเป็นอารมณ์ขันของ Jean Jacques Beineix ผู้กำกับที่ประชดว่า บางทีเราก็ต้องรุนแรงกับชีวิตบ้าง ไม่งั้นก็ไม่สามารถหักเหทางเดินได้ เหมือนกับที่เบ๊ตตี้ช่วยให้ผู้ชายคนหนึ่งกลับมาเขียนหนังสืออีกครั้ง กลับมาหาตัวตนดั้งเดิมที่ถูกปิดซ่อนไว้ .......
{ โลกทั้งใบก็เหมือนกรงขัง } ๑ ผมเพ้อไปว่า เบ๊ตตี้กำลังมองออกมานอกจอสี่เหลี่ยม แล้วพูดกับผมเสียงดังว่า "เธอจะเสียเวลากับพวกประชานี่อยู่ทำไม ? สองเดือนแล้วเธอคิดนิยายได้สักคำหรือยัง ? อย่ามัวบ้าไอ้โปรแกรมคอมพิวเตอร์อยู่เลย"
เธออาจจะพูดมากกว่านี้อีกแต่เป็นเพราะผมเมาหลับไปเสียก่อน บางทีเธอยังคงไม่รู้ว่าผมนั้นยากจะเยียวยากว่าชายหนุ่มของเธอหลายเท่านัก หลายเดือนที่ผ่านมาผมกลายเป็นผู้มองจักรวาลในแง่ร้ายสมบูรณ์แบบไปแล้วนั่นเอง ....... ๒ อย่างไรก็ตาม .. ผมรู้ดีว่าเราทุกคนไม่สามารถจะพาตัวเองไปอยู่โดดๆ โดยไม่มีการควบคุมหรือไม่ต้องพบกับเรื่องไม่เป็นเรื่องเสมือนทุกข์จรนั้นอีกเลย เพราะตราบใดที่ยังเป็นสัตว์สังคม ต้องสื่อสารสัมพันธ์กับผู้คนมากหน้าหลายตา ซึ่งบางคราวก็เป็นที่มาของเรื่องทุกข์ใจอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง นอกจากก้มหน้าก้มตา เจ็บปวดมากบ้างน้อยบ้างต่างกันตามแต่สถานะและความรับผิดชอบ
สิ่งที่ผมปรารถนาจึงไม่ใช่การรวยล้นฟ้าเพื่อที่จะไม่ต้องมาวุ่นวายกับมนุษย์ ไม่ต้องทำมาหากินหรือยินยอมเพื่อปากท้องจนหลงลืมภาระที่เราต้องแสวงหา เพราะแม้แต่เศรษฐียังเจอเรื่องซุกโพยเข้าห้องสอบ หากผมเกิดรวยมาจริงๆ ก็คงมีปัญหาหนักกว่าการเข้าใจผิดโดยสุจริตหลายเท่านัก ....... ๓ การมีคนอย่างเบ๊ตตี้ คนที่มองเห็นว่าชีวิตควรจะดำเนินไปเช่นไรต่างหาก เป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานที่จะให้ทำความหมายของชีวิตแตกยอดอ่อนขึ้นมาอีกครั้ง เธอจะสลายกรงขังในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ให้หายไปแล้วนำพาตัวเราออกมาสู่โลกกว้าง และมอบภูมิต้านทานพวกประชาและพวกประชวรทั้งหลายที่เข้ามากล้ำกลายตามรายทาง เมื่อมีคนลึกซึ้งคอยรับฟังและไม่ด่วนพิพากษาสิ่งที่เราต่อสู้ด้วยว่าเป็นแค่เรื่องบางเบา เพียงแต่คนอย่างเบ๊ตตี้นั้นใช่ว่าจะพบเจอได้ง่ายๆ คนบางคนจึงต้องยอมทาสี บ้านของคนอื่นโดยมีนายจ้างจอมจุ้นชื่อประชาชี้นิ้วเอาเรื่อยๆ มาถึงตรงนี้แล้ว ผมอดคิดถึงคำพูดของ "ลิง" ตัวหนึ่งในหนังชุดเรื่อง the Lonegun Men ไม่ได้ ซิมแปนซีตัวนั้นพูดว่า "โลกทั้งใบก็เหมือนกรงขัง ... หากเราต้องอยู่คนเดียว" ........... กรงที่ ๑๒๗ สองทุ่ม ๑๑ นาที วันอาทิตย์ที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๕ บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์ - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ตัวดู เห็นใจ
๑ หลายวันก่อนเพื่อนผู้มีประสบการณ์เรื่องการ "ดูตัว" มาแล้วหลายครั้ง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีใคร "เอาใจ" ของเธอไปได้โทรศัพท์มาเล่า เรื่องราวสนุกๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ของญาติผู้น้องของเธอให้ผมฟัง ซึ่งก็มีวี่แววจะลงตัวได้ง่ายๆ อันเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก
การดูตัวที่ผมพูดถึง ไม่ใช่การขอดูหน้า "แม่ทัพ" ในสงครามดอกนะ แต่เป็นการขอพบ "หญิงสาว" ที่หมายมั่นว่าจะพัฒนาไปสู่การแต่งงาน คนที่จัดการในเรื่องนี้ก็คือผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย บางกรณีอาจจะมี "คนกลาง" ที่เราเรียกว่า "แม่สื่อ" คอยประสานงานแบบที่เราเคยอ่านเคยเห็นกันในหนัง
ความเข้มของการดูตัวนั้นจะมากน้อยแค่ไหนก็คงแล้วแต่ครอบครัวไป บางบ้านอาจจะแค่ "สะกิด" ลูกของตัวเองให้มองคนที่เห็นว่าสมควร แต่บางบ้านอาจจะไปถึงขั้นขอร้องแกมบังคับให้ลูกเห็นดีเห็นงามกับสิ่งที่ตัวเองเชื่อ หากหนุ่มสาวคู่นั้นไม่มีแววแห่งการลงตัวง่ายๆ ประมาณ "รักแรกพบ" (love at first sight) ประเด็นคลาสสิคของมวลมนุษย์หลายข้อหรือตำนานดอกเหมยก็จะเกิดขึ้นตามมาทันที เช่นว่า ความรักกับหน้าที่ ความรักกับการแต่งงาน ความฝันกับความจริง ฯลฯ ........ ๒ มองอย่างนักรัฐศาสตร์แล้ว การดูตัวซึ่งฟังดูนุ่มนวลกว่าการคลุมถุงชนนั้น ก็เป็นสิ่งปกติที่ชนชั้นหนึ่งพยายามจะรักษาสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ของตัวเองให้มีเสถียรภาพต่อเนื่อง โดยคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดีเข้าสู่การผลิต ไม่ยอมให้อะไรแปลกปลอมอย่าง "สาย สีมา" ในนิยายเรื่อง "ปีศาจ" ก้าวเข้ามาผสม
แม้ความคิดดังกล่าวนี้ถูกสั่นคลอนไปเมื่อโลกหมุนเข้าสู่สมัยใหม่ที่ความสำคัญ ของปัจเจกชนถูกเน้นและยกขึ้นมาให้เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดซึ่งทุกควรฝ่ายรับฟัง คนที่จะ "ถูก" ดูก็ไม่ได้อยู่แต่ในห้องหอ หากเธอมองโลกด้วยสายตาตัวเองมาแล้วนับสิบปี แต่การดูตัวนั้นคงจะยังไม่หมดไปตราบที่สังคมชายเป็นใหญ่กุมอำนาจแห่งการจ้องมองอยู่ ความคิดของขบถนั้นตรงๆ ไม่มีคดอยู่แล้ว ผมจึงไม่สนับสนุนให้ใครเอาแบบอย่าง นอกจากขอให้ทุกฝ่ายลองคุยกันถึงความหมายของชีวิตในโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ... เมื่อมองย้อนศรขึ้นไปในเรื่องดังกล่าว เป็นไปได้หรือไม่ว่า บางครั้งตัวหนุ่มสาวเองต่างหากที่เป็นฝ่ายรักษาแนวคิดนี้ไว้แทนที่จะเป็นคนแก่ ก็เพราะความรักมาหาเราในหลายรูปแบบ ความรักมาในภาพที่ไม่เคยคิดถึงฝันหา และพอถึงขั้นหนึ่งแล้วรูปแบบก็ไม่สำคัญเท่ากับความรักที่ก่อเกิดงอกงามขึ้นมา ............. ๓ เมื่อผ่านการรู้จักตัวไปแล้ว การรู้จักใจก็ตามมาติดๆ เพียงแต่การที่จะรู้จักตัวคนแล้วจะรู้จักตัวตนนั้นต้องใช้เวลานาน แน่ละ ... ย่อมมีบ้างที่ "ใจ" อันรู้สึกสัมผัสได้เมื่อใกล้ชิดกับ "ตัว" ที่มองเห็น ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน หรือให้ทำยังไงก็แล้วแต่ "ใจ" ก็ไม่ยอมไปยอมอ่อนลงสักครั้ง ผู้คนอาจเข้ามาหาเราในหลายรูปแบบแต่จะเกิดความรักได้อาจมีเพียงแบบเดียว
"จะรู้ได้อย่างไรว่า คนที่เรา "ดู" นั้น "ดี" ?" ... เธอเคยถาม และคำถามนี้ก็คล้ายหรือเหมือนกับคำถามถึงคนที่เราใฝ่ฝัน "คนย่อมทำดีกับตัวเองและคนที่รักเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ดีกับผมยังไม่พอหรอกต้องดีกับคนอื่น กับคนทั่วไปด้วย หากคุณเห็นว่า คนๆ นั้นดีกับคนอื่น คุณก็รักเขาได้" ... ผมเคยบอกไป
รูปแบบที่ว่านี้เหมือนกับความหมายที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัด เป็นสิ่งที่ไม่ได้ปฏิบัติต่อเราโดยตรง หากแต่กระทำการหรือมีท่าทีต่อผู้อื่น ด้วยการแสดงความเอื้อเฟื้อห่วงใยจากใจจริงและต่อเนื่องตลอดเวลา ที่เราเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาหรือเธอ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วมันได้ ส่งผลโดยอ้อมมาที่หัวใจของเราอย่างที่คนกระทำก็อาจไม่รู้ตัว มันคือเสน่ห์ คือความอ่อนหวานที่ไม่ได้แสดงออกให้เห็นกันตรงๆ แต่เป็นธรรมชาติของคนๆ นั้นซึ่งไม่ได้เสริมเติมแต่งเพื่อให้ดูดีในสายตาใคร หากพบใครอย่างที่ว่าก็รักเขาได้ บางทีอาจจะรักไปแล้วเพียงแต่ไม่กล้าบอกตัวเอง .......... ๔ เชื่อไหมว่า ...ชีวิตของผมก็เคยใกล้เคียงกับการดูตัวมาแล้ว !!! ..... สมัยที่ผมอยู่วัดมีหลวงพี่ท่านหนึ่งชอบศึกษาเรื่องโหราศาสตร์ บ่ายวันหนึ่งเพื่อนๆ ของผมขอให้ท่านดูดวงให้ ผมนั้นไม่เชื่ออยู่แล้ว แต่ความที่ไม่เชื่อและอยากจะลบหลู่หรือกวนเท้าจึงขอร่วมวงตามขึ้นกุฏิไปด้วย และป่านนี้เพื่อนที่ท่านบอกว่า คู่ครองของเอ็งจะมีผิวขาว (แน่ละก็มาจากทิศเหนือนี่) คงจะรู้แล้วว่าท่านดูแม่นไม่แม่น ส่วนตัวผมนั้นหลวงพี่ผู้มีปิยะวาจาได้บอกว่า ไม่ต้องกลัวหนาวเพราะผู้ใหญ่จะจัดการเรื่องนี้ให้เอง ผมก็ไม่ถามเรื่องทิศ เรื่องผิวพรรณ เพราะถามไม่เป็น แต่ถามในสิ่งที่หมอดูสมัครเล่นยังมองไปไม่ถึงและได้กวนสมใจ จนเกือบจะถูกเตะตกกุฏิ ... ผมถามไปคำเดียวว่า "สวยมั้ย ?"
ก็เป็นแค่เรื่องสนุกๆ ที่หวลนึกถึงเมื่อเหตุแห่งปัจจุบันแวะเวียนมาให้คิดเท่านั้น ผมรู้ว่ามันไม่ใกล้เคียงสักนิด แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้มีฐานะแบบชายหนุ่มคนอื่น มีสิ่งที่สังคมตั้งแต่อดีตกาลจนถึงอนาคตให้คุณค่าและมองเห็นมันเป็นลำดับแรกๆ ซ้ำสิ่งที่อยากให้คน "ดู" และ "เห็น" ... สิ่งที่ตัวเองภูมิใจกลับกลายเป็นคู่ตรงข้าม คือไม่อยากดูและไม่อยากเห็นในสายตาคนส่วนใหญ่จนยากจะเปลี่ยนแปลงไปเสียแล้ว โอกาสที่จะไปดูใครหรือให้ใครมาสภาพดูอย่างที่หลวงพี่พูดก็พอๆ กันคือเท่ากับศูนย์ ..............
ในโลกไซเบอร์ที่ความคิดภายในมีโอกาสเปล่งเสียงของมันออกมาชัดเจน กับผู้คนที่เคยเห็นหน้าค่าตา เคยมีความสุขกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ สายตาเคยทอดยาวไปกับสรรพสิ่งตรงหน้าพร้อมๆ กัน ก่อนที่ทุกอย่างจะจบลง โอกาสที่จะได้ทำอย่างนั้นร่วมกันอีกคงไม่มีให้หวังอีกแล้วแม้เพียงเสี้ยวเล็กๆ และกับผู้คนที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเยือนเงียบๆ หรือทักทายมาในวันธรรมดาๆ ไม่ว่าที่ยังอยู่หรือที่หายไปตามวิถี ผมก็คงไม่มีโอกาสได้ทำเหมือนกับคนกลุ่มแรก จะทำได้ก็แค่พยายามดีกับคนอื่นให้มากขึ้นโดยเฉพาะคำพูดและไม่บั่นทอนตัวเอง
ในโลกไซเบอร์ที่ความคิดภายในมีโอกาสเปล่งเสียงของมันออกมาชัดเจน เมื่อคนกล้ามองความจริงในเวลากลางวัน การได้เห็นหน้าอีกครั้งก็คงไม่สำคัญ ไม่ต้องบอกให้รับรู้ก็ได้ในเมื่อทุกอย่างมันยากเย็นเกินจะทำ ไม่ต้องดูตัวก็ได้แค่มองให้เห็นถึงหัวใจอย่างที่เคยก็พอ ............... กรงเดิม บ่ายสามโมง ๔๑ นาที วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๕ บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์ - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - น้ำในถ้วยกับน้ำทั้งฟ้า
ฝนโปรยสายลงมาตั้งแต่บ่ายสี่โมงกว่าๆ และเหลือเพียงละอองบางๆ เมื่อผมถึงปากซอยตอนห้าทุ่มครึ่ง ในวันที่พูด พูด พูด พูด พูดมากเหลือเกิน พูดกว่า ๔ ชั่วโมง ผมเหนื่อยแต่ก็ยังคิดตลกว่า พระเจ้าคงแกล้งให้ฝนตกนานขนาดนี้ ทั้งๆ ที่วันที่ผมอยู่กับบ้านไม่ค่อยจะตกหนักตกนานขนาดนี้ และในเมื่อไม่ค่อยได้สื่อสารทางตรงกับใครนักก็ให้มันพูดสะสมไว้เสียเลย
ผมตั้งใจจะเอ่ยชื่อผู้หญิงคนหนึ่งเป็นคำสุดท้ายในวันนี้ ใช่ครับชื่อนั้นเป็นชื่อผู้หญิง แต่จะเป็นชื่อมารดา ภรรยา บุตรสาว หรือผู้หญิงในอดีตของเจ้าของที่พักซึ่งเขายังลืมไม่ลงผมก็ไม่อาจทราบได้ ........ ข่าวน้ำท่วม ฝนตกหนักขึ้นหน้าหนึ่งเมื่อเดินผ่านแผงหนังสือพิมพ์ เขาบอกว่า ... ฝนมีหน่วยวัดเป็นมิลลิลิตร ฝนตกหนักแค่ไหน ก็ระบุไปตามขีดบนภาชนะแก้วที่เอาไปรองไว้ ให้น้ำในถ้วยแทนน้ำทั้งฟ้า
คนฉลาดขนาดที่สามารถวัดระดับน้ำตาของฟ้าได้ แต่น้ำตาของตัวเองกลับไม่เคยมีใครทำหน่วยคำนวณได้สำเร็จ ใช่ว่าเรื่องนี้คนไม่ฉลาด แบบการวัดน้ำฝน ความกดอากาศลและความชื้น กวีหรือนักวิทยาศาสตร์คงเคยสงสัยกันถ้วนทั่วเพราะทุกคนย่อมเคยรัก
แต่พวกเขาพบว่า จะเพียงหยดเดียวที่หยาดลงหรือฟูมฟายท่วมโลก ก็มิอาจแทนความรู้สึกเจ็บปวดภายในออกมาเป็นค่าตัวเลขได้แน่นอน เหมือนกับที่น้ำในถ้วยสามารถแทนน้ำทั้งฟ้านั้นได้เลย ........... บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์ - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
บิ่น
๑ คำกล่าวเก่าๆ ของคนทำครัวคำหนึ่งมีว่า "หากมีดใหม่เล่มไหนได้เลือด มีดเล่มนั้นก็จะกินมือคนบ่อยๆ" ความหมายที่คนโบราณต้องการสื่อคงจะเป็นเรื่องของความระมัดระวัง โดยยกตัวอย่างคมมีด ทั้งที่มีดใหม่วันนี้ซึ่งแม้จะเก่าในวันหน้าก็ไม่ควรประมาท ส่วนจะตีความคำกล่าวไปถึงเรื่องของอำนาจหรืออีกด้านของเหรียญ (ที่มักจะมืด) ก็สามารถโยงใยไปได้ แล้วแต่คนจะนำไปปรับใช้เตือนตนเอง คงเพราะผมเชื่อคำดังกล่าว มีดบางที่ผมใช้ทำครัวจึงไม่เคยบาดมือ
ผมคิดถึงคำพูดนี้เมื่อมีดบางคุ้นมือเล่มนี้มีอันต้องบิ่น เมื่อมาอยู่กับผมได้ครบ ๑๐ เดือนพอดีคมมีดที่เคยเรียวเส้นตรง มีอันต้องคดงอขรุขระไม่สวยงามเมื่อถูกสับลงบนกระดูกแข็งๆ ของปีกไก่ นึกโมโหที่มั่นใจในความเหนียวของเนื้อเหล็ก ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่มีดมีราคา จึงต้องเสียมีดบางอันเดียวที่ใช้หั่นผักหั่นเนื้อไปด้วยความโง่ของตัวเอง
ผมไม่ได้เป็นคนขนาดที่จะจดจำวันซื้อข้าวของแต่อย่างใด เพียงแต่ตอนดึกของคืนนั้นก็มีบางสิ่งเกิดขึ้นและสำคัญพอจะทำให้ เส้นโค้งๆ ของหัวใจเกิดรอยบิ่นบุบเบี้ยวดูไม่สมประกอบ ซึ่งแม้มันจะยังใช้งานไปได้ แต่ก็มีดีบ้างร้ายบ้างผสมกัน บางทีก็บ้าบิ่นไม่สนใจสิ่งใดทำนองหายใจเข้าออกไปวันๆ คงเหมือนกับมีดบางเล่มนี้กระมัง แม้มันจะหั่นผักหั่นเนื้อให้ผมทำต้มข่าไก่เสร็จ แต่ทุกครั้งที่กดใบลงกับเขียงมันก็ไม่คมเหมือนก่อนเพราะส่วนคมนั้นบิดเบี้ยวไป หัวใจก็ไม่คม มีดก็ไม่คม จึงเป็นแค่จอมยุทธ์อ่อนหัดของโกวเล้งไปในทันที ........... ๒ มีเรื่องมากมายเกิดขึ้นในช่วงหลายวัน ทั้งเรื่องที่ไม่อาจเล่าได้ แต่ภายหน้าไม่ว่าจะช้าหรือเร็วก็คงจะขยายรอยบิ่นบิดเบี้ยวให้กว้างขึ้น และเรื่องเล็กๆ ซึ่งผมไม่ได้เป็นผู้ก่อแต่ต้องมาทนเพราะความเป็นสัตว์สังคม จนบางครั้งความอ่อนล้าไร้ทางไปจากปัญหาใหญ่ก็ถูกระบายมาสู่ปัญหาเล็กนั้น ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่ทนไม่ไหวเพราะคนชั้นบนทำเสียงดังตึงไม่เลือกเวลา จนต้องออกไปตะโกนให้ชาวบ้านเขาได้ยินนั้น เป็นเพราะเขาไม่ยอมรับโทรศัพท์ หรือเพราะผมต้องการระบายเรื่องอื่นโดยใช้คนข้างบนกับกรณีเสียงดังมาเสริม
เพราะมีดที่บิ่นมันเบี้ยวไปแล้วไม่มีอะไรต้องเสียมากกว่าสภาพที่เป็นอยู่ ผมจึงไม่ค่อยกลัวที่จะต้องชนกับอะไรหรือใครที่มารบกวนความสงบ ผมจึงเลือกที่จะตะโกนซึ่งอาจดูไม่สุภาพกับคนที่ยามเคยเตือนแล้วเตือนอีก ไม่ใช่เพราะอยากสะใจแต่ลึกๆ แล้วผมต้องการประกาศไปให้คนแสนไกล อย่าได้เข้ามายุ่มย่ามกับชีวิตของคนอื่นซึ่งไม่มีวันที่ผมจะพูดตรงๆ เช่นนี้ได้
ก็อาศัยคำเตือนจากเพื่อนสนิทที่แนะให้ใจเย็นๆ ใช้ข่มความบ้าในตัวเอง แต่การเสียมีดบางทำครัวเล่มนั้นเป็นเหมือนกับสัญลักษณ์ที่แสดงถึง จุดแตกหักพังหลายของทำนบ โดยเฉพาะการต้องกั้นอารมณ์ท้อแท้ในโชคชะตา ที่เกิดจากการบีบบังคับและตัดสินจากผู้อื่นอันอึมครึมต่อเนื่องจากวันวาน ผมจึงเหมือนคนน๊อตที่หลุดไร้สำนึกใดๆ มาขวางกั้นความรู้สึกเหมือนเช่นเคย เกือบทั้งวันที่ผมพยายามพาตัวเองกลับคืนมาสู่จุดที่เคยอยู่อย่างสันโดษ .............. ๓ เคยคิดเล่นๆ ตอนทำครัวว่า คงเพราะเคยถูกไฟดูดก็เลยต้องถูกต่อเรื่อยๆ ทางแก้ก็ไม่ยากแค่ซื้อกระทะไฟฟ้าใหม่เพราะอันเก่าฉนวนคงเสื่อมแล้ว ไม่คุ้มค่าซ่อม ส่วนมีดก็เป็นแค่แผ่นเหล็กบางๆ ไม่ใช่เหล็กหนาเนื้อดีแบบดาบที่จะสามารถอาศัย ความร้อนเพื่อตีซ่อมแซมใหม่ได้ อย่างดีก็เอาฆ้อนทุบแก้ไขเพื่อให้พอใช้งานได้อีก
ผมคงต้องซื้อมีดดีๆ ทั้งแบบหั่นผัก หั่นเนื้อและปอกผลไม้เมื่อมีเงินมากกว่านี้ ทั้งมีดบาง มีดหนา มีดใหญ่ มีดเล็ก ซึ่งครั้งหนึ่งที่ติดตามอ่านงานเขียนเกี่ยวกับ มีดประเภทต่างๆ ในหนังสือพิมพ์ก็เคยทำให้ผมหลงรักมีดมากทีเดียว ส่วนมีดเก่าที่บิ่นบิดเบี้ยวก็คงเก็บไว้ดูเป็นอนุสรณ์เตือนใจอีกข้อว่า นอกจากจะต้องระวังบาดนิ้วและต้องระวังมีดจะพังด้วย ระวังเพื่อตัวเองคงยังไม่พอ ความปลอดภัยของผู้อื่นก็สำคัญมิน้อย
ส่วนจิตใจที่อยู่ภายในนั้นคงไม่สามารถจัดการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงได้ เคยทนกันมาแล้วก็ทนกันไป ทนถึงไหน เมื่อไหร่ก็ไม่อาจรู้ แต่ก็ต้องอยู่ให้คนเห็นอย่างที่เขาเชื่อว่าเราจะอยู่ได้ จึงมีเพียงคำกล่าวใหม่ๆ ของคนครัวไร้ฝีมือซึ่งอาจจะไม่คมกริบแบบคำโบราณเพื่อใช้ปลอบใจตัวเองว่า "ลองหัวใจคนได้บิ่นแล้ว มันก็ต้องบิ่นลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนกว่าผุผังไปทั้งดวง" ................... งามวงศ์วาน ตีสาม ๔๐ นาที คืนวันอังคารที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๔๕ บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์ - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ไปเพื่อจะหลุดพ้นหรือตั้งใจไปเหงา
๑ 
มหรสพเรียบง่ายของวันอาทิตย์ลอยผ่านทิวเขาเบื้องหน้าไปอย่างอ้อยอิ่ง หมอกสีขาวจางๆ ไม่มีสิ่งเร้าใจดึงดูดเป็นพิเศษ แต่กลับมอบความสงบนิ่ง ความรู้สึกพอใจในเช้าวันใหม่ให้กับชีวิตเดิมๆ เพียงชั่วเวลาที่ก้อนแรกลับหาย ไปจากดวงตาด้านขวาเท่านั้น ผมก็พบสัมผัสที่ว่านี้และยังทยอยมาอย่างต่อเนื่อง สายฝนโปรยละอองบางๆ ไม่มีลมรุนแรงมาควบคู่แปรเปลี่ยนอารมณ์ของอากาศ สายน้ำจากฟ้าจึงดูเป็นมิตรกับนักกอล์ฟด้านล่างและคนสร่างไข้พลัดที่นอนอย่างผม
ไม่นานนักรุ่นพี่ผู้เป็นเจ้าของห้องก็ก้าวผ่านประตูกระจกเข้ามาทักทาย เมื่อดูหน้าในแสงธรรมชาติแล้ว เขาก็ไม่ต่างไปจากครั้งแรกที่ผมพบเขานัก ส่วนอีกคนที่มาจากกรุงเทพฯ พร้อมกับผมตั้งแต่เมื่อวานยังหลับอยู่ เขาคงเหนื่อยล้าและมีเรื่องให้ฝันถึงมากมาย .......... ๒ กลับจากเชียงใหม่ครั้งแรกประมาณเดือนเศษ ผมมีโอกาสได้ขึ้นเหนืออีกครั้ง เมื่อเพื่อนของรุ่นพี่ซึ่งผมรู้จักมาสิบกว่าปีย้ายมาทำงานโรงแรมที่เชียงใหม่ ได้วานให้เขาช่วยขับรถยนต์ที่เพิ่งออกจากอู่มาหมาดๆ ขึ้นไปส่งให้ การขับรถคนเดียวหลายร้อยกิโลเมตรคงจะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อเหลือหลาย รุ่นพี่จึงขอให้ผมนั่งเป็นเพื่อนมาด้วย ผมก็เต็มใจเพราะจากการคุยครั้งก่อน ยังมีหลายอย่างเหลือเกินให้เราได้แบ่งปันความรู้สึกกัน และเห็นเป็นโอกาสดี ที่จะได้เจอเพื่อนของเขาซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือในจิตใจเช่นกัน ........
กว่าที่เราจะออกเดินทางจากบางบัวทองไปตามถนนวงแหวนได้ก็สายมากแล้ว เพราะนิสสันเซ็นทราอายุร่วมสิบปีมีอาการเกเรเล็กๆ น้อยๆ เหมือนกับเด็กงอแง ไม่อยากไปโรงเรียนหรือไปสอบ แม้รู้ทั้งรู้ว่ายังไงก็ต้องไปแต่ก็ขอแสดงอาการเสียหน่อย แต่เราก็ไม่เร่งรีบกับเวลาเพราะตกลงกันแล้วว่าจะไปเรื่อยๆ เหมือนชีวิตของเราทั้งคู่ "ไปกินข้าวเที่ยงที่นครสวรรค์ ไปกินข้าวเย็นที่เชียงใหม่ พรุ่งนี้เราก็กลับ" เขาพูด ผมยิ้มพร้อมแกะหลอดไวตามินซีเพื่อลดบรรเทาอาการไอและให้เชื้อไข้ลดลง
แม้จะนอนดึกและตื่นเช้าไปทำงานประจำมาตลอดสัปดาห์จนตานั้นแดงก่ำ แต่ผมก็รู้สึกสนุกสนาน โดยเฉพาะกับการโทรศัพท์คุยกับศิษย์ร่วมสำนักอีกคน ที่อยู่ห่างไกลอีกมุมเมืองให้ไปเจอกันที่เชียงใหม่ มันเหมือนกับการเปิดตัวหนัง ด้วยความสว่างสดใสของตัวละครเก่าๆ ที่ได้มาเดินทางด้วยกันอีกครั้ง แต่เราต่างก็รู้ดีว่าในระหว่างก่อนจะถึงจุดหมายนั้น เราอาจจะเปิดเผย ในสิ่งที่ไม่อาจแสดงออกกับคนภายนอกทั่วไปได้ ซึ่งเป็นเรื่องราวของ ความรันทด ความโดดเดี่ยว และการไร้จุดหมายปลายทางที่แท้จริง แน่ละ อาการที่ว่านี้หนักกว่าอาการของเจ้าพาหนะหลายเท่านัก .............. ๓ 
เมฆฝนที่ปกคลุมทั่วทุกภาคของประเทศตามข่าวพยากรณ์อากาศ มีส่วนช่วยให้เรารู้สึกสบายตัวตั้งแต่ออกเดินทาง แม้บางช่วงจะมีรอยโหว่แหว่ง ให้แสงทอประกายมากระทบผิวดินได้บ้างแต่ก็เป็นแค่แสงรำไรดูเอื้อกับทัศนวิสัยเท่านั้น มันคงจะเป็นเช่นนี้จนถึงเชียงใหม่ ต่อให้เราไปถึงเชียงรายไปหรือถึงพม่าก็จะยังเป็นอยู่ ช่างเหมือนกับการเดินทางออกจากกลุ่มเมฆที่ปกคลุมชีวิต ซึ่งเราต่างก็รู้ดีว่า ต่อไปให้ถึงจุดหมายชั่วคราวที่เราพยายามจะเอาชนะอันอาจจะเป็นแค่ ความฝันไร้ค่าไร้ราคาอย่างใดอย่างหนึ่งที่ตั้งขึ้นมาเพื่อหลอกตัวเอง แต่ก็จะยังไม่เห็นถึงสุดขอบชายแดนของเมฆฝนกลุ่มนั้น ..........
"... เพียงน้ำคำกล่าวลาเข้มแข็ง ขวัญโอนอ่อนเรี่ยวแรงหลั่งรินร่ำลาคราหนึ่ง จากก็เจ็บอยู่ก็จำเจจึง ไปเพื่อไถ่ถามถึง ห่วงหากันอีกสักหน ...." เพลงลมรำเพยของกวีศรีชาวไร่ พงษ์เทพ กระโดนชำนาญวนมาอีกรอบ เมื่อถึงสี่แยกใหญ่ก่อนเข้าตัวเมืองนครสวรรค์ ขณะเราติดสัญญาณไฟจราจรอยู่
"... ก็ยังโทรมา" เขาพูดขึ้นลอยๆ ผมรู้ทันทีว่าเขาหมายถึงใคร "เมื่อปีที่แล้วรถก็มาชนตรงนี้ ก็มาด้วยกันนั่นแหล่ะ รถเราไม่เป็นไรมากหรอก พี่ก็เลยเลี้ยวรถกลับเลยไม่ได้ไปเหนือต่อ" สี่แยกแห่งนี้คงเป็นสี่แยกแห่งความทรงจำของเขาไปอย่างมิอาจลบเลือน คนที่มากับเขาก็คือหญิงสาวที่แต่งงานอยู่กินกันมาหลายปีแต่สุดท้ายก็จบลง อันเป็นสิ่งที่กลุ่มเพื่อนไม่มีใครคาดคิดไว้ว่าเขาจะต้องพบเหตุการณ์เช่นนี้
ผมมารับรู้เรื่องราวนี้จากปากเขาเองในการพบกันครั้งหลังสุด ณ ร้านอาหารริมคลองย่านเมืองนนท์เมื่อเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไปปีเศษ เขาทนอยู่บ้านที่เคยเป็นเรือนหอ ไม่เคลื่อนย้ายข้าวของ เฝ้ารอให้เธอกลับ บ้านหลังนั้นไม่เคยเปลี่ยน มันยังเหมือนกับวันแรกที่ผมไปช่วยเขาจัดเตรียมงานแต่ง บ้านที่หลายคนมองว่าเป็นสินทรัพย์แต่เขากลับเห็นว่ามันเป็นภาระอันหนักหน่วง ที่ไม่สามารถละทิ้ง เขาไม่เคยอยากได้ ไม่อยากอาศัยในบรรยากาศเก่าๆ
ผมถามตรงๆ ถึงสาเหตุ ถามถึงความผิดพลาดบางข้อที่ผู้ชายอาจกระทำขึ้น เขาปฏิเสธ ผมเชื่อแต่ไม่ใช่เพราะความเป็นผู้ชายด้วยกัน หากเพราะรู้จักมานาน ผมรู้ว่าเขาเป็นคนที่ใฝ่ฝันจะมีชีวิตที่ดีเสมอ ทำอย่างไรถึงจะยกระดับตัวเองได้ เป็นความพยายามอย่างตรงไปตรงมาของคนต่างจังหวัดที่ต้องต่อสู้มาตลอดในทุกด้าน เขาพูดถึงเรื่องนี้เสมอๆ ตั้งแต่ผมยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจจนถึงปัจจุบันที่เราคุยกันได้ทุกเรื่อง ผมคิดเสมอว่าทัศนะต่อโลกต่อคนที่เรารักเช่นนี้สำคัญกว่าข้าวของนอกกายยิ่งนัก ซึ่งเขาก็ทำอุดมคติให้เป็นจริงได้ บางคนมองว่ามันราบรื่นน่าอิจฉา แต่ผมรู้เสมอว่า เขาเหนื่อยกับการตะกายดาวมีหลายอย่างที่จะต้องแลกเพื่อให้ได้มา ........... ๔ หลายปีก่อนผมยังคิดแบบเด็กๆ ว่านิทานน่าจะจบลงในวันแต่งงาน วันที่ความรักความเข้าใจเบ่งบานพร้อมเพรียง แต่ชีวิตที่มีที่มาแตกต่างกัน ประกอบกับมีคนชี้นำแล้วอีกฝ่ายไม่หนักแน่น สิ่งที่เคยมั่นคงก็คลอนแคลน และพังทลายไปในเวลาไม่กี่ปี ผมเสียดายและเสียใจกับเหตุการณ์นี้มาก นึกโทษตัวเองที่อยู่แต่ในกรงมาเป็นปีโดยไม่ได้ติดต่อใคร ไม่ได้อยู่ด้วยและรับฟัง เหมือนเช่นเมื่อครั้งที่เราเคยร่วมทุกข์สุขกันมาสมัยอยู่วัด มาพบกันอีกครั้ง ชีวิตก็หักเหและเจ็บปวดกับคนเราที่รักที่สุดเหมือนกัน ผมพูดสั้นๆ เพียงว่า "เขารู้จักพี่ดีที่สุด ดีกว่าทุกๆ คน หากเขาไม่หนักแน่นพอก็คงต้องยอมให้ไป"
บางครั้ง ... ในเส้นทางที่โหดร้ายและยาวไกลการมีเพื่อนเก่าที่เราไว้ใจได้เสมอ คนที่เราไม่อายในอันที่จะแสดงความอ่อนแอหรือแสดงให้คนเห็นว่าเราก็มีเลือดมีเนื้อ เราก็ร้องไห้เสียน้ำตาเป็น คนที่จะไม่เหยียบย่ำซ้ำเติมหรือนึกสมเพชเวทนาในสภาพ ที่องศาชีวิตหักดิ่งลงกระทันหัน คนที่จะไม่แทงข้างหลังยามที่เราอ่อนแอทุกๆ ด้าน คนเก่าๆ ที่เราไม่เคยต้องการให้เขาได้ฟังเรื่องทุกข์ยากตราบใดที่เรายังดิ้นไปเองได้ คนเดิมๆ ที่จริงใจไม่ใส่หน้ากากหลายชั้นหรือเข้ามาหาเราเฉพาะในยามรุ่งโรจน์ .........
"เราจะถึงเชียงใหม่แล้ว ลงไปล้างหน้าล้างตากันหน่อยดีกว่า เดี๋ยวได้เจอกันแล้ว" "ใช่ ใกล้ถึงแล้วพี่ มาเที่ยวคราวก่อนผมก็เข้าลำพูนเส้นนี้ ปั๊มข้างหน้านั่นก็ได้" ผมตอบ "ใครว่าเชียงใหม่ไกล ?" เขาพูดอย่างอารมณ์ดี "ใช่ ... ใครว่าเชียงใหม่ไกล" ผมก็รู้สึกเช่นกัน ......... ๕ 
มหรสพเรียบง่ายของวันอาทิตย์ลอยผ่านทิวเขาเบื้องหน้าไปอย่างอ้อยอิ่ง หมอกสีขาวจางๆ ไม่มีสิ่งเร้าใจดึงดูดเป็นพิเศษ แต่กลับมอบความสงบนิ่ง ความรู้สึกพอใจในเช้าวันใหม่ให้กับชีวิตเดิมๆ เพียงชั่วเวลาที่ก้อนแรกลับหาย ไปจากดวงตาด้านขวาเท่านั้น ผมก็พบสัมผัสที่ว่านี้และยังทยอยมาอย่างต่อเนื่อง สายฝนโปรยละอองบางๆ ไม่มีลมรุนแรงมาควบคู่แปรเปลี่ยนอารมณ์ของอากาศ สายน้ำจากฟ้าจึงดูเป็นมิตรกับนักกอล์ฟด้านล่างและคนสร่างไข้พลัดที่นอนอย่างผม แม้อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ผมคงต้องกลับกรุงเทพฯ เพื่อทำงานในพรุ่งนี้
เส้นทางออกจากที่พักซึ่งเมื่อคืนเห็นเพียงเงาตะครุ่มๆ บัดนี้แสงกลางวันได้เปิด ให้เห็นทิวทัศน์อันเขียวชอุ่มงามตาของทิวเขาลูกเล็กๆ ช่วงรอยต่อเชียงใหม่-ลำพูน เราเลือกที่จะเข้าเมืองเชียงใหม่โดยผ่านเข้าไปในตัวอำเภอสันกำแพง เสียดายที่มีฝนเม็ดใหญ่ตกลงมาพอสมควรผมจึงไม่อาจลงไปเดินเล่น นอกจากหมายตาไว้ว่ามีโอกาสคราวหน้าจะมาเยือนถิ่นนี้อีกครั้ง .........
เที่ยงตรง ... รถทัวร์ของบริษัทที่มีออกรอบจากเชียงใหม่ไปกรุงเทพฯ เร็วที่สุด ก็พาเราออกจากเมือง ผมรู้สึกเหงาเพราะเหมือนกับมายังไม่ถึงเวียงพิงค์ สลัดความคิดออกไปกับข่าวสารจากหนังสือพิมพ์ที่ซื้อขึ้นมาด้วย พร้อมกับเปิดกระป๋องเครื่องดื่มสีเขียวยื่นให้รุ่นพี่และตัวเอง อาการไอลดลงจึงพอจะมีความสุขที่จะละเลียดมันมากขึ้นกว่าคืนวาน ผมอยากเมาแล้วหลับไปตลอดทาง บนรถมีที่นั่งว่างมากมายประเดี๋ยวผมคงปลีกมุม การทบทวนกับตัวเองคงจะเป็นภาระความคิดในช่วงขาล่องของเราทั้งสองคน
ถ้อยคำของเขาที่พูดเมื่อวานว่าคนรักยังโทรศัพท์มา ต่อเนื่องไปจนหมายถึง การที่เธออยากกลับมาหาเขาอีกครั้ง หลังจากที่เขาเริ่มชินกับชีวิตหลังพายุ แน่ละ เขาก็ยังเจ็บและก็ยังรัก เหนืออื่นใดคือความห่วงใยที่ไม่อาจตัดขาด ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าจะจัดการกับปัญหาข้อนี้อย่างไร นอกจากทำเหมือนไม่รู้ไม่เห็น ไม่มีอะไรมาทดแทนความเจ็บปวดในหนึ่งปีที่โดดเดี่ยวได้ ผมบอกให้เขาลองอีกครั้งเพราะถึงยังไงเขาก็ยังรักเธออยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย ส่วนจะเจ็บจะเจอสิ่งใดอีกนั้นก็ต้องเสี่ยง เวลามันก็พิสูจน์เขามาพอสมควรแล้ว ............... ๖ "... เหม่อมองแล้วเมื่อไรจะมา ห่วงนักหนาว่าจะสับสน ไต่แสงดาวกับใครกี่คน ไปเพื่อจะหลุดพ้นหรือตั้งใจไปเหงา" เสียงเพลงของกวีศรีชาวไร่ดังแว่วมาในหูราวกับผมเปิดเทปไว้ตลอด ฟ้ายังครึ้มเหมือนเช่นเมื่อวาน ละอองฝนยังโปรยจากฟ้าลงมาอย่างต่อเนื่อง หมู่บ้านทางภาคเหนือไม่ค่อยหนาแน่นนักมองไปก็เห็นแต่ที่ราบมีทิวเขาอยู่ไกลๆ หากอากาศยังเป็นอย่างนี้ ช่วงบ่ายๆ ระยะจากลำปางถึงตากเมื่อรถได้เหงื่อ และผู้คนเริ่มนอนหลับเอาแรง ช่วงนั้นความเมาคงได้ที่ความเหงาคงสุกงอม เชียงใหม่-กรุงเทพฯ ไกลเหลือเกินเมื่อเราต้องต่อสู่กับความหลังเพียงลำพัง ผมฟังเพลงท่อนจบแล้วพยายามปิดเทปในห้วงอารมณ์ให้หยุดการเล่นเสียที แล้วก็ดึงม่านสีน้ำตาลอ่อนๆ ปิดกระจกกั้นสายตาจากทิวทัศน์สวยปนเศร้านั้น ข้อความสุดท้ายลอยมาในห้วงคำนึงมีว่า ... เธอคงจะหลุดพ้นและไม่เหงา ....................... ที่เก่า คืนฝนพรำ ตี ๔ ๕๔ นาที คืนวันอาทิตย์ที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๔๕ บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์ - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - |