มีนาคม
......................................
ผู้ชายไร้ยีสต์

๑๒
หน้าหนาวปีนี้ผ่านไปอย่างเงียบๆ ผมหาเหตุผลให้ความเงียบว่า
เพราะอากาศไม่หนาว ทุกอย่างจึงไม่มีใครอยากจดจำ เมื่อไม่มีใครจำอะไรได้
ก็เงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น .. ใช่ เหมือนกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
ผิดกับเหตุการณ์ที่มีคนจำได้ซึ่งจะครุกรุ่นอยู่ในหัวใจตลอดเวลา

หน้าร้อนมาถึงแล้ว แต่จะเป็นหน้าร้อนที่สดใสหรือเปล่า ผมยังไม่ทราบ
ผมสังเกตว่าความรักทุกครั้งของผม เกิดขึ้นในช่วงหน้าร้อนของทุกปี
จึงทึกทักเอาว่ามันจะต้องสดใส เหมือนสีสันของดอกไม้ตามรายทางที่ผ่านพบ,
ชมพูอ่อนของชมพูพันธุ์ทิพย์หรือตาเบบูญ่า ตั้งแต่ประชาชื่นถึงรัชดาฯ งามจับใจเมื่อรถวิ่งผ่าน,
ส้มปนแดงของเฟื่องฟ้าก็ขอมาแบ่งหน้าร้อนด้วย กระนั้น ช่อสีเหลืองสดของราชพฤกษ์
ก็ทำให้คนรู้ว่า ร้อนนั้นก็มีหลายสี ... ความสวยมิได้มีเพียงหนึ่ง
..........

๑๓
เมื่อวานกรุงเทพฯ ฝนตก ผมนั่งอยู่ที่ทำงานไปจนเกือบสามทุ่ม
กลับมาทำงานอีกครั้งเก้าโมงเศษ ผมมาสาย ร่างกายลุกไม่ขึ้นจากเวลาที่เคยชิน
เมฆดำคลุมเมือง ฟ้าครึ้มตั้งแต่เช้า ไม่สิ ฟ้าครึ้มตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว
เพียงแต่ความมืดของกลางคืนทำให้ผมไม่รู้สึกหดหู่ไปกับฟ้า
การไม่เห็น ไม่ได้รับรู้ ก็ช่วยให้คนผ่านวันคืนไปได้ง่ายขึ้น

ด้านหลังของผมหรือผนังของห้อง เป็นกระจกบานใหญ่ทั้งแถบ
ผมมักจะเปิดม่านให้แสงยามบ่ายผ่านเข้ามา เพื่อให้สดชื่นและฟื้นตัวเต็มที่
ด้านล่างเป็นที่เปล่า แต่ไม่ได้ว่าง เพราะมียูคาลิปตัสหลายต้นและกลุ่มกระถิน
ปลกคลุมผืนดินที่เจ้าของปล่อยไว้ .. ใช่ มันอาจไม่ใช่สวนหย่อมที่มองดูสวยงาม
แต่ผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า สีเขียวของต้นไม้ ใบที่พริ้วไหวยามลมพัดผ่าน
ช่วยให้ผมผ่านเวลาบ่ายไปจนถึงเย็นย่ำได้ง่ายขึ้น ... ระหว่างสวนที่ถูกจัดแต่ง
หรือต้นไม้ที่ซื้อมาประดับ หากเหี่ยวเฉาตายไปคนก็รู้สึกเสียใจเสียดายสุดซึ้ง
แต่กับสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ได้ซื้อหาหรือมีราคาค่างวด
หากพรุ่งนี้จะถูกรื้อถอนหรือตายไป ก็คงไปอย่างง่ายๆ ตามวิถีของมัน
ไม่สร้างความรู้สึกให้กับใคร ... แมกไม้ข้างล่างคงเป็นอย่างนั้น

สายของวันหนึ่ง ผมถือกล้องไปถ่ายบรรยากาศรอบตัว
ถ่ายดอกไม้ข้างทางที่ขึ้นบานตามมีตามเกิด ... ผมพยายามคุยกับมัน
.........

๑๔
มีชมพูพันธุ์ทิพย์ริมถนนรัชดาภิเษกต้นหนึ่งที่ผมมองทุกครั้งที่ผ่าน
ผมยกให้มันเป็นต้นไม้ที่สวยที่สุดในบรรดาหลายสิบต้นบนเส้นทางยามเช้า
ดอกสีชมพูอมขาว บานทั้งต้น แทบจะไม่มีใบสีเขียวเหลือแทรกเพื่อแย่งสีที่สดใส
ผมรู้ว่า เพราะมันโตเต็มที่ถึงได้งดงามเพียงนี้ แต่ฝนจากเย็นวาน ฟ้าครึ้มของเช้านี้
ทำให้ดอกสวยมันหล่นร่วงลงเกือบทั้งต้น มันคงจะบานเต็มที่มานานแล้วจึงอ่อนแอ
เมื่อเจอสายลมและฝนแรกเข้า ก็ละต้นทิ้งตัวจากที่สูงทันที

เค้าลางของการสิ้นสุดนั้นมีอยู่แล้ว เพียงแค่มีตัวแปรมาช่วยให้แสดงผลเร็วขึ้น
ไม่ใช่ความผิดของดอกสวยที่เหนื่อยกับการโต้ลมมีที่ยึดเหนี่ยวแค่ก้านเชื่อมเล็กๆ
ไม่ใช่ความผิดของลมฝน เพราะมันโหมกระหน่ำทุกสิ่งอย่างเสมอภาค
แล้วเป็นความผิดของพันธุ์ไม้ที่มีกิ่งก้านส่งผ่านน้ำเลี้ยงและฉุดดึงไว้ได้เพียงเท่านี้หรือ ?
หรือว่าเราจะยกทุกอย่างให้กับคำว่าสัจธรรม เพียงเพื่อจะทำใจได้ง่ายขึ้น

ผมเปิดเพลงเก่าๆ ฟัง, อากาศและข่าวสารจากอดีต
ทำให้ผมแตกต่างจากทุกวันอย่างสิ้นเชิง บางที ต้นไม้ด้านหลัง
ที่กำลังหยอกล้อกันอาจจะชอบผมในสภาพนี้และยอมคุยด้วยก็ได้
หัวข้อที่เราจะคุยกัน "การหลงรักต้นไม้ที่ใกล้หมดอายุ" เป็นไง ?
มันยังเขียวสดละอ่อน คงจะไม่ชอบหัวข้อนี้แน่ แต่ผมไม่อาจเปลี่ยนประเด็น
...........

ดอกไม้จากป่าด้านล่าง

๑๕
ผมรู้สึกเหมือนคนยังไม่สร่าง กาแฟดำตอนเช้าจากบ้านช่วยให้ผมฟื้น
กระฉับกระเฉงจนถึงบ่าย กินยาคูลท์ก่อนเที่ยงช่วยเติมจุลชีพให้กับร่างกาย
ผมอุดหนุนคนขายเหมือนที่เจ้าของห้องเก่าเขาทำไว้ ไม่อยากให้แม่ค้าขาดรายได้
กาแฟอีกถ้วยในช่วงบ่ายช่วยให้ผมอยู่ถึงช่วงเปลี่ยนวันใหม่ แต่ในวันที่อากาศดีเช่นนี้
ผมอยากดื่มเบียร์ตั้งแต่เช้า คิดถึงเพื่อนและร้านเก่าของเรา ... บ้านสวน

ผมกำลังอ่านหนังสือชุดไตรภาคของมุสิก เล่มสอง ของฮารูกิ มูราคามิ ค้างอยู่
เพื่อนคนหนึ่งถามว่า นิยายเล่มแรกของหนังสือชุดนี้เกี่ยวกับอะไร .. ตอบยาก
เกี่ยวกับมิตรภาพและการค้นหาตัวตนของเด็กหนุ่มสองคน ฟังดูขลังดี
แต่ผมตอบไปว่า เกี่ยวกับการดื่มเบียร์ ทั้งเรื่อง (แม่ง) กินแต่เบียร์

ผมอ่านถึงตอนที่มุสิกกำลังสับสน เขาบอกว่า ดื่มเบียร์ตั้งแต่อายุสิบแปดปีเต็ม
ตอนนี้เขาอายุยี่สิบห้า ควรจะเกษียณจากการดื่มเบียร์ได้แล้วหรือยัง
แน่นอน มันไม่ได้หมายถึง การงดให้บาร์เทนเดอร์เปิดตู้แช่หยิบเบียร์เย็นมาส่งให้
แต่หมายถึงเกษียณจากบางสิ่งอย่างที่เขาค้นหามาตลาดหลายสิบหน้ากระดาษ
พบแล้วหรือถึงจะเลิกราแยกทาง ? ไม่ได้ถามมุสิก แต่ถามลอย (เพื่อนของผม)
ถึงอย่างไรผมก็คงต้องตามต่ออีกหลายร้อยหน้าในเล่มถัดไป
แต่ระหว่างทางผมก็หาหนังสือเกี่ยวกับเบียร์มาอ่านเพิ่มเติม
.........

หลายคน ... โดยเฉพาะผู้หญิงเคยถามผมว่า เบียร์อร่อยตรงไหน ?
เพราะออกจะขมปานนั้น แม้แต่เบียร์ประเภทไลท์แล้วก็ยังขมอยู่ดี
หากตอบไปก็คงไม่พ้นไปจากคำโฆษณาทางโทรทัศน์เท่าไหร่นัก ประเภทว่า
รสมันนุ่ม, ฟองละเอียด น่าละเมียด, พอความขมจางความหวานจะคลื่นตัวเข้ามา ฯลฯ

เบียร์มีอายุน้อยกว่าสุรา เรียกได้ว่า แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เหล้ายิ่งเก็บนานบ่มนานยิ่งดี แต่เบียร์นั้นควรจะกินให้เร็วที่สุด
ยิ่งเบียร์สดรสชาติก็เยี่ยมขึ้น เนื่องจากยีสต์ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญ
ในกระบวนผลิตยังไม่ถูกทำลายลงไป ทั้งจากกาลเวลา แสงแดด
และการทำให้เบียร์ไม่หมดอายุง่ายๆ ด้วยการตัดยีสต์บางตัวออกไป
ฉะนี้เองที่ให้เบียร์สดมีราคาแพงกว่าเบียร์ขวดหลายเท่า ... ต่อเนื่องกัน
เบียร์ไม่เหมือนเหล้าตรงที่ว่า หากเปิดไว้แล้วจะต้องดื่มให้หมด
ไม่เช่นนั้นแล้ว เบียร์ก็จะเปลี่ยนรส จากที่เคยขมนุ่มลิ้นก็จะเปรี้ยวจี๋
(ศ.ดร.เบียร์ ท่านหนึ่งเปรียบว่าเป็นฉี่หมา ซึ่งมันคงจะแย่กว่าฉี่คนอีกนั่น HA HA)
.........

๑๖
ถึงจะขม แต่ด้วยหน้าตาของกระป๋องที่สวยงาม สีเหลืองทองนวลตา
ฟองขาวหนานุ่มชั้นบนสุดของแก้ว ก็เรียกร้องให้ผู้หญิงบางคนทดลองจิบ
และซื้อมาไว้ในตู้เย็นของเธอ ทั้งยี่ห้อดัง ยี่ห้อที่รสเบา ยี่ห้อที่หน้าตาสวย ยี่ห้อที่ราคาถูก
และยี่ห้อที่ไม่ค่อยมีโฆษณา ไม่ค่อยมีคนรู้จัก แต่มีความแปลกเธอถึงอยากค้นหา

ทุกๆ คืนเธอจะเปิดเบียร์ดื่ม หากถูกใจอันไหน อย่างไร เธอจะจดบันทึกไว้
หากไม่ เธอก็จะตั้งมันทิ้งไว้อย่างนั้น อีกวันเธอจะเทมันลงชักโครก คอยดูสีของน้ำ
บางชนิดเธอจิบได้แค่คำเดียวก็วาง บางชนิดแค่เปิด เธอก็ไม่ชอบใจ ไม่พร้อมหรือยังรีรอ
ก็จะเอากลับเข้าตู้แช่เหมือนเดิม โดยคิดว่า มันคงจะเหมือนน้ำผลไม้ที่ไม่เปลี่ยนรสชาติ

ช่วงเวลาที่เธอสนใจที่สุดคือ การมองฟองสีขาวที่ฟูฟ่องขึ้นมาขณะที่รินใส่แก้ว
เธอจับได้ว่า แม้จะรินด้วยวิธีเหมือนๆ กัน เบียร์แต่ละยี่ห้อให้ฟองที่แตกต่างกัน
"แกฟองเยอะ คงเป็นพวกไม่ค่อยมีคนมาสนใจ ขายไม่ค่อยดี พอฉันจับหน่อย
แกก็เอาใจฉันจะเป็นจะตาย ดูซิ เรียกร้องฉันด้วยฟองฟู่ฟ่า ... แก ... ฟองน้อย
แกมันคงเป็นพวกขายดี ไม่ต้องเอาฟองมาล่อตา คนก็ซื้อใช่มั้ยล่ะ"

สุดท้ายแล้ว ผมรู้สึกเศร้ายิ่งขึ้น ไม่ใช่เรื่องการเปรียบเบียร์เป็นผู้ชายที่ถูกเปิดแล้วปล่อยทิ้ง
แต่เพราะเสียงจากโทรศัพท์ที่ดังขึ้นในเครื่องตอบรับบอกกับผมว่า เธอไม่ใช่สาวทำงาน
ที่อยากค้นหาดินแดนแห่งความสุขที่ผู้ชายทั่วโลกหลงใหลแต่เธอเป็นนักการตลาด
ที่อยากรู้บางสิ่งชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้นและไม่ได้เกี่ยวกับรสชาติเบียร์เลยสักนิด

"เทรเวอร์ ฟรานซิส" นักเขียนอเมริกัน จบเรื่องของเขาด้วยการตอกย้ำ
ถึงความห่างไกล ไร้ตัวตน แต่เพิ่มความเจ็บปวดให้กับผู้อ่านขึ้นอีก
ด้วยการให้เจ้านายสั่งงานผ่านทางโทรศัพท์ ในขณะที่หญิงสาวออกจากบ้าน
ไปหาเบียร์ยี่ห้อใหม่มาวิจัย ตามที่เครื่องตอบรับบอกไว้ เจ้านายพูดว่า
พอใจกับรายงานชิ้นแรกเรื่องเทคนิคการเปิดกระป๋อง (Can) แล้ว
ให้เธอพักสองวัน แล้วจะสั่งงานชิ้นใหม่ให้ทำ
..............

เมื่ออ่านเรื่องสั้นเกี่ยวกับเบียร์เรื่องนี้จบลง ... ในบางคืนผมรู้สึกว่า
ผมเหมือนเบียร์ที่ถูกเปิดทิ้ง คนเปิดจิบไปเพียงหนึ่งคำ
รสชาติของผมก็ไม่ต้องรสนิยมเธอเสียแล้ว
แม้น้ำจะยังเปี่ยม แต่ยีสต์ในตัวกำลังระเหยไปเรื่อยๆ
อีกไม่นานก็คงหมดสภาพ กลายไปเป็นฉี่หมาอย่างที่คนว่าไว้
ผมแก้ความรู้สึกเฉพาะหน้าด้วยการเปิดตู้เย็น เติมยีสต์ให้ร่างกายตัวเอง
แล้วเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาเขียนหนังสือ เพื่อเติมยีสต์ให้กับความรู้สึกที่ช่างไร้ค่า
............

ห้าโมงเช้า
๑๔ มีนาคม ๒๕๔๖
ห้องปลายสุด ชั้นสาม ถนนรัชดาภิเษก
บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ชื่อ
อีเมล์
ความคิดเห็น

 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

หากต้องการนำข้อมูลไปใช้กรุณาติดต่อเว็บมาสเตอร์ก่อนนะครับ : )
© 2000 - 2001 Aphichet Piyasri All Rights Reserved.
www.thaidot.com