| เธอชื่ออะไร ? ๑ ผมเปิดหน้าเอกสารขึ้นมาใหม่เพื่อเขียนเรื่องล่าสุดที่ผ่านเข้ามาในห้วงคิด แต่คงเพราะฤทธิ์ยาห้าเม็ดทำเอาผมง่วงจนต้องปิดจอภาพแล้วล้มตัวลงนอน อาการจากยาบังคับให้ผมต้องดับเครื่องตัวเองลงก่อนเวลาปกติ และไม่สามารถเล่าเรื่องที่เคยแจ่มชัดเมื่อชั่วโมงก่อนหน้าได้
ผมรู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อผ่านไปสี่ชั่วโมง การหลับสนิททำให้รู้สึกสดชื่นมีเรี่ยวแรงมาทันที แต่เรื่องเล่ากลับหายไปพร้อมกับการหลับฝัน ผมเป็นอย่างนี้มานับเดือน ขณะที่ฟ้ายังมืด ผมจึงหยิบภาพยนต์อนิเมชั่นผลงานลือชื่อเรื่องล่าสุดจากการเขียนบทและกำกับของปรมาจารย์ "ฮายาโอะ มิยาซากิ" ที่กวาดความประทับใจจากผู้ชมมาแล้วทั่วโลก .... "Spirited Away" ........... 
๒ Spirited Away เป็นเรื่องราวของ "จิฮิโร่" เด็กหญิงวัย ๑๐ ขวบ ที่ไม่ค่อยประสีประสาอะไรนัก เป็นลูกคนเดียวที่เอาแต่ใจตัวเอง ดื้อ มองโลกในแง่ร้าย แต่ในระหว่างการย้ายบ้านไปอยู่เมืองเล็กๆ ครอบครัวของเธอได้เกิดพลัดหลง เข้าไปในดินแดนแห่งเทพเจ้า พ่อแม่ของเธอถูกสาปให้เป็นหมูเนื่องจากทำผิดกฎร้ายแรง "จิฮิโร่" จึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยพ่อแม่ด้วยการทำงานที่โรงอาบน้ำของ แม่มด "ยูบาบะ" ผู้ซึ่งเป็นผู้ปกครองของเมืองพิศวงแห่งนี้ .........
ผมมหัศจรรย์ในความคิดอันลึกล้ำของ "ฮายาโอะ มิยาซากิ" เป็นอย่างมาก ที่เขากำหนดให้แม่มดยูบาบะควบคุมพลเมืองของเธอด้วยการขโมยชื่อของคนๆ นั้น จนเมื่อเวลาผ่านไปทุกคนก็จะลืมชื่อตัวเอง เปรียบเสมือนกับการลืมตัวตนไปแล้วนั่นเอง "จิฮิโร่" จึงมีชื่อใหม่ว่า "เซ็น" (เนื่องจากตัวคันจิคำว่า "จิ" อ่านออกเสียงว่า "เซ็น") ข้อมูลหลังปกเทปบอกว่า นี่คือความเชื่อของคนญี่ปุ่นสมัยก่อนที่ให้ความสำคัญกับ "คำ" ซึ่งคนปัจจุบันมิค่อยได้ให้ความสนใจนัก อนิเมชั่นเรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นการต่อสู้กับอำนาจชั่วร้าย เพื่อกอบกู้โลกแบบการ์ตูนของดีสนีย์ หากแต่เป็นการต่อสู้ของปัจเจกชนที่จะได้ตัวตนกลับคืน (และเมื่อเราสำเร็จการศึกษาวิชาค้นหาตนเองแล้วนั่นแหละถึงจะไปกอบกู้โลกจึงจะถูกต้อง)
มุมมองอีกประการหนึ่งของมิยาซากิที่ผมชื่นชมก็คือ ท่าทีที่มีต่อเพื่อนร่วมสังคมโลก Spirited Away แม้จะมีเนื้อหาไม่ตรึงเครียดเท่าแต่ก็เหมือนกับผลงานเรื่องก่อนหน้า Princess Mononoke (๑๙๙๗) แต่เขาก็ยังมองว่าพื้นฐานของคนนั้นไม่ได้ชั่วร้ายมาแต่กำเนิด หากแต่ได้รับความเจ็บปวดบางอย่างจึงทำให้กลายร่างและสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น เช่นมีหลายต่อหลายครั้งที่ "เทพเจ้า" ได้แปรเป็น "ปีศาจ" ซึ่งเป็นการสะท้อนที่มนุษย์ ห้าวหาญกระทำความผิดหรือการใดๆ ที่ไม่เคารพกฏธรรมชาติ ... เส้นแบ่งระหว่าง ขาวกับดำจึงบางนิดเดียว เป็นเพียงเสี้ยวอารมณ์ที่ทำให้คนกลับกลาย แน่ละ ... มันย่อมสะท้อนกลับมาถึงคนอารมณ์ร้อนอย่างผมด้วย ................ ๓ ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง เธอเป็นคนรักสัตว์โดยเฉพาะสุนัข ดังนั้นแล้วทุกครั้งที่มีโอกาสสนทนา ผมมักจะถามถึงเพื่อนของเธออยู่เสมอๆ แม้ว่าผมจะไม่เคยเห็นตัวหรือรูปมันก็ตามที "มันชื่ออะไร ?" ผมถาม "ทำไมต้องมีชื่อด้วยล่ะ ?" เธอถามกลับ แต่ก็ตอบว่า ตัวไหนมีสีแดงก็ชื่อแดง ตัวไหนสีดำก็ชื่อดำ ง่ายๆ อย่างนี้
อันที่จริงก็มีเรื่องมากมายครับที่เรารู้ไปก็เท่านั้น มันก็ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไร ให้กับสิ่งที่เราได้รับรู้เลยสักนิด นอกจากกับตัวเราเองที่จะได้เห็นสิ่งที่มีความหมาย ไม่ใช่วัตถุสิ่งของหรือสิ่งมีชีวิตล่องลอย การได้รู้จักชื่ออย่างน้อยก็รู้สึกถึงความผูกพัน อาจจะไม่ใช่การผูกพันกับสิ่งที่สาม หากแต่หมายถึงบุคคลที่เราพูดคุยอยู่ด้วย ใช่ ... มันได้สร้างประโยชน์ใดๆ ให้กับสิ่งนั้นนอกจากตัวเราเอง บางคราวผมจึงรู้สึกว่าความเห็นแก่ตัวได้เข้ามาครอบงำ
แต่ถึงอย่างไร ผมก็เชื่อว่ามีหลายครั้งที่เราอยากให้ใครรู้จักชื่อ เพื่อที่เขาหรือเธอคนนั้นจะเรียกเอ่ยนามของเราให้ยามสนทนาทักทาย เราปรารถนาถึงน้ำเสียงที่อ่อนโยน เพราะมันได้ยินลึกเข้าไปถึงภายในจิตใจ เรารับรู้ว่าผู้เปล่งเสียงยังไม่ลืมตัวตนที่เราเป็นและเคยเป็น แน่นอนในบางครั้ง ผมเองก็พูดชื่อคนบางคน เพื่อเตือนความจำทำให้ภาพของเธอแจ่มชัดเสมอ และผมอยากให้มันเป็นเช่นดังคำของแม่มดพี่สาวฝาแฝดของยูบาบะที่ว่า "ไม่มีเรื่องไหนที่เกิดขึ้นแล้วจะถูกลืมไปจนหมดได้หรอก แม้ว่าเธอจะจำมันไม่ได้ก็ตามที" ลองเรียกชื่อใครเฉยๆ ไม่มีเหตุผลหรือไม่ก็บอกกวนๆ ไปว่า "ลองเสียง" หรือ "กันลืม" เรียกเพราะอยากเรียก เปล่งเสียงเพราะรู้สึกว่าเป็นคำๆ นั้นช่างไพเราะใสเย็น เป็นคาถาที่ดึงตัวเรากลับคืนมาในยามที่เริ่มสูญเสียสภาวะให้กับอารมณ์ เช้าวันนี้ลองเรียกชื่อใครสักคน ยิ่งได้คุยด้วยเป็นคนแรกของวันใหม่ก็ยิ่งดี ................ ๔ ท้องฟ้าสวยที่สุดยามไหน ? ... ตอบยาก ยามที่อารมณ์ของเราแจ่มใส ... ตอบแบบง่าย ผมออกมายืนรับลมที่ระเบียงเพื่อถักทอความคิดขึ้นมาอีกครั้ง ท้องฟ้าเบื้องสูงยังมืดครึ้มแต่มีเฉดสีม่วงครามไล่เรียงลงมาตามลำดับ เฉดสีเหลืองทองเริ่มเปล่งวงเล็กๆ มาจากด้านไกล อีกไม่กี่นาทีฟ้าจะไม่สวยเช่นนี้ เพราะสว่างเกินไป เหมือนเช่นก่อนหน้าที่มืดเกินไป และห้วงยามนี้ก็แสนสั้นนัก
"จิฮิโร่" ได้ชื่อเก่าของเธอกลับคืนและพาพ่อแม่ไปสู่บ้านใหม่พร้อมกับการเติบโต ในห้องรำไรด้วยแสงจากจอภาพ เสียงเพลงเนื้อหาลึกซึ้งในท่วงทำนองที่แสนจับใจ และจบลงอย่างสงบ ซึ่งผมก็อดไม่ได้ที่จะหยิบท่อนเริ่มที่เศร้าจับใจมาปิดท้ายบันทึก ของเรื่องเล่าผ่านจดหมาย ที่ซึ่งตัวตนและชื่อของผมพำนักยามค่ำคืนไม่ไปไหน .......... "เสียงนั้นกำลังเพรียกหาอยู่ จากที่ใดที่หนึ่งในใจฉัน ฉันอยากจะอยู่ในฝันที่ทำให้หัวใจของฉันเต้นเช่นนั้นเสมอ แม้ว่าจะต้องเศร้ามากมายเพียงไร แต่ ณ อีกฟากหนึ่งนั้น ฉันจะต้องได้พบเธอแน่ ..........."
บ้าน ๘ นาฬิกา ๓๑ นาที วันศุกร์ที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์ - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - แสงยามบ่าย
๑ ในโลกใบเล็กๆ ของวงการหนังอิสระชื่อ "Steve Buscemi" คือ "ราชา" สตีฟเป็นคนทำหนัง เป็นนักแสดง เป็นสัญลักษณ์ที่ไม่อาจลบไปได้ของหนังนอกกระแส ผมกำลังดูผลงานการกำกับและเขียนบทเรื่องแรกของเขาในปี ๑๙๙๖ ชื่อ Trees Lounge โดยหนังเป็นเรื่องราวของ "ทอมมี่ บาซิลิโอ" (สตีฟรับบทนี้เองด้วย) อดีตช่างยนต์วัย ๓๑ ปี ที่ถูกแฟนสาวทิ้งเพื่อไปแต่งงานกับเพื่อนเก่าซึ่งเป็นอดีตเจ้านายด้วย ทอมมี่จึงใช้ส่วนใหญ่ อยู่ใน "Trees Louge" ร้านเหล้าหัวมุมถนน (แถมชั้นบนยังเป็นห้องพักของเขาอีกต่างหาก)
สตีฟ บูเซมี บอกว่า หนังเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากชีวิตจริง ซึ่งเขาพยายามจินตนาการว่า ตัวเองจะเป็นอย่างไรไม่ย้ายไปอยู่แมนฮัตตัน แล้วมุ่งมั่นที่จะเป็นนักแสดงให้ได้กับการเลือกที่จะอยู่บ้านเก่าต่อไปเรื่อยๆ แม้ว่าหนังจะเป็นเรื่องแต่งแต่สตีฟก็เคยทำงานในปั๊มและขับรถขายไอศครีม สมัยที่เขายังเป็นวัยรุ่นเหมือนอย่างที่ทอมมี่ บาซิลิโอทำในหนัง
หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับใบหน้ากวนๆ ของสตีฟในบทของนักแสดงสมทบ จากหนังดังๆ หลายเรื่อง เขาเคยบอกเหตุผลที่ยอมไปปรากฏตัวในหนังประเภทนั้นว่า ก็เพื่อให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น ซึ่งจะมีโอกาสให้เขาได้เงินทุนมาสร้างหนังในแบบของตัวเอง ผมชอบความคิดของเขาตรงนี้ และแถมยังเป็นตลกร้ายอีกต่างหากเมื่อหลายปีต่อมา เมื่อสตีฟเล่นบทที่ปรึกษาคนติดเหล้าในหนังของซานดรา บูลลอคเรื่อง 28 Days ............. 
๒ ในโลกใบเล็กๆ ของคนทำงานที่นั่นชื่อ "Derek" เป็นคงอย่างมากก็แค่ "ขี้เหล้า" เท่านั้น ผมพบเขาในวันแรกๆ ที่เข้าทำงาน มองดูชายวัยสี่สิบเศษแต่ใบหน้าไปไกลเกินตัวเลข มีกลิ่นละมุดโชยมาจากตัว เมื่อทราบภูมิหลัง ประวัติการศึกษา และตำแหน่งงานของเขา ทุกคนก็มักจะสรุปว่าเขาน่าจะไปได้ไกลกว่านี้ ... ผมคิดในใจว่า เขาคงจะเจออะไรมาเยอะ
วันเวลาทำให้เราได้คุยกันมากขึ้น เขาช่วยผมต่อสายสัญญาณเครื่องมือตัดต่อรายการโทรทัศน์ อันเป็นเรื่องทางเทคนิคมีคนไม่กี่คนที่รู้ และแย่กว่านั้นมีเพียงเขาคนเดียวที่เต็มใจช่วยเหลือ ทำให้ผมประทับใจ "โจรเสื้อกั๊ก" (ยูนิฟอร์มที่จะต้องมีเสื้อกั๊กทุกวัน) คนนี้มากมายทีเดียว แต่อะไรที่ทำให้เขาต้องดื่มขนาดนั้น ดื่มทุกวันหลังเลิกงาน ผมสงสัยเพราะรู้ว่า คงไม่ใช่เพราะการหลงไหลในรสชาติของมันเท่านั้นแน่ แต่ผมก็ไม่เคยถาม
"แกอกหัก แฟนแกเป็นพยาบาลหนีไปแต่งงานกับคนอื่น" เพื่อนคนหนึ่งเล่าเรื่องของดิเรกมาลอยๆ แต่ผมไม่คิดจะถามต่อ สำหรับผมบางทีความเจ็บปวดที่เขาพยายามดื่มกินมันมาหลายปี ก็ไม่สมควรที่ใครจะมาขุดคุ้ย ไม่ควรแม้แต่จะสงสัยและสงสาร ........... ๓ เพราะเป็นหนังอินดี้ ... ภาพของคนแพ้ (the loser) อย่างทอมมี่และดิเรก จึงไม่ใช่ไอ้ขี้แพ้แบบหนังตลกอเมริกันทั่วไปที่มุ่งเรียกเสียงฮาจากสิ่งประหลาด หรือเรียกร้องความเห็นใจด้วยการเสนอภาพความรันทดแบบหนังชีวิตกระแสหลัก หากแต่เป็นใบหน้าที่เหมือนจริงที่สุดด้วยการนำเสนออย่างเรียบง่ายแสนธรรมดา เหมือนแสงยามบ่ายที่ลอดผ่านบานหน้าต่างของร้านเหล้า ซึ่งคนมักไม่ค่อยมองว่า มันสวยงามเหมือนแสงแรกยามรุ่งสาง หรือแสงสุดท้ายที่ลับเหลี่ยมหุบเขา ความเจ็บปวดจึงซ่อนตัวอยู่ในระหว่างวัน หลบอยู่ในช่วงที่เรากำลังดำเนินชีวิตตามปกติ สนุกสนาน มีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะในขณะที่ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดติดขัดไปเสียทุกด้าน และไม่มีความหวังใดๆ หลงเหลืออยู่เหมือนคนอื่น พิษของโรคเรื้อรังอยู่ตรงนี้
แม้ผมจะไม่สนิทชิดเชื้อกับ "ดิเรก" มากนัก แต่ผมก็คิดว่าเขาพอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ มันล่วงเลยวันเวลาที่จะมาหาว่าใครผิด ใครถูก ใครอ่อนแอ ใครไม่ยอมเดินต่อ ไม่มีใครต้องมารู้สึกผิดหรือจดจำ มันก็เหมือนแสงยามบ่ายที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง กับการจากไปของน้ำค้างยามเช้า ไม่สัมพันธ์กับการเบ่งบานของดอกไม้หลากสี ไม่ได้ปลุกหมู่แมลงให้โผบินผสมเกสร เพราะนั่นเป็นช่วงยามของแสงแรกที่ละมุนกว่า แม้นจะต้องจ่อมจมอยู่กับภาวะหลงๆ ลืมๆ ระหว่างที่อยากลบทิ้งและอยากเก็บไว้ งงงวยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นฝันหรือจริง ตื่นมาก็ร้อนในเพราะฤทธิ์แอลกอฮอลล์ กว่าอุณหภูมิลงตัวคลายทรมานก็ล่วงไปบ่ายคล้อย แต่มันก็เป็นเหมือนคำปลอบใจที่ว่า ชีวิตก็ไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด พอมีเวลาให้มีความสุขกับแสงยามบ่ายทุกวันๆ ........... ๔ ในชีวิตผมพบเจอคนติดเหล้ามาเยอะ เห็นคนสนิทตายเพราะเหล้ามาแล้วอย่างน้อยก็สองคน และพักหลังๆ มีมันเป็นอุปกรณ์ฉากอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องดีนักที่จะดื่มแบบรุนแรง (อย่างผม "ดิเรก" บอกว่ายังไม่เรียกดื่ม แค่ชิม) ก็ได้แต่ขอบคุณคนที่ถามไถ่เป็นห่วง ในบ่ายวันที่มีแสงผมได้รับข้อความจาก icq pager มาจากคนว่า
อย่าแก้ปัญหาด้วยเหล้า คนเหงาอาจมีน้ำตา... จมปลักกับเวลา - - - - - - เมื่อตื่นขึ้นมา - - - ก็พบว่ามันไม่ช่วยอะไร
ผมก็ไม่รู้ว่าคุณ urenus@hotmail.com นั้นเป็นใคร ดูจากการเขียนกลอนแล้ว ก็ไม่อยากจะเดาให้คิดมาก เพราะเมื่อคิดมากก็ยิ่งทวีการดื่มให้มากกว่าปกติ ผมคงเป็นขี้เหล้าไปแล้วในสายตาคนอื่น แต่ก็ไม่ได้ภูมิใจหรือเสียใจกับใบหน้า ที่ใครจะมองเห็นและประเมินค่าตีราคา แต่ผมก็ไม่เคยใช้เหล้าแก้ปัญหา เพียงยอมรับว่าหลายครั้งที่ใช้มันเป็นเพื่อนคลายอารมณ์ มากหรือน้อย ก็แล้วแต่สิ่งที่รับเข้าไปในแต่ละวัน อย่างไรก็ตาม ผมอยากจะบอกว่า คนที่กินเหล้าเป็นไม่เคยทำร้ายใคร หากจะมีก็แค่ตัวเขาเอง .....................
T Lounge ตีสาม ๕๔ นาที คืนวันศุกร์ที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์ - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - |