ปีงบประมาณใหม่
๑ ดึกแล้ว คิดจะนอนตั้งแต่เที่ยงคืน แต่คงเป็นเพราะฤทธิ์กาแฟดำ จึงมีแรงถ่างตาทำงานต่อ มีหนังสองเรื่องที่ยังไม่ได้ดู แต่ก็ไม่ได้เปิด ดูบอลบ้างเป็นระยะๆ คืนพรุ่งนี้ค่อยลุ้น "หงส์แดง" ทีมรักให้กระเตื้องขึ้น หากตายังค้างอยู่คงต้องพึ่งพาเพื่อนเก่าที่เกือบจะหมดเหมือนกับเงินในกระเป๋าคน ผมหวังจะได้เงินสักก้อนจากงานสองชิ้นที่ทำอยู่เพื่อให้ผ่านพ้นปีนี้ไปได้ จะกันบางส่วนจากค่าเช่าบ้านค่ากินเป็นค่าเดินทางไกล
เวลาเดินเร็วเหลือเกิน ตี ๓ แล้ว อีกไม่นานก็เช้า แล้วพรุ่งนี้ก็จะผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนกับวันนี้ ปีนี้ก็เช่นกันอีกไม่นานมันคงเป็นอดีต ... เป็นแค่อดีตเท่านั้น วันคืนเป็นพาหนะที่เงียบที่สุด คนบางคนจึงอาศัยโดยสารเพื่อจากลา ข่าวคราวใหม่ๆ ก็ให้ความชื่นใจและช้ำใจพอๆ กัน มันมาพร้อมๆ กัน เหตุใดผมจึงก้าวตามเวลาไปไม่ได้เหมือนคนอื่น หรือว่าไม่มีใครยอมให้ผมโดยสารไปด้วย
วันที่เคยนับถอยหลังให้มาถึงเพื่อพิสูจน์บางอย่าง มันใกล้เข้าๆ เหมือนอยู่แค่พรุ่งนี้ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ผมกลับไม่อยากให้มาถึง เพราะความจริงอีกอย่างที่จะต้องยอมรับจะลงจากขบวนรถมาทับถมผมอีกเรื่อง ผมถามตัวเองหลายครั้งในฝันว่าจริงหรือเปล่า ในฝันบอกว่าทุกอย่างเรื่องจริง ผมถามย้ำซ้ำไปซ้ำมาเพราะตัวเองในฝันเริ่มไม่เชื่ออะไรง่ายๆ อีกแล้ว ทุกอย่างจริง ยกเว้นตอนที่ตื่นขึ้นมาเท่านั้น ............... ๒ ผมกลายเป็นคนหงุดหงิดง่าย ปากร้าย ตาขวางเอาเรื่อง ทนอะไรไม่ค่อยได้ แม้กระทั่งทนตัวเอง บางครั้งก็ยังทำให้ คนรอบข้างทนไม่ได้เช่นกัน อยู่ห่างผมไว้ชีวิตจะสูงขึ้น ของมันเคยมีตัวอย่าง จะเหลือไว้ก็แต่คนที่มอบความจริงใจให้เสมอ เป็นเพื่อนจริงๆ ไม่ใช่คนที่เคยเข้ามาหว่านมิตรภาพด้วยคำพูดสวยหรู ผมไม่อยากให้คนพวกนี้เข้ามาที่นี่ แต่ไม่รู้จะห้ามจะกันยังไง ผมเจ็บปวดพอแล้วกับสังคมหน้าไหว้หลังหลอกกลับกลอกเหยียบเรือสองแคม
บางครั้งผมอยากตื่นขึ้นมาแล้วจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่างเหมือนในละคร เคยเลวร้ายย่ำแย่ยังไงก็ลืมไปหมด รู้เพียงแต่มีวันนี้ มีลมหายใจ ผมสัญญาว่าจะไม่พยายามตามรอยตัวเองให้เจอ จะไม่สงสัยใดๆ ผมอยากได้ไวรัสลบความทรงจำแบบในหนังเกาหลีเรื่องหนึ่งที่เคยดู แม้ผมอาจเป็นอย่างตัวละครที่แม้จะลบแล้วลบอีกความเจ็บปวดก็ไม่เคยหมดไปได้จริง .............. ๓ ผมไปจองตั๋วรถไฟในเช้าวันสุดท้ายก่อนที่จะหมดเขตการแลกตั๋ว ผมให้เวลาตัวเองทำงานหาเงินอีก ๔๕ วัน ซึ่งอากาศคงจะหนาวแล้ว ผมประมาณวันที่จะเดินทางไว้ โชคดีที่เจ้าหน้าที่บอกว่าสามารถเลื่อนได้ แต่จะต้องชำระค่าปรับในการเลื่อนวันเดินทาง แล้วผมก็นับถอยหลัง ที่จะได้โดยสารพาหนะที่เสียงดังที่สุดให้พาผมไปจากกรุงเทพฯ
สัปดาห์ก่อนผมมีงานที่จะต้องวาดแผนที่ประเทศไทย ผมหาตัวอย่างมากมายจากเน็ตแล้วนั่งลากเส้นไปตามชายขอบดินแดน จากนั้นก็วาดเส้นแบ่งระหว่างจังหวัด กำหนดจุดที่ตั้งอำเภอเมือง ทีแรกผมไม่ค่อยอยากทำแต่พอตั้งสมาธิทำไปเรื่อยกลับเป็นงานที่สนุก เหมือนสมัยเรียนสังคมศึกษาชั้น ม.๑ ... ดังนั้นยามที่สมองตีบตัน ผมจึงเปิดแผนที่ขึ้นมาดูพร้อมกับวางแผนว่าจะไปที่ไหนบ้าง
เส้นทางที่ผมคิดไว้มันเป็นเส้นทางทวนเข็มนาฬิกา เส้นทางของคนทวนน้ำขวางโลกก็คงจะวนซ้ายไปตลอด เริ่มต้นจากนอนที่เชียงใหม่สัก ๒ คืนแล้วไปลอยกระทงที่น้ำปาย จากนั้นจึงเข้าแม่ฮ่องสอน แล้ววนกลับสู่เชียงใหม่อีกทาง อาจจะเร่ร่อนไปนอนตามอำเภอเล็กๆ ที่เห็นในหนังสือแห่งละคืนๆ ผมอาจจะอยู่ที่นั่นเกินอาทิตย์ สุดแต่ว่าเงินจะหมดวันไหน ไม่ได้ตั้งใจไปหาคำตอบหรือไปหาเรื่องราวใหม่ๆ แค่อยากไปไกลๆ แม้มันจะไกลเพียงแค่ระยะทางก็ตามที แต่มันก็ยังดีกว่า การอยู่ร่วมกันใน ๕ ตารางกิโลเมตรเป็นปีๆ เช่นนี้ ............ ๔ ผมตั้งชื่อเรื่องไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่จะเขียนเลยแม้แต่น้อย เรื่องที่เขียนก็ไม่เห็นเป็นเรื่องอย่างที่เคยๆ เพียงแต่หาโอกาสมาทักทาย พร่ำเพ้อเมาแล้วพูดไปตามอารมณ์ยามดึกเท่านั้น อันที่จริงผมก็กลัวปีใหม่ ที่จะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้าคล้ายๆ กับข้าราชการประจำที่กลัวการปฏิรูประบบ แต่ก็เอาเถอะหลายคนที่เปลี่ยนไปก็เปลี่ยนไปในแง่ดีเห็นยิ้มแย้มแจ่มใสกันทั้งนั้น ทำไมเราต้องกลัว ทำไมต้องกลัวสิ่งที่คิดว่าจะเกิดอยู่แล้ว
คงจะเหมือนอย่างรุ่นพี่ที่นั่งกินเหล้าด้วยกันเมื่ออาทิตย์ก่อนพูดไว้ ไม่ได้เจอกันนานนับปีเขาเปลี่ยนไปมาก ไม่พูดเรื่องสังคมการเมืองแล้ว หันไปขายมือถือ หันมารักนักศึกษา พูดเรื่องน้ำหอม จนผมต้องนั่งใบ้แดก อัดควันกินเหล้าคิดเองเออเองคนเดียวในโลกส่วนตัว จนน้องนักศึกษา ที่จ้างมานั่งถามเอาว่า ... พี่อกหักหรือไง (หน้าตาผมคงเหลือทนจริงๆ) พี่น่ะอกหักถาวรโชคชัยฟาร์มแล้วน้องเอ๊ย แม้แต่เพื่อนจะนั่งกินเหล้าด้วยก็เปลี่ยน ทหารเก่าย้ายพรรคไปรักนักศึกษาเสียแล้ว แต่ก็นั่นแหล่ะ ยุคนี้คนก็เป็นอย่างนี้ไปหมด ไม่มีใครอยากมานั่งจมจริงจังกับอะไรอีกแล้ว ทุกคนเอาฮา เอามันส์ ไม่สนใจแล้วว่าเคยทำอะไรไว้ และชอบพูดเล่นๆ ว่า "คนอื่นมันเก่ง เราเองก็เก่งวะ ไม่งั้นจะว่ายเข้ามดลูกแม่ได้หรือ ?" เมาชีวิตครับ ไปแล้ว จบดื้อๆ มันอย่างนี้แหล่ะ ............. ที่เก่าคืนเมาหนัก ตี ๕ ๓ นาที คืนวันอังคารที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๔๕ บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์ - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - โลกส่วนตัว
เราทุกคนต่างก็มีโลกใบหนึ่งที่เป็นของเราเอง เป็นโลกของความคิดฝัน จินตนาการ เป็นมุมส่วนตัว และในบางเวลาก็เป็นมุมรับรองใครบางคน เป็นสถานที่พำนักพักฟื้นร่างกายและจิตใจ เป็นมุมสงบยามสับสน เป็นดาวเคราะห์อิสระสีฟ้า โคจรรอบตัวเอง หมุนช้าเร็วแล้วแต่อารมณ์
ในโลกใบนั้น ผมปลูกต้นไม้ขึ้นมาหนึ่งต้น ซึ่งเติบใหญ่ให้ร่มเงาเพียงเสี้ยววินาที ผมทำชิงช้าแขวนไว้ที่แขนขวาอันใหญ่โตของเพื่อนสีเขียว ฝันว่าสักวันจะเห็นมันแกว่งไกวมีใครบางคนนั่ง
หากแดดหนาวยามเช้าอุ่นงาม ก็ไม่มีเหตุผลที่จะเร่งยามบ่ายให้มาถึง แต่เมื่อไหร่ที่อยากมองเห็นโลกใบอื่นของคนอื่น ฟ้านั้นก็จะมืดมิดให้มองเห็นดวงดาวมากมายในทันที
โลกใบนี้ไม่ต้องมีฝนและเมฆดำ แต่ก็ชุ่มชื้นเสมอด้วยน้ำจากใต้ดิน ผู้อยู่อาศัยไม่ต้องเหน็บหนาว ร้อนแล้ง แต่อบอุ่นเย็นสบายตลอดปี ผมไม่นึกเสียดายฤดูอื่น เพราะพบเจอมามากแล้วจากโลกที่เคยผ่าน
ผมยังแต่งแต้มโลกส่วนตัวไปเรื่อยๆ รื้อแล้วสร้าง สร้างแล้วรื้อไปเงียบๆ เพื่อหารูปแบบที่ลงตัว คิดถึงเมื่อก่อนที่เคยฝันไว้ว่าจะสร้างอะไรใหญ่โต มีโน่นมีนี่ แต่วันนี้กลับต้องมาเริ่มใหม่กับต้นไม้ ชิงช้า และอากาศ ผมตั้งใจจะลืมอ่างแก้วและแจกันสีเขียวอมฟ้าใบนั้น แล้วเลี้ยงปลาในลำธาร ปลูกดอกไม้บนผืนดินแทน ...........

