มีนาคม
......................................

"สักวันผมจะเดินเท้า ๗๖ จังหวัด ..."


ในชีวิตคุณเคยพบเจอคนอย่างนี้มากน้อยแค่ไหนครับ ?
คนที่เปี่ยมไปด้วยความฝัน ความเชื่อมั่น และพลังชีวิต
คนที่มีความสุขอยู่กับการคิด ไม่กังวลว่าจะทำได้หรือได้ทำหรือไม่
คนที่เคยล้มแต่ไม่เคยเลิกมุ่งมั่นหรือหยุดตัวเองไว้กับอุปสรรคที่มาขวางกั้น
........
คุณคงคิดถึงนักเขียน นักแต่งเพลง คนทำหนัง ทำโฆษณา
หรือใครก็ตามที่คุณเคยติดตามผลงาน ฟังคำสัมภาษณ์แล้วนำมาเป็นแรงดลใจ
แต่สำหรับผมแล้ว เขากลับเป็นแค่คนธรรมดาๆ หาได้มีชื่อเสียงก้องฟ้าแต่อย่างใด
เขาเป็นครู เป็นมิตรสหายเก่าแก่ และเช้าวันเสาร์เมื่อสองเดือนก่อน
เขาก็ติดต่อมาหาคนจรอย่างผมจนได้
..............


สัปดาห์ที่ผ่านมาผมไม่ได้เขียนหนังสือเลย เรื่องที่ร่างไว้ก็ยังไม่ได้พิมพ์
ผมดีใจที่ผ่านเดือนกุมภาพันธ์มาได้ แม้คืนแรกของเดือนใหม่ผมจะเหนื่อย
แสบตา และออนไลน์ก็ไม่ได้ ผมจึงล้มตัวลงนอนตั้งแต่หัวค่ำโดยไม่ต้องพึ่งพาสิ่งใด
ผมตื่นแต่เช้า ... นึกอยากจะกล่าวทักทายกับคนที่อยู่ห่างไกลแต่ไม่กล้าโทรศัพท์ไปหา
คงจะดีหากผมได้ยินเสียงเธอเป็นเสียงแรกของวันใหม่ ... ผมชอบอย่างนั้น
เมื่อทำไม่ได้จึงนั่งนึกถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา อากาศยามเช้าเย็นสบายยิ่งนัก
ผมมองดวงดาวซึ่งยังไม่ลาลับจากฟากฟ้า ความคิดก็ลอยเข้ามาพร้อมกับสายลม
...........

<สองเดือนก่อน>

ผมละอายใจไม่น้อยทีเดียวเพราะไม่ได้เป็นฝ่ายติดต่อเขาไปก่อน
แม้แต่เพื่อนซึ่งอยู่เมืองนอกยังโทรศัพท์ไปสวัสดีปีใหม่กับเขา
ทั้งที่เธอย้ำให้ผมสื่อสารกับใครๆ บ้าง โดยเฉพาะกับคนที่หวังดีต่อผมเสมอเช่นเขา
คงเป็นเพราะในห้วงยามแห่งการเปลี่ยนปี หลายอย่างในชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย
ผมจึงยังไม่พร้อมจะพูดคุยกับใคร ไม่อยากตอบว่าทำอะไร ฝันถึงสิ่งใด
เพราะคำพูดที่ตอบไปก็คงจะเสแสร้งเลื่อนลอยเพื่อให้คนฟังสบายใจเท่านั้น

เขาบอกกับผมว่า ในปีที่ผ่านมาได้ทำอะไรมาบ้าง และปีนี้จะทำอะไร
เขามีส่วนร่วมในการก่อตั้งคณะนิเทศศาสตร์ให้กับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
เขากำลังจะจัดเวทีให้นักวิชาการมาพูดเรื่องโลกานุวัตรและชุมชนาภิวัฒน์ให้นักศึกษาฟัง
เขาวิพากษ์ความไร้สาระของการติดสติ๊กเกอร์โฆษณาโทรศัพท์มือถือที่ท้ายรถยนต์
และอีกหลายๆ เรื่องซึ่งได้ดึงอารมณ์ผมให้คิดอยากเข้าห้องเรียนอย่างจริงจัง
เขาไม่ถามผมถึงสาเหตุการมาอยู่คนเดียว ผมคิดว่ามันอาจจะไม่สำคัญ
หรือบางทีเขาอาจจะเข้าใจวิถีชีวิตของผมอยู่แล้วก็เป็นได้
จึงถามแค่ว่าผมทำอะไรอยู่ ? ... ผมตอบไปอย่างไม่กระตือรือร้นนัก

"ดีแล้ว ... คุณจะได้ช่วยให้คนออกจากการเป็นทาสของทาสของทาสของเงิน"
เขาดีใจที่ผมได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมะจึงพูดเช่นนั้น
"ผมไม่สนหรอกนะว่า เจ้าของเงิน พวกนายทุนจะคิดยังไง
แต่คนเล็กคนน้อยต้องกล้าออกมาจากความคิดที่เขาปลูกฝังให้
เราต้องช่วยเหลือตัวเอง ต้องรู้เท่าทัน คุณจะช่วยคนได้เยอะ" เขาพูด

หัวข้อสนทนาของเราอาจจะดูคร่ำเคร่ง แต่ผมไม่เคยเครียดกับการพูดคุย
ไม่ใช่เพราะผมเป็นคนชอบเรื่องอย่างนี้เป็นทุนเดิมหรือเคยชินกับรูปแบบของเขา
แต่ผมคิดว่า ... คนเราควรจะพูดถึงบ้านเมืองบ้าง พูดถึงอุดมการณ์บ้าง
ห่วงใยหรือคิดฝันแบบใดก็แลกเปลี่ยนกัน ไม่ใช่จะคุยแต่เรื่องของตัวเอง
ว่าจะกินอะไร แต่งตัวยังไง หนังเรื่องไหนเข้าใหม่ โหลดหน้าจอโทรศัพท์ยังไง ?
เพราะเรื่องทำนองนี้ ซึ่งผมเรียกมันว่า "ลัทธิคลีเน็กซ์" อันเป็นวิธีคิดแบบกระดาษชำระ
คือ คิดถึงแต่เรื่องเฉพาะหน้า ... เกิดอะไรขึ้นก็เช็ดไป เช็ดแล้วทิ้ง โดยไม่คำนึงเลยว่า
จะทำอย่างไรเราถึงจะไม่ต้องตามล้างตามเช็ดสิ่งเปรอะเปื้อนกันอีก
..............


"เอาล่ะ มาคุยเรื่องนี้ดีกว่า สนุกกว่า" เขาพูดแล้วเล่าถึงความฝันชิ้นล่าสุด
เขาชวนผมเข้าไปดูโฮมเพจของเขา ในนั้นบรรจุโครงการแปลงโฉม
ตึกแถวเก่าๆ ริมถนนราชดำเนินให้เป็นร้านในฝัน

"พี่ชายผมกับภรรยาที่เป็นเจ้าของตึกพออ่านโครงการที่ผมเขียน
เขาบอกว่า ... ผมเพ้อฝัน
ผมเลยบอกว่า ... ผมไม่ได้เพ้อ นี่เป็นฝันของพวกเขาต่างหาก
เพียงแต่ผมเอามาเขียนเป็นโครงการให้เป็นรูปเป็นร่างให้ก็เท่านั้น"

ผมหัวเราะ เพราะเรื่องนี้ทำให้คิดถึงเด็กชายแห่งดาว B612 ที่เขาแนะนำให้ผมรู้จัก
ผมชอบที่เขาจะวาดผนังตึกด้วยศิลปะแนว Pop Art เป็นเรื่องพ่อมดแห่งอ๊อซ
เพราะผมคงเหมือนกับหนูน้อย "โดโรธี" ตรงที่เราต่างก็มองบ้าน ... เธอหาทางกลับบ้าน
แต่บ้านของผมเป็นสถานที่แห่งใหม่ที่ผมต้องสร้างทำขึ้นเองนับแต่วันนี้
..........

พูดถึงเรื่องสนุก ผมมักจะคิดถึงสมัยที่เขาวาดการ์ตูน
คราวนั้นเขาแปรเปลี่ยนมุขตลกเกี่ยวกับอินเทอร์เนตและคอมพิวเตอร์
ให้เห็นเป็นภาพ โดยใช้เมาส์ลากเป็นลายเส้นแปลกๆ เพราะไม่นุ่มนวลแบบมือคน
แต่ก็ได้สัมผัสอีกแบบ ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ลงในหนังสือ "ขายหัวเราะ"
เขาเคยแต่นิยายเล่มละ ๑๐ บาทขาย เพียงเพราะหวังว่า
จะเปลี่ยนรูปแบบเนื้อหาของนิยายประโลมโลกย์ให้สุนทรีย์ขึ้น
ผมคิดถึงโครงการ "แก๊งค์ขนมครก" กลุ่มวัยรุ่นนักสำรวจสิ่งแวดล้อม
ซึ่งเขาตั้งใจใช้ชื่อล้อเลียนอาหารฟาสต์ฟู้ดที่ได้รับความนิยมในบ้านเรา
หรือจะเป็นการเรียนการสอนที่ให้เด็กมานั่งล้อมวงเล่นละครกัน
มากกว่าจะสอนด้วยการปิ้งแผ่นใสให้นักเรียนจดตาม

หลายต่อหลายเรื่องราวจากความทรงจำได้ผ่านเข้ามาในยามเช้า
และมันคงยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ผมดีใจที่เขามีความหวัง
และมีความสุขกับการสอนนักศึกษารุ่นใหม่ๆ โดยมีพลังเหลือเฝือ
ที่จะฝันถึงสิ่งอื่นๆ ตราบที่ยังมีลมหายใจ ซึ่งบางส่วนเสี้ยว
ได้เผื่อแผ่มาถึงผมให้พยายามเข้มแข็งให้ได้อย่างเขา
..............


ผมดีใจที่ยังเป็นคนรับฟังเขาได้เหมือนเช่นวันก่อน
ความเป็นคนแปลกแยกไม่ยอมลูบหน้าปะจมูกไปกับระบบของเขา
บางทีก็โดดเดี่ยวยากจะหาซึ่งคนเข้าใจ และยากกว่านักสำหรับคนจริงใจ
การมีคนจากโลกเก่าๆ คอยรับฟังก็คงจะสุขเหลือล้นแล้ว
.......

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเข้าไปใกล้ชิดกับเขาได้อย่างไร
อาจเป็นเพราะคอมพิวเตอร์ที่สมัยนั้นผมหาคนคุยด้วยยาก
เราสื่อสารกันผ่านเครือข่าย BBS เขาเป็นคนแรกที่สอนให้ผมออนไลน์
ผมหวนคิดถึงเวลาที่เราเดินกลับแล้วคุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ ผมไม่กล้าคิดหรอกว่า
ในชีวิตนี้เคยทำให้ใครก็ตามรู้สึกว่า เขาหรือเธอไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกใบนี้หรือเปล่า
เพราะบางครั้งการได้เข้าไปสู่หัวใจของคนอื่นก็ไม่ได้หมายความว่า ... เราเท่านั้นที่อบอุ่น
หากยังปรารถนาให้คนที่เปิดใจต้อนรับเราอิ่มเอมไปด้วยความรู้สึกเช่นเดียวกัน
.................

ในชีวิตคุณเคยพบเจอคนอย่างนี้มากน้อยแค่ไหนครับ ?
คนที่เปี่ยมไปด้วยความฝัน ความเชื่อมั่น และพลังชีวิต
คนที่มีความสุขอยู่กับการคิด ไม่กังวลว่าจะทำได้หรือได้ทำหรือไม่
คนที่เคยล้มแต่ไม่เคยเลิกมุ่งมั่นหรือหยุดตัวเองไว้กับอุปสรรคที่มาขวางกั้น
และเขากลับมาให้กำลังใจคุณโดยไม่ต้องพูดคำว่า "ต่อสู้" หรือ "เข้มแข็ง" สักคำ
เพียงแต่เล่าถึงชีวิตที่ประสบพบเจอ พูดถึงพลังที่จะถางถากหนทางที่ยังรกร้าง
มอบจินตนาการเพื่อลบล้างคำว่า "เป็นไปไม่ได้" ให้ออกจากพจนานุกรมส่วนบุคคล
ชีวิตผมเคยพบคนเช่นนี้แล้วครับ แม้นไม่มากแต่ก็นับว่าไม่น้อย
...........


"ผมเคยบอกคุณหรือยัง ?"
"บอกอะไรครับอาจารย์ ?" ผมถาม
"........."
เขาพูดประโยคสั้นๆ ซึ่งทำให้ผมยิ้มออก
บางทีอาจจะเป็นการบอกใบ้อะไรบางอย่างให้กับผม
ประโยคที่หากว่า ผู้ใดทำสำเร็จก็สามารถยกย่องได้ว่า "บ้าอย่างน่าเคารพ"
หรือมันอาจแทนความหมายของการแสวงหาความเข้าใจชีวิตในระดับที่สูงขึ้น
รวมถึงการไปจากความทุกข์ที่เกาะกุมมาแสนนานเผื่อผ่อนคลายหัวใจตัวเอง
เขาพูดประโยคนั้นอย่างตลกๆ ธรรมดาๆ แล้ววางสายไป
........

"ผมเคยบอกคุณหรือยัง ?"
"บอกอะไรหรืออาจารย์ ?" ผมถาม
"สักวันผมจะเดินเท้า ๗๖ จังหวัด ถือกล้องดูดาวไป ๑ อัน
ค่ำไหนนอนนั่น สอนลูกชาวบ้านดูดาวแลกข้าวกิน"
.............

งามวงศ์วาน
เที่ยงวัน ๒๑ นาที
วันเสาร์ที่ ๒ มีนาคม ๒๕๔๕
บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

หนังขอบจอ : Cinema Paradiso


"จูเซปเป้ ทอร์นาทอเร" เปิดหนังของเขาเรื่อง Cinema Paradiso (๑๙๙๐)
ด้วยการจับภาพกระถางต้นไม้สีน้ำตาลซึ่งวางนิ่งอยู่บนเสากำแพงบ้านหลังหนึ่ง
มีม่านสีขาวปลิวตามแรงลมอยู่ด้านบนของจอภาพ ด้านหลังเป็นทะเลสีฟ้าผืนงาม
มองไปคล้ายว่ากำลังชมภาพเขียน แล้วเขาก็ค่อยๆ เคลื่อนกล้องออกมาเล่าเรื่องราว
ผมเคยถามตัวเองว่า หากได้เขียนบทหนังจะเปิดภาพแรกด้วยภาพอะไรและแบบใด
เพราะภาพแรกมีอิทธิพลที่จะนำพาไปสู่เนื้อเรื่องส่วนที่เหลืออีกนับชั่วโมง
แม้บางทีภาพแรกจะถ่ายทำหลังฉากอื่นๆ แล้วนำมาร้อยเรียงในการตัดต่อ
เมื่อผู้กำกับเห็นภาพรวมของงานทั้งหมดที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปก็ตาม
......
บางทีมันอาจจะเหมือนกับการเริ่มเขียนคำแรกของสิ่งที่อยากบอกกล่าว
ขอแค่ให้เริ่มได้ ... ต่อจากนั้นตัวละครก็จะเดินไปเอง เขาจะมีหนทาง มีวิธีคิด
มีความปรารถนาเป็นของเขา และเมื่อเดินไปจบเรื่องผมมักจะย้อนกลับมาทบทวน
บรรทัดบนสุดอีกครั้งว่าคำแรกที่เขียนไปนั้นสอดคล้องกับประเด็นด้านล่างอย่างไร
บางทีการเปิดตัวก็ยากกว่าการสรุปความ ซึ่งผมคิดว่า คนที่มีเรื่องราวเก็บไว้ภายใน
แต่เริ่มต้นไม่ได้ พูดไม่ออก บอกไม่ถูก คงจะเข้าใจความยากที่ว่านี้ดี
..........


ผมจะเปิดภาพด้วยลูกลำไยเล็กๆ แคระแกร็น
ค่อยๆ เคลื่อนกล้องออกมาให้เห็นลำไยยืนต้นกลางแดดโดดเดี่ยว
ภาพกว้างสุดจะเห็นบ้านครึ่งไม้ครึ่งปูนสองชั้น
.......
ผมไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ปลูกลำไยต้นนี้
อาจจะเป็นเจ้าของบ้านไม้สองชั้นหลังบ้านของผม
ซึ่งเหลือเพียงแต่ซากว่าเคยมีสิ่งปลูกสร้างบนพื้นที่ว่างเปล่า
เพราะเจ้าของได้โยกย้ายครอบครัวไป หลังจากที่โรงเลื่อยปิดตัวลง
ทิ้งให้ลำไยต้นเดียวของตำบลก็กลายเป็นสมบัติของเด็กๆ ไป
แม้ว่าผลของมันจะเล็กแกร็นเสียเหลือเกิน รสชาติก็ไม่ได้หวาน
เปลืองแห้ง เนื้อก็บาง แถมเม็ดยังโต แต่ยามที่ให้ผลเด็กๆ ก็เห็น
มันพิเศษเสมอ เพราะมันเป็นลำไย ไม่ใช่มะม่วง มะยมที่หากินได้ง่าย
.........
ด้านข้างของตัวบ้านที่ย่าและผมอยู่ช่วงสั้นๆ นั้นเป็นลานกว้าง
กรมทางหลวงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ผืนดินแห่งนี้นี่เองที่คนฉายหนังเร่
หรือหนังขายยาใช้เป็นที่ตั้งโรงหนังของพวกเขาในยามค่ำคืนทุกครั้งที่แวะจอด
ผมอดภูมิใจแบบเด็กๆ ไม่ได้เพราะมีบ้านอยู่ใกล้โรงหนังชั่วคราว
คนฉายหนังมักจะมาขอต่อไฟฟ้า บางทีก็มาขอปันข้าวสารจากย่า
ผมก็จะเดินตามไปดูเขาตั้งจอ ดูเขาติดใบปิด ไปเก็บฟิล์มที่ตัดทิ้ง
ดูเขาตั้งเสาไม้ไผ่แล้วขึงผ้าล้อม และรอดูหนังตัวอย่างช่วงหัวค่ำ
......
แต่ผมแทบจะไม่เคยได้ดูหนังเลย เพราะย่าไม่พาไป
ผมเคยน้อยใจนึกอยากให้ย่าทันสมัยแบบพ่อแม่ของเพื่อนบ้าง
แต่คงเพราะท่านไม่ได้เติบโตมากับสื่อสมัยใหม่อย่างภาพยนตร์นั่นเอง
และย่ายังเห็นว่าท่ามกลางคนเยอะๆ ที่มาชุมนุมกันบนลานดินมีแต่ฝุ่นละออง
ผมรู้ดีว่าลึกๆ แล้วย่าไม่ไว้ใจให้ใครก็ตามพาผมเข้าไป เพราะคิดว่าฝากเด็กเล็กๆ
ไปกับคนหนุ่มสาวมีหรือเขาจะสนใจ หากง่วงนอนขึ้นมาคงไม่มีใครออกมาส่ง
นานหลายปีทีเดียวกว่าที่ผมจะเข้าใจและมองเห็นถึงความปรารถนาดีของย่า
เข้าใจคำว่า "ห่วง" ก็ต่อเมื่อผมรู้สึก "รัก" ใครเป็นนั่นแหละ
...............
อย่างไรก็ตาม ผมก็หาทางดูหนังของผมจนได้ ผมเปิดหน้าต่างห้องออก
ด้านล่างเป็นหลังคาของห้องครัว เบื้องหน้าคือลำไยยืนต้นมืดในคืนเดือนดับ
ผมปีนขึ้นไปนั่งบนกรอบหน้าต่าง แล้วหันหน้าไปทางซ้ายมือมองโรงหนัง
ผ้าที่เขาใช้ล้อมปิดตาคนสูงจนบังจอเกือบมิด แต่ก็ยังพอเหลือพื้นที่แสดงสีสัน
ที่เคลื่อนไหวต่อเนื่องประมาณสักเมตรเศษๆ แน่นอนมันไม่ช่วยให้รู้เรื่องอะไร
นอกจากจะจินตนาการเพิ่มเติมเอาจากหนังตัวอย่างเมื่อช่วงหัวค่ำและฟิล์มที่เก็บมา
แค่นั้นก็ดูเหมือนจะเป็นสุขที่สุดแล้ว ย่าไม่ห้ามเพียงแต่เตือนให้ผมจับขอบหน้าต่าง
เพราะกลัวผมจะหงายหลังตกลงมา ในนาทีนั้นผมไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
แม้กระทั่งต้นลำไยไร้เพื่อนที่ยืนต้นสงบนิ่งอยู่ตรงหน้านั้นเลย
................


Cinema Paradiso เป็นหนังเรียบง่ายแต่แฝงความลึกซึ้งไว้มากที่สุดเรื่องหนึ่ง
ภายใต้การเล่าเรื่องที่สงบไม่หวือหวาได้สอดแทรกความสัมพันธ์ของตัวละครหลักๆ
เข้าไปทีละนิดๆ จนกระทั่งนิสัยของเมืองบนเกาะซิซิลีของอิตาลีปรากฏอย่างเด่นชัด
โดยมีโรงภาพยนตร์ที่ชื่อเดียวกับหนังเป็นสถานที่ร้อยรวงพวกเขาเข้าไว้ด้วยกัน
ภายใต้บรรยากาศทางการเมือง ความแร้นแค้นของชีวิตที่สงครามส่งมาถึง
และความแตกต่างระหว่างชนชั้น แม้จะไม่หนักหน่วงแบบตั้งใจ
จะบีบคั้นเรียกน้ำตา แต่ก็แฝงความเอาจริงเอาจังไว้พอสมควร
........

Alfredo ang Young Toto
........
ผู้กำกับที่เขียนบทเองคนนี้เก่งเหลือเกินที่จะแทรกมุขตลกเข้ามาในแต่ละช่วง
ซึ่งก็ช่วยชูเอกลักษณ์และวัฒนธรรมให้โดดเด่นขึ้น อาทิ บาทหลวงนักเซ็นเซอร์
ผู้ไม่ยอมให้ฉายฉากจูบของภาพยนตร์ คนบ้าที่เอาแต่พูดว่าเป็นเจ้าของจัตุรัสกลางเมือง
และชอบหนังที่คนส่วนใหญ่ไม่ชอบ ราวกับเขาคือนักวิจารณ์ในยุคปัจจุบัน
.........
คนที่มีอิทธิพลและผูกพันกับโตโต้มากที่สุดคือ "อัลเฟรโด้" คนฉายหนังวัยกลางคน
เขาเปรียบเสมือนกับพ่อแท้ๆ ของเด็กน้อย และยังเป็นครูผู้ถ่ายทอดวิชาฉายหนังให้
ที่สำคัญเขาเป็นผู้ชี้ทางให้เด็กหนุ่มก้าวไปหาสิ่งที่ใหญ่กว่าการหมกตัวอยู่ในห้องแคบๆ
รวมถึงของขวัญชิ้นสุดท้ายจากเขาซึ่งทำให้โตโต้กล้าที่จะเปิดหัวใจมีความรักอีกครั้ง
อัลเฟรโด้ ผู้มีความรู้น้อย กระทั่งเคยขอลอกข้อสอบโตโต้คราวที่ไปทดสอบความรู้
อัลเฟรโด้ ผู้มีความรู้น้อย แต่มีความเข้าใจชีวิตลึกซึ้งยากที่จะหาคนเปรียบ
...............


ผมดูหนังเรื่องนี้เมื่อเกือบสิบปีก่อน เพิ่งจะมีโอกาสได้ดูอีกครั้งในวันวัยที่เพิ่มพูน
จึงสนใจแต่เรื่องราวการแสวงหา คลี่คลาย ปล่อยวาง และการหลุดพ้นของชีวิต
มากกว่าจะดูความหวือหวาในเชิงเทคนิคแห่งศาสตร์ภาพยนตร์ เมื่อดูจบ
ต้นลำไยและหนังขอบจอก็ลอยเข้ามาในโสตประสาทเหมือนกำลังหา
ส่วนร่วมแห่งกรอบประสบการณ์แล้วเปรียบเทียบกับตัวละคร
.......
ลุงกำนันไม่ยอมให้คนฉายหนังเร่หยุดที่ตำบลของเราในช่วงสอบ
หลวงพ่อที่วัดก็ห้ามในช่วงเข้าพรรษาเพราะไม่อยากให้เกิดเสียงดังอึกทึก
ผมคิดถึงหนุ่มเจ้าถิ่นที่มุดผ้าเข้าไปดูฟรี อยากกินกล้วยแขกและมันทอดหน้าโรง
ผมคิดว่าลำไยต้นนั้นก็คงจะแห้งตายไปแล้วเพราะผ่านมาเกือบ ๒๐ ปี
และนอกเหนือจากความทรงจำผมก็เหลือเพียงผืนดินว่างเปล่าของย่า
หน้าฝนนี้ผมตั้งใจว่าจะไปลงมะม่วงไว้ตามมุมต่างๆ แต่ก็ไม่แน่ว่า
ผมอาจจะบ้าลงลำไยซักต้นให้คนงงเล่นก็ได้ บางทีมันอาจจะรอด
.........
หากเปรียบกับโตโต้แล้ว ผมก็ยังไม่พบกับความสำเร็จสักอย่าง
ยังไม่ได้ทำให้คนที่อยู่ด้วยหรือที่จากไปได้ชื่นชมสักเรื่อง
สิ่งที่พอจะมีให้บ้างก็ไม่ได้หวานนุ่มลิ้นแบบลำไยเมืองเหนือ
แต่จืดๆ จางๆ แข็งกระด้างแบบลำไยหลังบ้านต้นนั้นที่เมื่อวันคืนผ่านไป
เด็กๆ ซึ่งเคยหลงใหลก็หมางเมินหันไปกินผลไม้อย่างอื่นที่สมบูรณ์กว่าแทน
และผมยังพยายามหาความสุขจากความหวังเล็กๆ น้อยๆ
เหมือนครั้งขอให้ได้เห็นแค่ขอบจอก็พอใจฝันดี
..........


ผมเคยคิดจะแปลงบันทึกเรื่อง "กระป๋องแป้ง (หนังในห้องมืด)" ให้เป็นบทหนังสั้น
ผมอยากให้เป็นหนังที่อาศัยภาพเล่าเรื่องเป็นหลักมากกว่าจะให้ตัวละครพูดกัน
อาจจะมีฉาก "หนังขอบจอ" มาเป็นหัวเชื้อดลใจให้เด็ก ๒ คนในเรื่อง
คิดสร้างหนังเล่นกันเอง เมื่อนำไปฉายที่ไหนคนก็คงเข้าใจได้ง่าย
แม้ชีวิตจริงของคนจะไม่ง่ายแบบในหนังอย่างที่อัลเฟรโดพูดไว้ก็ตาม
.........
ระหว่างที่กรอเทปกลับเพื่อดูใหม่อีกรอบในคืนข้างหน้า ผมก็คิดถึงประโยคสุดท้าย
ในบันทึกเรื่องนั้นผมเขียนว่า เมื่อช่วงเวลาดีๆ เพียงช่วงสั้นๆ ของชีวิตผ่านไป
มันก็ไม่ย้อนกลับเข้ามาให้สัมผัสอีกเลย ดังนั้นเมื่อตัวละครคนสำคัญ
ในหนังที่ผมแสดงนำจากไป และแม้ว่าผมจะพยายามดึงเธอกลับมาเพียงใดก็ตาม
แต่ก็ไม่มีวันที่เธอจะหวนคืนสู่จอ นอกจากขอนั่งเฝ้ามองดูผมอยู่เงียบๆ ในที่ห่างไกล
ซึ่งเธอก็คงไม่รู้หรอกว่า ... ในบางคืนพระเอกของเรื่องก็อยากลาโรงไปแล้วเต็มที
................

Cinema 127
สามทุ่ม ๕๓ นาที
วันเสาร์ที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๕
บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ยา


ยาเขียวตราใบโพธิ์
      สรรพคุณ : แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ฯลฯ
เด็กซาลติน
      สรรพคุณ : รักษาอาการอักเสบของแผลในปาก
เฟลมเม็กซ์
      สรรพคุณ : บรรเทาอาการไอ ละลายเสมหะ
KoolFever
      สรรพคุณ : แผ่นเจลลดไข้ ระบายความร้อน
Strepfen
      สรรพคุณ : บรรเทาอาการเจ็บคอที่มีอาการอักเสบบวม
คาพีร็อกซ์ - 20
      สรรพคุณ : บรรเทาอาการอักเสบ ปวด บวม ในโรคกระดูกและกล้ามเนื้อ
ไทลินอล
      สรรพคุณ : บรรเทาปวด ลดไข้
อัลกา-เซลท์เซอร์ (รสมะนาว)
      สรรพคุณ : บรรเทาอาการปวดศีรษะเนื่องจากการดื่มมากเกินไป
ซี-ไลท์
      สรรพคุณ : เครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับผู้สูญเสียเหงื่อ
ยาสูบ
      สรรพคุณ : ไม่ดีแต่ช่วยให้หาไฟแช็คจุดเทียนเจอ
ฯลฯ
............


ผมลุกมากลางดึกซึ่งก็เกือบจะรุ่งเช้าของวันใหม่อยู่แล้ว
อาการไอและร้อนในเริ่มตั้งแต่เมื่อวานจนไม่เป็นอันหลับอันนอน
คงเพราะ ๔-๕ วันที่ผ่านมาอากาศร้อน ผมจึงกินน้ำแข็งมากไปนั่นเอง
ผมลุกขึ้นมาเปิดไฟ แล้วเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้งเพื่อหายาที่เก็บไว้
เอายาจากถุงออกมาวางกับพื้นห้อง แล้วเปิดลิ้นชักตู้เสื้อผ้าหายามาอีก
ผมคัดเลือกยาที่ต้องการโดยการอ่านสรรพคุณและวิธีใช้จนพบ
เมื่อจัดการเอามันเข้าร่างกายเสร็จสรรพ ผมจึงพิมพ์รายชื่อยาไว้เล่นๆ
.........
คิดๆ ไปก็สมเพชตัวเองเหมือนกัน เพราะยาส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวกับ
อาการต่อเนื่องจากการดื่มและนอนดึก ส่วนผงเกลือแร่นั้นคนที่ให้มา
คงคิดว่ามันคงเหมาะกับคนที่ชอบล้างดวงตาบ่อยๆ ก็เป็นได้
เข้าใจมาอยู่กับคนอย่างผมเสียเหลือเกินนะ
................


เรามักพูดกันว่า ... "เวลา" เป็นยาที่ดีที่สุดไม่ว่าจะใช้รักษาโรคอะไรก็ตาม
ผมไม่ค่อยเชื่อและท้าทายคำพูดนี้อยู่บ่อยครั้ง เพราะไม่อยากโยนภาระ
หรือปัญหาใดๆ ให้กับสิ่งเลื่อนลอยมองไม่เห็น เราเพียงสมมติไปเองว่า
ระยะทางที่จากมาจะช่วยบรรเทาอาการหรือรักษาโรคเรื้อรังให้หายขาดได้
มิหนำซ้ำสิ่งที่เรานำความหวังไปฝากไว้ ก็มักจะให้เพียงความว่างเปล่าตอบแทน
หรือไม่ก็แค่ความหวังลมๆ แล้งๆ ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยให้เงื่อนปมคลี่คลายลงสักนิด
ฉะนั้น ... ผมจึงเชื่อในสองมือสองเท้าและชอบที่จะควบคุมทุกอย่างไว้เอง
........
แต่ก็นั่นล่ะ .... ผมก็ไม่สามารถจะทำอย่างที่ว่าได้ทุกครั้ง
เพราะชีวิตที่เติบโตขึ้น ความซับซ้อนของเรื่องราวก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ดังนั้นจึงไม่สามารถหักกับใครหรือสิ่งใดได้ง่ายๆ แบบครั้งยังเยาว์
แม้ว่าจะเตือนตัวเองไม่ให้ทอดใจยอมไปกับมันง่ายๆ
แต่ "เวลา" ก็เข้ามามีบทบาทบ่มเพาะอารมณ์มากขึ้นๆ
ซึ่งมันก็ข้อดีอยู่บ้าง ไม่ได้เลวร้ายเสียทีเดียวแบบที่ผมเคยมอง
..........


แต่ไม่ว่า "เวลา" จะเป็นยารักษาหรือบรรเทาโรคให้กับใครได้หรือไม่ก็ตาม
ในหลายเดือนที่ผมแบ่งพื้นที่ให้มันมาอาศัยเป็นเพื่อนสนทนายามดึก
ผมได้เรียนรู้ว่า ... เมื่อนานวันเข้า จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี
จุดมุ่งหมายหรือสิ่งที่เฝ้ารอของคนไข้นั้นก็เปลี่ยนไปด้วย
...........
แรกเริ่มเมื่อรุ่มร้อน ... คนบาดเจ็บมักร้องโอดโอย
ด่าทอโชคชะตา ร้องหาแต่ความยุติธรรม ทวงถามถึงสิ่งที่คิดว่าควรได้
มีเหตุผลบ้าง มีอารมณ์บ้าง ก็ผสมคลุกเคล้ากันไปทั้งถูกและผิด
เพราะคิดว่าสิ่งปรารถนานั้นเป็นเสมือนยาวิเศษที่จะช่วยรักษาอาการป่วย
ให้หายขาดในชั่วพริบตา แต่ถึงอย่างนั้นยาที่ว่าก็ไม่เคยมีมา
และคงเป็นยาที่ไม่มีหมอคนไหนเคยคิดจะปรุง
..........
เมื่อเริ่มชินกับสภาพอาการ เริ่มผูกมิตรจนรู้ทางกับโรคร้าย
เป็นเพื่อนมากกว่าศัตรู รู้ว่าตอนไหนมันจะออกฤทธิ์ ตอนไหนจะใจดี
เมื่อนั้นคนก็ไม่ได้หวังพึ่งหรือศรัทธาอีกแล้วว่า ... บนโลกใบนี้มียาวิเศษอยู่
ไม่ได้ปลงแค่อยากทำชีวิตของตัวเองและสิ่งรอบข้างให้ดีขึ้นก็เท่านั้น
"เวลา" คงช่วยให้รู้แล้วว่ายาวิเศษที่ปรารถนานั้นเป็นอย่างไร
...............


เมื่อทำใจได้ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนสมเหตุสมผลแล้ว
จึงไม่ดื้อรั้นอีกต่อไป ผมเคารพในการเลือกของคนอื่นเสมอ
เมื่อถึงวันที่มีโอกาสได้เลือกก่อนบ้าง ก็คิดแล้วว่าจะเลือกอะไร
..........
เลือกในทางที่ทุกคนจะเป็นสุขด้วยกันทั้งหมด
อยากให้ทำอย่างไรก็ยินดีจะทำให้เท่าที่ไม่บีบคั้นเกินไป
ละทิ้งถ้อยคำประชดประชันเพื่อถนอมส่วนเสี้ยวที่เหลืออยู่
เรื่องที่เคยสงสัยก็สิ้นความสำคัญ ไม่อยากให้รู้ให้ฟังเหมือนก่อน
จะพูดทำไมหากต้องมีหัวใจเจ็บเพิ่มอีกหนึ่งดวง
.........
ไม่ว่าเราหรือเขาต่างก็ผ่านความเจ็บปวดด้วยกันทั้งสิ้น
จะมากหรือน้อยนั้นก็ไม่สำคัญ ใครจะผ่านได้ก่อนก็ไม่สำคัญ
จะสามวันหรือสามปี "เวลา" มันก็แค่สิ่งสมมติเท่านั้น
คนต่างมีวิธีของตัวเอง ผมก็มีวิธีของผม แค่ไม่ต้องติดค้างใคร
ไม่ต้องละอายต่อใคร เมื่อถึงวันที่ต้องไปก็จะไปได้อย่างเสรี
ไปหาความสุขสงบที่แท้จริงในโลกที่ก่อรูปขึ้นมาใหม่
..............


ออกจากชีวิตใครสักคนต้องไปให้ไกล
ถูกหรือผิดผมก็ไม่รู้ ผมแค่ไม่อยากหยุดนิ่งอยู่กับที่
ไม่อยากฝากความหวังไว้กับเวลา การพบกันครั้งสุดท้ายกับผู้คนในโลกเก่า
ทำให้ผมแน่ใจว่า เราไม่มีอะไรที่ต้องอาวรณ์กันอีก ทุกอย่างมันจบไปแล้วจริงๆ
สิ่งที่อยากให้ทำ ผมก็ทำให้หมดแล้ว และเมื่อเป็นเช่นนี้ผมจึงหายาตัวใหม่
ซึ่งมันอาจจะนำผมไปสู่จุดเปลี่ยนบนเส้นทางชีวิตก็เป็นได้
คนที่ไม่มีอะไรจะเสียก็ควรลองดูสักครั้ง
..........
หาก "เวลา" เป็นยาที่ดีที่สุดอย่างที่เขาพูดกัน
ผมก็ได้รู้ว่ายาตัวนี้ก็มีลักษณะเฉพาะตรงที่มันออกฤทธิ์ช้า
ไม่ทันใจคนเพิ่งป่วยซึ่งแผลยังสด หลายต่อหลายคืน
ผมจึงหยิบยาน้ำใสแจ๋วที่ออกฤทธิ์เร็วมาช่วยอีกแรง
ผมฉลองให้กับวันที่ ๑๔ มีนาคมพร้อมกับนั่งคิดนั่งเขียนไปเรื่อยๆ
แล้วผมก็ต้องหยิบยาตัวใหม่ซึ่งวางสงบในซองสีขาวออกมาดูอีกครั้ง
............


ผมดูวันเวลาและจุดหมายปลายทาง
มันจะช่วยผมไปให้ไกลจากกรุงเทพฯ
ในความหมายที่ไม่ใช่ระยะทางได้จริงๆ หรือ ?
จะไปได้นานได้ไกลแค่ไหน ผมอยากรู้เพราะความเคว้งคว้าง
มันก็ทรมานยิ่งกว่าความเปลี่ยวเหงา ทุกครั้งที่ตื่นมากลางดึก
ผมมักจะใช้เวลานานกว่าจะนึกได้ว่านอนอยู่ที่ไหน มาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง
พรุ่งนี้จะต้องรีบตื่นอีก ทั้งๆ ที่เหตุการณ์มันก็ผ่านมา ๓ เดือน ๕ เดือนแล้ว
ผมเบื่อชีวิตอย่างนี้เต็มที ... ผมสงสารตัวเองและเบื่อกรุงเทพฯ
..........
ดึกสงัด ... นานนับชั่วโมงที่นั่งทะเลาะกับตัวเองให้ออกมาเป็นเรื่องราว
ตัวยาลบความจำ ยาแก้ร้อนใน แก้เจ็บคอ และยาคลายกล้ามเนื้อข้อมือขวาที่ปวด
เพราะจับเมาส์มาทั้งวันก็เริ่มออกฤทธิ์ตีกันให้วุ่นอยู่ภายในแล้ว
ผมเริ่มคิดอะไรไม่ออก สับสนไม่รู้กระทั่งจะจบเรื่องนี้อย่างไร
จึงไม่คาดคั้นตัวเองให้พบเจอคำตอบที่จะนำมาซึ่งความมั่นใจ
เหล่ายาเม็ดยาน้ำต่างๆ ทำให้ผมรับรู้และปรารถนาแค่ว่า
คืนนี้ไม่ต้องฝันดีก็ได้ ขอให้หลับง่ายๆ ก็พอ
..................

บ้านสวน & ๑๒๗
ตีสาม ๒๐ นาที
คืนวันพฤหัสที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๕
บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

เพื่อน


ระหว่างทางกลับบ้านมีคนอยู่สองคนที่มักจะติดต่อผม
เขาทั้งคู่คงกลัวผมจะเหงาจึงโทรศัพท์มาชักชวนให้แวะหา
ผมไม่อยากปฏิเสธความหวังดี แม้อยากกลับไปอยู่คนเดียวที่ห้อง
นึกขอบคุณในน้ำใจที่พวกเขาแบ่งปันเวลาจากคนรักมาให้
แต่หลายครั้งก็รู้สึกเกรงใจ ยิ่งในยามที่เห็นตัวเองเดินเข้าสู่โลกส่วนตัว
จมดิ่งไปกับอารมณ์เก่าๆ นั่งเงียบๆ ไม่คุยเรื่องสนุกสนานแบบที่เคยเป็น
ไม่มีใครมีความสุขกับการฟังเรื่องเศร้าซ้ำซากของผู้อื่น
แต่ลึกๆ นั้น ... ไม่มีใครอยากเห็นเราเศร้า
.........


.....
มองเข้าไปในดวงตาของคนตรงหน้า
รู้ไหมว่า
เขาแบกหามสิ่งใดมา
ภายใต้ดวงหน้าอย่างคนทั่วไป
มีรอยยิ้มแจ่มใสไม่แปลกแยกแตกต่าง
ดวงตากลับเล่าเรื่องราวของความเปลี่ยนแปร

มองเข้าไปในดวงตาของคนตรงหน้า
เธอไม่เคยต้องการคำว่าห่วงใย
แค่ไม่ดูแคลนในทุกข์ร้อนก็พอ

เปิดใจให้ใครเป็นเรื่องยาก
ยากจะหาคนตามทันถึงที่มา
รักษาคนจากโลกเก่า เชื้อเชิญให้เข้ามา
อ้อนวอนให้อยู่นาน อย่าด่วนจากลาไปอีกคน

มองเข้าไปในดวงตาของเขาและเธอตรงหน้า
คุณเห็นอะไรหรือยัง
.............


ค้นเจอกระดาษที่ติดอยู่ในกระเป๋าเสื้อจากหลายคืนก่อนหลายชิ้น
บางทีก็อยู่ในหนังสือที่ถือติดตัวไว้อ่านยามออกนอกบ้าน
ดีใจที่หลงเหลือถ้อยความมาถ่ายทอดฝากเพื่อนๆ
แต่ไม่อยากนึกว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไร
เพราะแรงดลใจก็คงอยู่รอบๆ ตัว
......

เที่ยงคืนถึงตีสอง ... เสียงเครื่องบินครองฟากฟ้า
ผมอยู่มาจนชินไม่นึกรำคาญเหมือนคืนแรกๆ
ห้วงยามที่เปิดประตูยินยอมให้ใครเข้ามาใกล้
หัวใจก็คึกคักคำรามไปกับความฉ่ำหวาน
เป็นเจ้าครองพื้นที่เหนืออารมณ์ทั้งปวง
แต่ความสุขสดใส
แม้จะมากมายเปี่ยมล้นเพียงใด
ก็ถูกเงื่อนไขบังคับให้จางหายไปในชั่วพริบตา
คล้ายกับเสียงเครื่องบินลำสุดท้ายของคืน
.............

งามวงศ์วาน
ตีสอง ๑๐ นาที
คืนวันอาทิตย์ที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๕
บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

หัวใจ ... ไม่ต้องเตรียม


คนจะเดินทางต้องเตรียมอะไรบ้าง ?
เป็นคำถามที่ตอบได้หลายอย่าง
แล้วแต่ว่าจะตอบเล่นหรือตอบจริง
.....
คนเดินทางก็คงต้องเตรียมข้าวของที่จำเป็นสำหรับในภารกิจ
แต่ผมเคยได้ยินว่า ฝรั่งบางคนถือหนังสือ Lonely Planet เล่มเดียว
แล้วจับเครื่องบินไปเนปาล ... ง่ายๆ สบายๆ อย่างนั้น
แต่ถึงที่สุดแล้ว ผมก็รู้ว่าเราไม่ต้องเตรียมอะไรเลย
แม้กระทั่งหัวใจก็ไม่ต้อง ... แค่ถึงเวลาไป ... ก็ไป
.......


มนุษย์พัฒนาเส้นทางคมนาคมเพื่อให้เดินทางติดต่อกันได้สะดวกสบาย
หลายปีก่อนโลกานุวัตรถึงกับโฆษณาว่า ... นักธุรกิจหนุ่มคนหนึ่ง
สามารถเปลี่ยนที่กินข้าวทั้งสามมื้อได้ทุกที่ทุกมุมในประเทศหรือในโลก
เหมือนว่าอุปสรรคของน้ำ ฟ้า และภูเขาได้ถูกทำลายลงไปอย่างสิ้นเชิง
แต่การเดินทางภายในภูมิประเทศของหัวใจลูกเท่ากำปั้นนั้นกลับยากยิ่งกว่านัก
.........
สามปีมานี้ ... ผมติดอยู่กับที่ด้วยเหตุผลต่างๆ จึงไม่เคยไปไหนไกลๆ
ผมนั่งพักอยู่ในมุมสงบ มีสุขบ้างทุกข์บ้างปะปน ไม่เดือดร้อนอะไรมาก
และเพราะ "ติดคน" นี่เอง สามปีที่ผ่านมาจึงเป็นการเดินทางของความคิด
มากกว่าจะเป็นการพาตัวเองไปในสถานที่ต่างๆ อย่างที่คนอื่นแนะนำ
.............
แต่เมื่อฝนทิ้งช่วง ละอองรักระเหย ไม่มีที่ให้ติด ไม่มีคนให้คอย
คำมั่นสัญญากับตัวเองครั้งเมื่อเขียนเรื่อง "รถไฟ" จึงย้อนกลับเข้ามา
แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับการที่ผมไม่อยากเห็นสภาพตัวเองเหมือนคืนวาน
การค้นหาพื้นที่ใหม่ๆ ตระเตรียมไว้เมื่อถึงวันพร้อมและหมดห่วง
จึงเป็นเสมือนของขวัญซึ่งแม้ผมจะยังไม่รู้ว่าในกล่องมีอะไรก็ตาม
ผมหวังให้น้ำและอากาศของถิ่นแปลกช่วยให้สายตาพินิจภายในให้ชัดเจน
เพราะแผนที่อันเก่าซึ่งสำรวจมาแล้วเนิ่นนานถึงเวลาต้องเขียนใหม่
ซึ่งผมก็กลัวเหลือเกินว่า ... ทะเลทรายผืนนั้นจะขยายพื้นที่
..................


มนุษย์คงไม่แตกต่างสิ่งมีชีวิตอื่นๆ บนโลก
ไม่ว่าจะเป็นพืชพันธุ์หรือส่ำสัตว์ตรงที่ต่างก็รู้จักรักตัวเอง
เราหาสิ่งที่ดีให้ตัวเอง เหมือนต้นไม้ยืดลำให้สูงเพื่อรับแสง
บางคนรักตัวเองมากจนขนาดทำร้ายผู้อื่นสิ่งอื่นได้ลงคอก็มี
แต่สิ่งที่ทำให้แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นอย่างมากเห็นจะเป็นตรงที่
ในด้านหนึ่งนั้น ... มนุษย์รู้จักทำลายตัวเอง
.......
การเดินทางเป็นการช่วยบันยะบันยังการทำลายตัวเอง
ซึ่งอาจจะลุกลามไปเป็นการทำลายผู้อื่นลงบ้างไม่มากก็น้อย
คงถึงเวลาที่จะต้องถางถากวัชพืชออกไปบ้างเพื่อให้ผืนดินน่าอยู่ขึ้น
ผมรู้ว่ามันคงใช้เวลานานเพราะไม่ได้จับจอบเสียมทุกวันแบบชาวไร่
แต่เป็นคนชอบหมักหมมเรื่องราวไว้คลุมดินจนเกินความจำเป็น
ถึงกระนั้นความหลังก็เป็นวัตถุดิบที่ดีสุดซึ่งผมไม่อาจปฏิเสธ
............


คนจะเดินทางต้องเตรียมอะไรบ้าง ?
ผมตั้งโจทย์ให้กับเขียนบันทึกเพื่อไม่ให้เว็บห่างจากการอัพเดท
จึงตั้งโจทย์แล้วคิดถึงคืนวานที่นั่งรับลมอยู่หลังห้องจนดึกดื่น
ดีที่ผมไม่ต้องห่วงเรื่องปลา หากเลี้ยงปลาคงต้องไปพึ่งพาคนอื่น
แม้บางครั้งผมอยากเลี้ยง เพราะอย่างน้อยปลามันก็คอยผมทุกวัน
......
นั่งมองดูรองเท้าคู่เดิมซึ่งดีกว่ารองเท้าใหม่ๆ อย่างแน่นอน
นักเดินทางที่ถูกรองเท้ากัดคงน่าสงสาร มันลุยกับผมมาเยอะ
ฉะนั้นแล้วเมื่อไปไหนก็ควรได้ไปด้วยกัน
เสื้อเก่าๆ ที่แขวนอยู่บนราวก็ไม่แตกต่าง
ผมจึงไม่มีอะไรต้องเตรียม ถึงเวลาไปก็ไป
ปากกาก็มีแล้ว .... เรื่องราวนั้นไปหาเอาข้างหน้า
..............

งามวงศ์วาน
ตีหนึ่ง ๑๕ นาที
คืนวันพฤหัสบดีที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๔๕
บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ชื่อ
อีเมล์
ความคิดเห็น

 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

หากต้องการนำข้อมูลไปใช้กรุณาติดต่อเว็บมาสเตอร์ก่อนนะครับ : )
© 2000 - 2001 Aphichet Piyasri All Rights Reserved.
www.thaidot.com