ตุลาคม
......................................
ต้นไม้ที่ไม่เคยมีอยู่จริง


ผมปล่อยให้หน้าจอว่างเปล่าเป็นสีขาวนานหลายนาที
หรือที่จริงอาจกล่าวได้ว่านานหลายวันที่ไม่ได้เขียนเล่าความเป็นไปในชีวิต
สองเดือนหลังผ่านไปอย่างเงียบๆ พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่พายุฝนพัดพามา
ย่างเข้าสู่เดือนตุลาฯ อันเป็นช่วงปลายฝน ความรุนแรงคงจะหยุดลง ผมหวังเช่นนั้น
หลังจากนี้คงเป็นการซ่อมแซมบูรณะสิ่งที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งย่อมมิใช่ครั้งแรก
ท่ามกลางบรรยากาศบ้านเมืองในช่วงสามเดือนสุดท้ายของปีซึ่งจะมีงานใหญ่
ความคึกคักของงานเทศกาล อากาศหนาวเย็นที่กำลังจะโชยมา
ผมอยากมีความรู้สึกตื่นเต้น อยากรอคอยวันสำคัญ ณ สิ้นปี
แต่กลับไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับเครื่องแวดล้อมรอบด้าน

"คนเราต้องเติบโต" เพื่อนเก่าคนหนึ่งฝากคำพูดนี้มาให้ผม
เติบโตในความหมายของเธอหมายถึงอะไร ?
ลด ละ เลิก ความเป็นตัวตนแล้วสลายตัวเข้าไปหลอมรวมกับโลกเท่านั้นหรือ ?
หลายคนอาจคิดเช่นนั้น แม้แต่คนนำสาร กระทั่งเจ้าของคำพูดนี้
สำหรับผมคำตอบคือ ไม่ใช่ เพราะหากแค่นั้นไม่น่าจะเรียกว่าเติบโต
มันก็เป็นได้แค่การประทังชีวิตให้อยู่รอดตามสายพานธรรมดาๆ
หากชีวิตผมปกติ ผมก็คงอยากจะเติบโตแบบนั้นเหมือนๆ กับคนทั่วไป

ออกไปยืนรับลมนอกบ้าน ผมมองดูต้นไม้ในกระถางที่ซื้อมาปลูกตั้งแต่ต้นปี
ไม้ที่อยู่รอดก็ขยายกอแตกใบเขียวปิดบังภาชนะที่อาศัยจนมิด
นั่นเรียกว่า "เติบโต" ได้หรือ ? ... ผมถามตัวเอง
...........


ผมคิดถึงหนังเรื่อง Leon - The Professional (Luc Besson 1994)
ซึ่งเป็นเรื่องราวของนักฆ่าสันโดษชื่อ "ลีออง" (Jean Reno)
เขามีกฎของตัวเอง (อย่างที่ตัวละครของ Besson มักจะมี) มีกิจวัตรประจำวันที่เคร่งครัด
และทุกครั้งที่ย้ายรัง นอกจากอาวุธคู่กายแล้ว ลีอองไม่ลืมที่จะหอบกระถางต้นไม้ไปด้วย
ราวกับว่านี่คือ ... เครื่องรางของขลังซึ่งจะขาดเสียมิได้ในการครองชีวิตมือสังหาร

ในตอนท้ายของหนัง "มาทิลดา" เด็กสาวที่เขาช่วยเหลือซึ่งกลายเป็นเพื่อนกันในที่สุด
ได้นำต้นไม้ในกระถางนั้นไปลงดิน เพื่อที่เขาจะได้หยุดพักจากการเดินทางเสียที
นั้นอาจแทนความหมายของคำว่า "เติบโต" ได้อีกทางหนึ่ง
แม้ตอนท้ายหนังจบลงแบบสุขปนเศร้าตามวิถี เพราะมีหนังไม่กี่เรื่อง
ที่เจ้าของต้นไม้จะมีโอกาสนำเพื่อนที่อยู่ด้วยกันมาแสนนานฝังลดินด้วยมือของตัวเอง
ผมก็เคยปรารถนาที่จะเติบโตฝังรากตัวเองแบบนี้ และเชื่อว่าหลายคนก็คงไม่ต่าง
..............


มีหลายคำในชีวิตที่เรารู้ความหมายของมัน
รู้เพราะอ่าน รู้เพราะพบเห็น รู้เพราะสัมผัส รู้เพราะกาลเวลาผ่าน
จนอาจมีนิยามส่วนตัวเอาไว้กล่าวในที่สาธารณะ แต่หากลองพิเคราะห์
นั่นเป็นความหมายเฉพาะบุคคลจริงๆ หรือยังอิงแอบกับวิถีผู้อื่น
ซึ่งหากเป็นอย่างหลัง บ่อยครั้งเราก็ยินยอมให้มันเป็นเช่นนั้นจนชาชิน
นิยามที่ภูมิใจอาจเกิดจากแค่ความเป็นนักเก็บตกชิ้นส่วนที่ผู้อื่นกระทำไว้ก็เท่านั้น
ผมจึงไม่รู้สึกรู้สากับคำพูดใด เพราะไม่อยากกำหนดอะไรให้ชีวิตอีก

และแม้จะแก่ขึ้นอีกหนึ่งปีในไม่กี่นาทีข้างหน้า แต่ผมตั้งใจว่า
จะไม่เก็บสิ่งใดๆ ขึ้นมาอีกแล้ว เพราะหมดความกระหาย ไร้ความสงสัย
กลับอยากจะทิ้งอะไรๆ ที่มีอยู่ให้หมดสิ้นเท่าที่จะทำได้เหมือนในช่วงสองเดือนหลัง
ความรู้สึกในปัจจุบันก็ไม่ได้ฝันถึงไม้ที่ลงดิน หากิน และเติบโตเองได้แบบต้นไม้ของลีออง
แน่นอน ย่อมไม่ใช่ไม้ในกระถางที่มีคนคอยมาประคบประหงมให้น้ำให้ปุ๋ยพาไปหาแสงแดด

หากเป็นความรู้สึกของต้นไม้ที่ไม่เคยมีอยู่จริงบนโลก ซึ่งมีลักษณะแปลกหลายอย่าง
คือมีทั้งส่วนสีเขียวหลงเหลือให้ชื่นใจ พอๆ กับใบเหลืองใกล้เน่าเต็มทน
ลำต้นเหมือนแข็งแรง แต่กิ่งก้านนั้นอมโรค เหมือนมีรากแต่ก็ไร้ราก
ไม่มีสถานที่อยู่ชัดเจน หากลอยมาให้สัมผัสตามกระแสความคำนึง
และหายไปจากสำนึกโดยง่าย โดยไม่ทิ้งคราบความทรงจำไว้ให้ใคร
ผมรู้สึกอย่างนี้ เมื่อนาฬิกาบอกเวลาว่าเข้าสู่วันใหม่แล้ว
.................

งามวงศ์วาน
ตีสอง
คืนวันศุกร์ที่ ๓ ตุลาคม ๔๖
บ้านสีฟ้าไม่มีวันกลับมาใหม่ หัวใจคนสลาย
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ชื่อ
อีเมล์
ความคิดเห็น

 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

หากต้องการนำข้อมูลไปใช้กรุณาติดต่อเว็บมาสเตอร์ก่อนนะครับ : )
© 2000 - 2001 Aphichet Piyasri All Rights Reserved.
www.thaidot.com