........... โลกส่วนตัวของคุณเป็นอย่างไรกันบ้าง ? เป็นเหมือนของผมหรือของเพื่อนคนนี้ของผมหรือเปล่า เขาเคยบอกผมว่า เขาอยากจะเป็นคนที่ไม่มีใครรู้จักไปตลอดชีวิต ความที่ชอบอากาศหนาวเย็นเขาจะสร้างบ้านแบบชาวเอสกิโม ผมถามเขาว่า ... จะไปทำอะไรในนั้น ? เขาบอกว่า จะไปนั่งตกปลาในบ้านหลังนั้นทั้งวันทั้งคืน เขาคงจะขังตัวเองไว้จนกว่าจะได้ปลาจากทะเลน้ำแข็ง
ส่วนอีกคน ... ผมเคยถามถึงโลกส่วนตัวของเธอ เธอบอกว่า โลกส่วนตัวของเธอยังไม่แจ่มชัดเหมือนว่าเธอไม่เคยมี ใช่ว่าเธอจะไม่ฝัน ไม่หวังถึงสิ่งใด ใช่ว่าไม่เคยบาดเจ็บหรือต้องซุกซ่อนอารมณ์ แต่ก็ยังไม่ชัดเจนจนกระทั่งถึงวันที่เธอมีความรักเธอจึงบอกว่า โลกใบนั้นจะเป็นแบบใดก็ได้ ขอแค่มีคนที่เธอรักอยู่ร่วม อยู่เป็นสิ่งแรกให้ได้เห็น ไม่ใช่ดอกไม้ ใบหญ้าหรือลำธาร เขาคือสิ่งแรกที่เธออยากเห็น อยากเห็นทุกๆ วัน
คงเพราะบนโลกที่ยังไม่แจ่มชัดของเธอเป็นแค่ดาวเคราะห์เกิดใหม่ เป็นครั้งแรกที่เธอกล้าฝัน คลื่นลมฟ้าฝนฝุ่นละอองจึงยังไม่สงบ มีอากาศเบาบาง จึงไม่อาจมีคนอาศัยอยู่มากกว่าหนึ่ง เธอท้อแท้กับเงื่อนไขจากชีวิตจริง ที่ลุกลามรวดเร็วกินแดนมาถึงอาณาจักรส่วนตัวไม่ยอมปลดปล่อย ...........
เห็นไหมว่า มีโลกส่วนตัวมากมายหลายแบบเหลือเกิน และมันก็ไม่ใช่โลกที่สวยสดงดงามมีประกายสว่าง ซ้ำอาจจะหดหู่กว่าโลกใบจริงที่เรากำลังประสบอยู่ ความเศร้าเหงาอันเกิดจากความแปลกแยกได้บั่นทอน แม้กระทั่งจินตนาการที่คนสร้างขึ้นเพื่อรักษาเยียวยาใจตน มันมีอำนาจมากมายซึ่งคุกคามเราทั้งความจริงและความฝัน และเราก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากหักเหวงโคจรของชีวิต ออกนอกระบบกลุ่มก้อนที่เคยใกล้ชิด โลกของเราจึงได้ไกลออกมา จนมองไม่เห็นใคร ไม่มีใครมองเห็น อยู่รอบนอก ณ ชายขอบจักรวาล
ในโลกส่วนตัวที่ยังเคว้งคว้าง ในโลกแห่งความจริงที่มืดมิด หน้าหนาวจะมาแต่หน้าฝนก็ยังไม่ยอมลาไป อากาศเย็นชื้นพิกล บนฟ้าก็มีเสียงคำรามของเครื่องยนต์ขึ้นลงกระหน่ำรุกราน ลำพังเสียงก้อนน้ำแข็งกระทบแก้วไหนเลยจะสู้ได้
ถึงสู้ไม่ได้ก็ดึงฟ้าที่เป็นของจักรกลมาเป็นของคนอยู่ชั้นสี่มาครบปี ดึงฟ้าให้เป็นฟ้าที่อยากมองมากำนัลแม้เพียงชั่วคราว แม้โลกส่วนตัวใบนี้จะมองไม่เห็นโลกใบอื่นก็ไม่เป็นไร แต่ผมจะสร้างหิ่งห้อยสี่หมื่นเจ็ดพันสองแสนห้าร้อยสามล้านสิบสองตัวขึ้นมา แล้วก่อนที่แสงริบหรี่แต่นวลตาจะกระจายออกไปเป็นวงกว้างแทนดวงดาว จะให้เพื่อนเรืองแสงแปรขบวนเป็นอักษรแทนความคิดสุดท้ายของคืน เพื่อปลอบใจตัวเองว่า ... ทุกครั้งที่บาดเจ็บ โลกส่วนตัวของผมก็เข้มแข็งขึ้น ............. บ้าน คืนวันจันทร์ที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๕ เที่ยงคืน ๕๓ นาที บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์ - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - สมุดแพ้ ๑ อาการปวดบวมที่แขนและข้อมือซ้ายค่อยทุเลาลงเมื่อผ่านไปห้าวัน จากที่แขนหนักอึ้งจนฟ้าสางแล้วก็ยังไม่อาจจะข่มตาให้นอนหลับได้ ก็ค่อยๆ กลับสู่ปกติ แม้จะยังมีอาการเสียวที่หัวไหล่และปวดๆ ตึงๆ เวลา ขยับเขยื้อนหรือยกของที่มีน้ำหนัก แต่ผมก็พอจะพิมพ์ดีดได้โดยไม่ยากเย็นนัก
ความที่ต้องกินยาหลายขนานและเปลี่ยนเวลากินนอนทั้งอาทิตย์ ซ้ำยังโดดละอองฝนวันที่ออกจากบ้าน ร่างกายที่เคยคิดว่าแข็งแรง ไม่ป่วยไข้หลายเดือนตลอดหน้าฝนก็มีไข้หวัดเบาๆ มาแทรกซ้อนอีกอย่าง ล่าสุดผมต้องเผชิญกับอาการแพ้ยาซึ่งคิดว่าน่าจะเกิดจากยาคลายกล้ามเนื้อ โดยมีอาการผื่นแดงที่เหนือเข่าซ้าย (ทำไมไม่ขวาก็ไม่รู้) แต่ไม่รู้สึกแสบหรือคัน ผมจึงได้แต่ดื่มน้ำมากๆ เพื่อถอนพิษยาที่ก่อนหน้านี้มันเคยช่วยรักษาร่างกาย และต้องระงับยาทุกชนิด สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ................ ๒ ระหว่างที่ต่อสู้กับความเจ็บปวดในคืนที่ไม่อาจพึ่งพาได้ทั้งยาน้ำและยาเม็ด ผมนึกถึงกระดาษแข็งสีเหลืองแผ่นหนึ่งที่ได้จากย่าก่อนที่ท่านจะจากไป มันเป็นกระดาษแข็งแผ่นเล็กๆ พับไว้สองทบด้านในมีลายมือเขียนหวัดๆ แต่อ่านง่าย ในนั้นมีชื่อของเด็กชายคนหนึ่งและตัวยาที่ร่างกายเขาไม่รับ นอกจากความรักความห่วงใยซึ่งเป็นความหมายที่ไม่ต้องลงลายมือแล้ว ผมไม่คิดว่าจะได้ใช้ประโยชน์อะไรจากข้อมูลดังกล่าวในวันที่ร่างกายเติบโต มาเป็นคนหนุ่มที่แข็งแรงไม่เคยต้องล้มหมอนนอนเสื่อหนักๆ สักครั้งทั้งที่อยู่คนเดียว
แม้ผมจะจำชื่อและใบหน้าของคุณหมอผู้เป็นเจ้าของลายมือนั้นไม่ได้แล้ว แต่มีบางอย่างที่ไม่เคยลบเลือนและให้ข้อคิดเมื่อหวนนึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น วันที่ผมเดินเข้าห้องตรวจแล้วท่านขอดูตัวยา และพิจารณาอาการแพ้บนร่างกาย จากนั้นก็หมุนโทรศัพท์ไปยังคลีนิคดังกล่าวที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตร เพื่อพูดคุยกับหมอที่รักษาผมก่อนหน้าซึ่งเยาว์วัยกว่า คุณหมอแนะนำยุวมิตรว่า ไม่สมควรให้ยาชนิดนี้กับผู้ป่วยเด็กเพราะมีความแรงเกินกว่าร่างกายจะรับได้ ผมมีอาการดีขึ้นในอีกไม่กี่วันต่อมา การแพทย์สมัยใหม่จึงยังขลังกับผมอยู่ แต่สิ่งที่ผมประทับใจก็คือวิธีการทำงานของคนที่เป็นทั้งหมอและครูท่านนี้นั่นเอง ............. ๓ ในทางกายภาพ ... นอกจากยาแล้ว ผมคิดว่าร่างกายของคนเราก็แพ้อะไรได้ตั้งมากมาย หญิงสาวบางคนแพ้อากาศที่เย็นลงกว่าปกติ เธอหายใจติดขัด ชายหนุ่มบางคนแพ้อาหารทะเล แพ้ความสูงและแพ้ความสวย ฯลฯ ซึ่งไม่ต้องมีสมุดบันทึกเพื่อจดจำแทนหากไม่ใช่รายละเอียดทางเทคนิค เพียงแค่ความใส่ใจเท่านั้นเราก็สามารถรู้ได้เสมอว่าตัวเองหรือคนที่เรารัก อ่อนไหวต่อสิ่งใด มีสิ่งใดบ้างที่จะทำให้เขาเกิดเจ็บป่วยไม่สบายขึ้นมา ไม่ต้องหาทางรักษาเลย แค่ทำร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอเป็นพอ แต่การจัดการกับอาการแพ้ที่เกิดต่อจิตใจนี่สิยากกว่าหลายเท่านัก
ผมแพ้ชื่อบางชื่อ แพ้สถานที่บางแห่งที่ครั้งหนึ่งเคยมอบสรรพคุณรักษา ผมแพ้หนังสือบางเล่ม แพ้หนังบางเรื่อง เพลงบางเพลงที่พาจินตนาการล่องลอย แค่ได้ยิน ได้พานพบหัวใจก็ตกไปกองอยู่กับพื้น ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นคืนได้ง่ายๆ เลย อาการแพ้ชนิดนี้อาจจะไม่มีรูปรอยให้มองเห็น แต่กลับเจ็บปวดซึมเศร้าทุกครั้ง ครอบครองอารมณ์ให้ปั่นป่วนทั้งวันคืน ไม่มีจิตใจทำอะไรเพราะพิษยากำเริบ ............... ๔ แต่ผมกลับไม่เคยคิดจะกำจัดอาการแพ้ชนิดนี้ให้หายหาด คงเหมือนเรื่องการแพ้ยาปฏิชีวนะนั้นแหละที่ไม่เคยต้องทำอะไรเลย บางครั้งอาการเจ็บป่วยทางใจก็คือเพื่อนอีกชนิดหนึ่ง ทั้งยังเป็นเครื่องชี้วัดว่า ตัวเองไม่ได้เป็นแข็งกร้าวเย็นชาจนไม่รู้สึกใดๆ ต่อสิ่งที่เคยผ่านเข้ามา ... แน่ล่ะ มันเป็นเรื่องและเป็นโรคส่วนตัวโดยแท้ ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาห่วงใยกังวล
ผมไม่แน่ใจว่าคนอื่นๆ จะมีสมุดเล่มหนึ่งที่เก็บอยู่ภายในใจไว้คอย ทำหน้าที่บันทึกรายชื่อสิ่งตัวเองพ่ายแพ้อย่างผมหรือเปล่า ... แต่คิดว่ามี ส่วนจะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ความถี่ของสิ่งที่เดินเข้ามาหา พำนัก แล้วจากไป คนที่มีเรื่องให้แพ้เยอะอาจจะวาดหวังถึงวันที่ร่างกายแข็งแกร่งมีภูมิต้านทานเต็มที่ พอให้มองเห็นว่า เรื่องเหล่านั้นเป็นแค่ยาที่ถูกเลิกใช้ และไม่ผ่านการนำเข้า และหากจำเป็นจะต้องบริโภคมันอีกในวันที่ไม่มีทางเลือกหรือหลีกยาไม่ได้ เมื่อนั้นมันก็ไม่อาจทำปฎิกิริยารุนแรงใดๆ ต่อหัวใจเราได้เช่นคราวก่อน อย่างมากที่มันจะทำได้ก็แค่อาการข้างเคียงเล็กๆ น้อยๆ ให้ชีวิตได้รู้สึกเหงาอย่างคนเคยๆ บ้างก็เท่านั้นเอง ............... บ้าน ทุ่มตรง ๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๕ บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์ - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - |