กรกฎาคม
......................................

ซาร่า ... ลดไข้ บรรเทาปวด


เมื่อเสียงพูดเจื้อยแจ้วกังวาลชัดเจนของเด็กชายตรงหน้าจบลง
ผมก็ก้าวเข้าไปหา กล่าวชมเขา และถอดไมโครโฟนตรงกระดุมเสื้อออก
จากนั้นนักพูดตัวน้อยก็เดินเข้าไปหาครอบครัว คนใหม่ก็เดินมาหาผมแทน
ผมทักทายเพื่อตรวจชื่อดูว่า เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่ชนะเลิศการบรรยายธรรม
ระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้นในเทศกาลวันวิสาขบูชาตามเอกสารที่
เจ้าหน้าที่มอบให้ผมหรือไม่ เพื่อความถูกต้องเมื่อนำเทปไปตัดต่อ
.......

ระหว่างที่นักศึกษาฝึกงานติดไมโครโฟนให้นักพูด
ผมก็ชวนเด็กคุยไปเรื่อยๆ ถามชื่อเล่น ถามโรงเรียนให้ใจเย็น
ผมขอให้เธอหยุดนิ่งตัวตรงก่อนพูดและเมื่อพูดจบประมาณ ๒ วินาที
ขอให้มองกล้อง สบตากับเลนส์ อย่าเหลือบมองกองเชียร์ด้านข้าง
และไม่ต้องกลัวพูดผิดเพราะสามารถอัดทับเทปเก่าได้ตลอดเวลา
เมื่อทุกอย่างพร้อมพี่เลี้ยงนักมวยอย่างผมก็ถอยออกมายืนห่างๆ
และเมื่อบันทึกเทปเด็กผ่านไปหลายคน ผมก็ไม่ได้สนใจฟังเนื้อหาอีกแล้ว
เพราะได้โอกาสหันมองไปรอบๆ ห้องให้ชัดเจนขึ้น ในความเงียบของห้อง
มีเพียงเสียงพูดของเด็กน้อย แล้วเสียงในตัวของผมก็เริ่มเปล่งชัดขึ้นมา
...........


ส่วนลึกแล้วผมเองก็ไม่ค่อบชอบการประกวดประชันเท่าไรนัก
ยิ่งการร้องเพลงหรือพูดแล้วต้องทำเสียงไม่เป็นธรรมชาตินี่ผมไม่ชอบเลย
เมื่อลองวิเคราะห์หัวข้อธรรมะที่เด็กนำมาพูดแข่งกันแล้วเปรียบเทียบระหว่าง
คนได้ที่หนึ่งกับลำดับอื่นๆ ก็พอจะเดาออกว่า ความหนักเบาของประเด็นเนื้อหา
มีส่วนเกื้อให้เขาได้ขึ้นมายืนสูงสุด ทั้งๆ ที่ความสามารถด้านการพูดนั้นไม่ต่างกันนัก
ผมจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าถ้อยคำที่ออกจากปากเด็กวัยประมาณสิบปีนี้มาจากไหน
ซึ่งผมก็ถามจนรู้ว่ามันก็มาจากพระสงฆ์หรือครูที่พามาเป็นผู้เขียนให้นั่นเอง

หากการประกวดร้องเพลง โดยให้เด็กเดียงสาทำสุ้มเสียงลีลาแบบ
นันทิดา แก้วบัวสายเป็นการบิดเบือนและพรากวัยเยาว์ให้ไปก่อนวันอันสมควรแล้ว
การให้เด็กมาสาธยายธรรมะอย่างผู้รู้ซึ้งเจนจบต่อชีวิตก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก
ชะตากรรมของเด็กไทยยังอยู่ในฐานะของดินน้ำมัน
สุดแต่ว่าผู้ใหญ่จะปั้นให้เป็นรูปอะไรก็เท่านั้น
.....
พุทธศาสนานาสอนให้คนปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
เพื่อให้คนเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น มองเห็นความจริง แต่กระบวนการพัฒนาคนรุ่นใหม่
กลับจองจำหรือสกัดดาวรุ่งไว้ที่ขั้นตอนของ "สมาธิ" เท่านั้น
พูดให้เห็นชัดขึ้นก็คือหากฝึกเด็กสักคนให้พูดจาได้ฉะฉาน ไม่ตื่นเวที
แล้วหาซอฟต์แวร์ดีๆ โหลดเข้าไปในสมอง ก็รับประกันได้แล้วว่าอย่างน้อย
คุณก็จะได้แล้วล่ะหนึ่งรางวัล แต่เด็กก็จะมีความสามารถแค่เพียงการจดจำเท่านั้น
คิดๆ ดูแล้วมันก็ไม่แตกต่างจากกระบวนการสร้างนักร้องวัยรุ่นบ้านเรานัก
หรือว่ามันเป็นการคิดพื้นฐานของคนประเทศนี้ไปเสียแล้วนะ ... ผมถามตัวเอง
แล้วปรัชญาสูงสุดที่จะให้คนในชาติคิดเองทำเองเป็นนั้นเล่าอยู่ไหน ?
...........


หากผมมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมนี้ หากผมมีส่วนได้ร่วมคิด
แทนการเป็นกรรมกรแบกกล้อง (ซึ่งจ้างใครก็ได้มาบอกเด็กให้มองกล้อง)
ผมจะกำหนดหัวข้อให้เด็กๆ พูดถึงชีวิตประจำวันของพวกเขา
ในเรื่องอะไรก็ได้ที่ไปพบเจอมา พวกเขามีมุมมองต่อเรื่องๆ นั้นอย่างไร
คนที่พวกเขาคุยด้วยทำให้พวกเขาคิดถึงอะไร และมีท่าทีอย่างไรตอบ
ชอบหรือไม่ชอบอย่างไร พวกเขามีวิธีการรับมือและแก้ปัญหาต่อเรื่องนั้นอย่างไร
ไม่ต้องมานั่งไล่ศีล ๕ หรือโลกธรรม ๘ ให้ผมฟังเพราะมันมีในหนังสืออยู่แล้ว
........

แต่วิธีนี้กรรมการจะเหนื่อย เพราะจะต้องวิเคราะห์เรื่องราวและมุมมองของเด็ก
แล้วเชื่อมโยงหลักธรรมทั้งหลายทั้งปวงเพื่อให้เกิดเป็นทฤษฏีอย่างมีระบบ
งานนี้เราจะได้เห็นระดับความชัดลึกของความคิดในเด็กวัยต่างๆ
เด็กจะได้ฝึกการคิดอย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การหาแรงจูงใจ
การนำเข้า การย่อย การวิเคราะห์ การเรียบเรียงข้อมูล ศิลปะในการนำเสนอ
จนนำไปสู่การนำข้อมูลนั้นออกมาแสดงในรูปแบบต่างๆ
(ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องจบลงที่เวทีแห่งนี้เท่านั้น)

ที่สำคัญพวกเขาจะได้พูดถึงสิ่งที่อยู่ในโลก ในวัยจริงๆ ของตัวเอง
เราจะได้รู้จักเด็กจริงๆ ไม่ใช่สักแต่ว่ารักเด็กหรือส่งเสริมเพียงอย่างเดียว
และการแข่งขันนั้นอาจจะนำไปสู่การเปรียบเทียบระหว่างโรงเรียนว่า
โรงเรียนมีพื้นฐานที่เอื้อให้เด็กได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์มากกว่ากัน
ผู้ใหญ่จะได้แลกเปลี่ยนทัศนะกันด้วย ไม่ใช่ว่าจบงานก็แยกย้าย
....................


ถึงที่สุดแล้วผมก็ดักเสียงในตัวเองไว้ไม่ให้เล็ดลอดออกไป
เพราะถึงพูดไปก็ไม่มีใครในที่นั้นจะมาเข้าใจหรืออยากเหนื่อย
มันก็เป็นแค่ความฝันหรือความบ้าของผมคนเดียวในที่แห่งนั้น
"เก็บมาเขียนดีกว่าอย่างน้อยก็ยังมีสี่ซ้าห้าคนมาอ่าน" ผมบอกตัวเอง
.........

ไม่ใช่ว่า "โลกขวาง" ผมทุกเรื่องเพื่อไม่ให้คนอย่างผมมีความสุขหรอกนะครับ
(ไม่ชอบคำว่า "ขวางโลก" เพราะเป็นนิยามที่พวกหัวเก่าให้มาโดยที่ไม่ได้ขอ)
ผมเห็นเด็กพวกนี้แล้วก็มีความสุข เห็นรอยยิ้มของพ่อแม่ผู้ปกครองก็ดีใจด้วย
เพราะหากผมมีลูก ผมอาจจะไม่สนใจเรื่องระบบระแบบในโลกนี้ทั้งสิ้น
แค่ได้เห็นคนที่ผมรักทุกคน ได้แสดงออก ได้ทำ ในสิ่งที่พวกเขาทำได้ดี
มันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้สงครามในชีวิตผู้ชายคนหนึ่งสงบลง
และในบรรดาเด็กหลายคนมีอยู่คนหนึ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษ
แรกสุดเห็นจะเป็นเพราะหน้าตาแบบฝรั่ง ตัวผอมๆ ผมสีทอง
ต่อมาเห็นจะเป็นชื่อที่ปักอยู่บนเสื้อนักเรียน ... คิดได้ไงชื่อนี้
.......

"ซาร่า" คือ เด็กผู้หญิงชั้นประถม ๔ ที่ผมพูดถึง
เธอนั่งกินอมยิ้มอย่างสบายใจหลังจากที่ประกาศผลออกมาแล้ว
เธอได้อันดับท้ายๆ และเธอก็ไม่แคร์เรื่องฟันผุหรือเรื่องรางวัลที่ใครๆ อยากได้
แม้แต่การนั่งเก้าอี้ที่มีคราบน้ำติดอยู่ ... "ไม่ผุ ไม่เปียก" ซาร่าตอบอย่างมั่น

"อยู่เมืองอะไรในเยอรมัน ?" ผมเริ่มสัมภาษณ์ลูกครึ่ง ไทย (จีน) - เยอรมัน
เพราะดูจากนามสกุลของพ่อที่มาจากแซ่ และของแม่ที่เป็นชาวเยอรมนี
"นึกก่อน" ซาร่าพูด แล้วผมก็เริ่มไล่เมืองตามทีมฟุตบอลในบุนเดสลีกา
แต่ ๔ - ๕ เมืองก็ไม่ตรงกับบ้านเกิดของแม่เธอเลย
"อยู่เมืองโอรีโอ้ รัฐเคนตั้กกี้หรือเปล่านี่ ?" ผมชักหมดอารมณ์
"ไม่ช่ายๆ" ซาร่ายิ้ม ... แฟรงเฟิร์ตหรือเปล่า ? เธอเซย์ ... เยส
(แฟรงเฟิร์ตมันตกไปอยู่ลีกาสองครับท่านผู้ชม หึหึ)
................


คืนก่อนผมตัดต่อรายการถึงห้าทุ่ม แล้วต้องตื่นเช้าอย่างไม่มีเหตุผล
อาการไข้ที่รุมเร้ามาจากวันก่อนจะทำให้ผมอารมณ์เสีย
ฤทธิ์ยาลดไข้ บรรเทาปวดทำให้ผมอยากกลับบ้านเร็วๆ
แต่ต้องมาได้ยินการถกเถียงเรื่อง พ.ร.บ.สงฆ์ ฉบับใหม่ในห้องประชุมอีกห้อง
ที่สะท้อนการมุ่งเข้าหาอำนาจในยุทธจักรดงขมิ้นของพระสงฆ์องค์เจ้า
รวมไปถึงการจับเด็กมาปั้นแต่งด้วยรูปแบบเดิมๆ ไม่มีการสร้างสรรค์ใหม่
ผนวกเข้ากับอารมณ์เก่าๆ ที่ติดตัวผมไปทุกที่ ผมจึงรู้สึกท้อแท้สิ้นดี
.........

ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองแบกอะไร ไม่ได้มองว่ากลุ้มอยู่คนเดียว
โดยที่ไม่มีคนอื่นตระหนักสนใจ ... ผมรู้ว่ามีคนคิดและทำอยู่
แต่ก็เป็นคนไกล เป็นคนมีชื่อเสียงไปแล้วทั้งนั้น แต่คนใกล้ตัว
ผมกลับไม่เจอ ไม่มีคนมองโลกแบบเรา หรือมีแต่เรายังไม่ได้พบกัน
สิ่งที่ผมพบก็คือความเงียบเหงา ความอ้างว้างทางปัญญา
เหมือนกับครั้งที่เรียนร่วมห้องกับคนที่อยากได้กระดาษแผ่นเดียว

คนส่วนใหญ่ของมีชีวิตไปวันๆ ขอทำอะไรไปจบๆ ท่องจนเป็นคาถา
ไม่มีใครฝันถึงความสมบูรณ์แบบเพราะนิยามเชิงลบมันค้ำหัวอยู่
ผมไม่อยากให้เป็นคนอย่างนั้น และไม่อยากฝันถึงสังคมอย่างนั้นด้วย
ฟ้าครึ้มเมฆฝนปลกคลุมไปทั่วพุทธมณฑลและทั่วทั้งหัวใจของคน
เมื่อไหร่ชีวิตจะไม่ต้องขึ้นอยู่กับผู้อื่นเสียทุกด้านอย่างทุกวันนี้ ?
.........


"ซาร่าเทปพี่เหลือ พี่ว่าจะเอาที่โหล่ออกโทรทัศน์บ้างคงจะดี .. สนใจมั้ย ?"
ซาร่ายิ้มกว้างพร้อมกับส่ายหัว ไม่เก่งเหมือนที่โม้ว่ากล้าพูดออกทีวี
"แล้วพี่ล่ะ พูดเป็นหรือเปล่า ?" ... (มีย้อนๆ)
.....
นั่นสินะ ผมพูดเป็นหรือเปล่า ? ... ไม่ต้องพูดบนเวทีก็ได้
นานแล้วเหมือนกันที่ผมไม่ได้นั่งลงบนโต๊ะแล้วเอากระดาษรองถาด
มาวาดรูปอะไรลงไป จากนั้นก็เล่านิทานให้คนที่นั่งตรงข้ามฟัง
"คุณรู้มั้ย ฝรั่งเขาชอบ story คุยกับฝรั่งต้องมีเรื่องไปเล่าให้เขาฟัง
จะโม้จะขายฝันหรืออะไรก็ตามแต่นะ แต่ว่ากันว่าฝรั่งชอบฟัง
ผมไม่เคยไปคุยกับฝรั่งหรอกนะ แต่ยกมาเพื่อหาเหตุอ้างเท่านั้น
วันนี้ผมจะเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟัง ... มีผู้หญิงคนหนึ่ง ... "
.............
"จีบรุ่นนี้แล้วหรือพี่ ?" นักศึกษาฝึกงานแซวมา
ผมอยากจะตอบเหลือเกินว่า .. "ไม่ พี่ชอบแก่ๆ"
แต่ก็หัวเราะแทน ไม่ได้เก็บไว้ในลำคอแบบเมื่อเริ่มงาน
ผมไม่พูดอะไรเพราะ ... บ่ายนี้มันก็ไม่เลวนัก
โลกยังไม่ได้กันดารเกินกว่าจะหยิบยื่นแง่ที่ชวนมองมาให้
ราวกับจะล่อให้ผมอยากมีชีวิตอยู่ต่อเมื่อได้เห็นเรื่องที่จะหยิบมาเขียน
............

ซาร่าและเพื่อนๆ กลับไปก่อนที่งานของผมจะเสร็จ
เพราะรุ่นพี่ที่ได้รางวัลบันทึกเทปเสร็จเรียบร้อยแล้วนั่นเอง
เด็กหญิงยกมือขึ้นบ๊ายบาย เธอคงดีใจที่จะได้กลับบ้านเสียที
"ไหน .. ให้พี่อ่านชื่ออีกทีซิ" ผมเรียกให้ซาร่าหยุดยืนสัก ๒ วินาที
แล้วมองชื่อภาษาไทยแสนเก๋และเข้ากับเสียงของชื่อฝรั่ง
แม่เธอคงเป็นคนคิดชื่อนี้ เพราะชาวต่างชาติหลายคน
ชอบอาคารไทยที่เปิดโล่งเย็นสบาย ... ซาร่ามีชื่อจริงว่า
"เด็กหญิงศาลา ...."
..............

ซอยยิ้มประกอบ
ตีสาม ๑๑ นาที
คืนวันเสาร์ที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๕
บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

Foolstop กับการแสวงหารถไฟเหาะตีลังกาที่สูงที่สุดของผู้หญิงคนหนึ่ง


เขาใช้สายตาของคนข่าวสังเกตการณ์การชีวิตผู้คน
แล้วถ่ายทอดออกมาในทางของตน โดยไม่พยายามตัดสินหรือหาข้อสรุปใดๆ
ในบทความแต่ละตอน นอกเสียจากความปรารถนาดีต่อเพื่อนที่เขาพูดถึง
คงเหมือนกับคำคมที่ผมเคยฟังมาว่า "งูยังไม่ตายอย่าเพิ่งรีบวัดขนาด"

รวมบทความของ "ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา" บรรณาธิการนิตยสาร OPEN
ในหนังสือที่ชื่อ Foolstop ทำให้เวลาตีหนึ่ง ๔๑ นาทีของคืนวันอาทิตย์
ปลายเดือนกรกฎาคมของผมมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันทีที่เปิดอ่าน

หน้าปก Foolstop นั้นเขียนไว้ว่า
"การเดินทางแสวงหาตัวตนของคนหนุ่มสาวหลากหลายเชื้อชาติในโลกสมัยใหม่"
ภิญโญพูดถึงการเริ่มต้น การค้นหา โอกาส คำถาม คำตอบ ความสับสน ความเหงา
ความรัก ศรัทธา บาดแผล ความฝัน และการคลี่คลายในโลกที่เคว้งคว้าง
ของคนหนุ่มสาวที่เขามีโอกาสได้พบปะ อยู่ร่วม และเดินทาง
........


เธอจะใช้สายตาน้อยลงหรือเปล่าผมก็ไม่แน่ใจนัก
อย่างน้อยการที่ไม่ต้องรักษาช่องปากและฟันของคนไข้
เธอก็คงไม่ต้องเพ่งหรือจดจ่ออยู่กับวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเวลานานๆ
ตอนที่คุยกับเธอครั้งแรกนั้นเป็นเพราะ "เวลา" และ "อากาศ" แท้ๆ
ดึกๆ ของเมืองไทยเป็นเวลาที่ผมนอนไม่หลับตรงข้ามกับกลางวันในเท็กซัส
ที่หิมะปลกคลุมไปทั่วทำให้นักท่องเที่ยวคนหนึ่งต้องติดอยู่กับห้อง
เราจึงได้ทำความรู้จักกันมากกว่าการตอบผ่านกระทู้ในห้องสมุด pantip.com
นั่นก็ประมาณ ๓ ปีแล้วที่ผมรู้จักเธอ ... เพื่อนที่ได้จากการเขียนหนังสือ

เมื่อเธอกลับบ้านที่เปรียบเสมือนกับเมืองหลวงของภาคใต้
เพื่อมาทำงานตามปกติเราจึงได้พูดคุยกันบ่อยขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว
ก็ไม่พ้นเรื่องหนังสือ นิตยสาร การทำโฮมเพจ และแฮรี่ พอตเตอร์
แล้วเธอก็หายไปซึ่งก็เป็นเวลาหลายเดือนพอที่จะทำให้ชีวิตคนเปลี่ยนแปลงได้
เธอลาออกจากราชการ คงเบื่อที่จะเป็นหมอฟันเต็มที
เธอแต่งงานและตามคนรักไปใช้ชีวิตอยู่ที่ดัลลัส
........

ผมออกจะใจร้อนสักหน่อยที่รีบเขียนถึงเธอ เพราะยังไม่สามารถตะล่อม
ให้เธอเล่าเรื่องโรแมนติคของทันตแพทย์สาวที่ชอบเขียนกลอน
จนเป็นจุดเริ่มให้หนุ่มไอทีตกหลุมรักได้ (ป่านนี้พี่เขาคงรู้แล้วล่ะว่า .... มีจริง : )
คงเพราะหนังสือ Foolstop ที่ทำให้ผมอยากเขียนถึงผู้หญิงคนหนึ่ง
ที่ให้โอกาสตัวเอง ... เธอให้โอกาสตัวเองได้เลือกทำในสิ่งที่หลากหลาย
โดยไม่แยแสต่อมาตรฐานสังคมที่ยกย่องในแค่อาชีพและหน้าตาทางสังคม
เธอได้อยู่กับคนรัก ได้เดินทาง ได้มีความฝันที่จะเขียนหรือแปลหนังสือ
แน่นอน ...รวมไปถึงการปลูกผักสวนครัวอย่างถั่วฝักยาวริมระเบียงห้อง
แม้เธอจะเคยพูดติดตลกเอาไว้ว่า
"ทำไมล่ะ ทำงานเอกสารที่นี่เงินยังดีกว่าเป็นหมอฟันที่เมืองไทย"
ผมรู้ดีว่า ... มันไม่ใช่เรื่องเงินแต่เป็นเรื่องของวิถี
..........

"ชอบเล่นรถไฟเกาะตีลังกามั้ย" เธอถามผมเมื่อไม่กี่วันก่อน
"เล่นได้ ไม่กลัว" ผมตอบ
"หากกลัวนะ เรามีวิธีจะบอก ...."

เธออธิบายวิธีการเล่นเครื่องเล่นชนิดนี้ให้มีความสุขกับสามี
เธอสอนเขาถึงวิธีนั่ง การผ่อนคลายตัวเอง การร้องดังๆ เพื่อปลดปล่อยสิ่งต่างๆ ออกมา
จนเดี่ยวนี้เขาก็เริ่มชอบ เธอลองไปเล่นมาหลายที่แล้ว และตั้งใจว่า
สวนสนุกที่ไหนในเท็กซัสที่มีให้เล่น ที่ไหนที่สูงที่สุดเสียวที่สุด
"จะไปลองให้หมด" เธอพูด ผมหัวเราะกับอีกด้านของเพื่อน
.............


"แต่งงานไปซะแล้ว ว้า ... ใจหายวูบเลย ..: P"
เสือตัวหนึ่งแซวคนที่ไม่เคยพบหน้า ไม่เคยได้ยินเสียง
แต่เธอกลับเป็นคนที่รู้จักและเข้าใจชีวิตในช่วงหลังๆ ของผมมากที่สุดคนหนึ่ง
การพบเพื่อนเก่าอีกครั้งผมจึงรู้สึกดีใจ ถึงกระนั้นเวลาและบทบาทที่แปรเปลี่ยน
แม้จะทำให้ผมเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แต่เมื่อนึกถึงบาดแผลที่เหมือนกับตะกอนในอ่าง
ซึ่งคอยย้ำเตือนผมเสมอว่า มันพร้อมจะลอยขึ้นมาให้น้ำขุ่นได้ทุกเวลา
บางครั้งผมก็ไม่อาจและไม่กล้าพูดคุยกับเพื่อนเก่าคนใดมากนัก

"อยากเห็นชีพคนเดิม"
อีกครั้งที่เธอพูดเมื่อชีวิตผมหักเหในครั้งล่าสุด
ผมยิ้มไม่ได้พูดอะไร แม้มีคำตอบที่คิดจะพิมพ์ไว้แล้ว เช่นว่า
"หากรวมคนเล่นสลาฟออนไลน์ได้เมื่อไหร่ก็คงเป็นเดิมเมื่อนั้น"
แน่ล่ะ ... ผมก็อยากเห็นคนร่าเริงสนุกสนานคนนั้น
ท่ามกลางคนมากมาย เธอเป็นหนึ่งในคนจำนวนน้อยที่ผมหลงเลืออยู่
กลางวันแสกๆ ในอีกซีกโลก เธอเขียนสิ่งนี้ให้แล้วไล่ผมไปนอน
............

คนโดดเดี่ยว ดึกดื่น คืนดื่มด่ำ
จะเดียวดาย ตรากตรำ อีกนานไหม
ใจเด็ดเดี่ยว ไม่เหลียวหลัง หนทางใด
จะดึกดื่น คืนไหน ไม่คณา

จะฝ่าฟัน ขวากหนาม ทางความคิด
จะตามติด ความฝัน ที่โหยหา
จะหยัดยืน ขวางโลก โชคชะตา
จะแกร่งกล้า ตามกาล ที่ผ่านไป
.............

งามวงศ์วาน
ตีสอง ๕๘ นาที
คืนวันอาทิตย์ที่ ๒๑ กรกฎาคม ๑๕
บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

Love Letter : "สวัสดี ... คุณเป็นยังไงบ้าง ..."


หลังจากงานรำลึกครบรอบ ๒ ปีแห่งการจากไปของคู่หมั้น
ที่เสียชีวิตจากการปีนเขา ฮิโรโกะ วาตานาเบะ (มิโฮ นากายาม่า)
ได้พูดคุยกับแม่ของอดีตคนรัก และเธอได้พบบางอย่างที่อาจช่วยให้ตัวเอง
ได้ผ่อนคลายจากความทรงจำบ้าง เธอได้เห็นหนังสือรุ่นสมัยมัธยมต้นของเขา
และเพิ่งรู้ว่าเขามาจากเมืองโอทารุ ฮิโรโกะแอบจดที่อยู่นั้นไว้ที่ข้อมือ
เพราะคิดจะเขียนจดหมายแล้วส่งไปยังที่อยู่เก่า ซึ่งปัจจุบันบ้านหลังนั้น
ถูกถนนหลวงตัดผ่านไปนานแล้ว เธอแค่อยากคุยกับคนที่จากไป
เธอบอกว่า มันเหมือนกับจดหมายที่ส่งไปถึงสวรรค์
"สวัสดีฟูจิอิ อิซูกิ คุณเป็นยังไงบ้าง ...."
แล้วเหตุการณ์ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น เมื่อฮิโรโกะได้รับจดหมายตอบ

Love Letter (1995) เป็นผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของ "ชุนจิ อิไว"
เขาได้สร้างเงื่อนไขที่น่าสนใจขึ้นมา ก่อนที่จะนำพาผู้ชมไปพบกับเรื่องราว
ว่าด้วยการรำลึกถึงความทรงจำ การปัดฝุ่นเหตุการณ์ในอดีตที่สวยงามขึ้นมา
............

Miho Nakayama in Love Letter

ฮิโรโกะได้รับจดหมายจากอิซูกิจริง แต่เป็นอิซูกิที่เป็นผู้หญิง
และเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยมต้นกับอิซูกิที่เป็นผู้ชาย
ซึ่งบังเอิญมีชื่อและนามสกุลเหมือนกัน ... หญิงสาวสองคนจึงได้รู้จักกัน
ฮิโรโกะขอให้อิซูกิเล่าเรื่องสมัยนั้นให้เธอฟัง เธออยากรู้อีกด้านของคนรักที่จากไป
อยากรู้ว่าใครเป็นรักแรกของเขา ทั้งหมดนั้นก็เพียงเพราะว่าเธอยังรักเขาอยู่นั่นเอง

แม้จะมีเงื่อนไขแสนมหัศจรรย์ในตอนเริ่มแต่ชุนจิ อิไวก็ทำหนังได้แสนจะสมจริง
หนังมีส่วนของวรรณกรรมญี่ปุ่นที่มักจะบอกเล่าถึงการต่อสู้ภายในจิตวิญญาณที่ครุกรุ่น
ภายใต้อารมณ์ที่ถูกซ่อนไว้มิดชิด ท่ามกลางความหนาวเย็นของหิมะสีขาวที่ปกคลุมทั้งเรื่อง
แต่เขาแทรกมุขตลกๆ น่ารักๆ หลายอย่างไว้ในหนัง โดยเฉพาะเรื่องราวสมัยเป็นนักเรียน
รวมไปถึงบุคลิกของตัวละครสมทบต่างๆ ที่ล้วนแต่ความจำดีทั้งสิ้น หรือมองอีกแง่ทุกคน
ก็ล้วนตกอยู่ในหุบเขาเดียวกัน (ยกเว้นนายหน้าขายบ้านที่ไม่อยากจำอะไรนอกจากขายของ)
และอารมณ์หึงหวงของฮิโรโกะซึ่งดูเป็นเหตุเป็นผล ช่างเขียนบทได้เข้าใจธรรมชาติผู้หญิง
ทำให้หนังไม่ดูเศร้าหดหู่จนเกินไป เมื่อนำมารวมกับภาพของอิซูกิชายที่บ่งบอกนิสัยใจคอว่า
เขาเป็นคนมุ่งมั่นและโรแมนติคแบบเงียบๆ ก็ทำให้ผู้ชมเข้าใจถึงความทุกข์
ความเดียวดายตลอด ๒ ปีของฮิโรโกะได้เป็นอย่างดี

การแบ่งปันความทรงจำผ่านทางจดหมาย
ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งฝ่าฝันฝันร้ายเพื่อที่จะมีชีวิตใหม่ได้สำเร็จ
และการทบทวนความทรงจำของผู้หญิงอีกคนก็ไม่ได้สูญเปล่า
เมื่อเธอได้รู้ว่าผู้ชายในวันวานคนนั้น ... รักเธอ
................


อยากแบ่งปันความทรงจำกับใครสักคนไหม ?
ผมถามเล่นๆ เผื่อคนอ่านจะนำไปใช้จริงๆ กับคนใกล้ตัว
.....

คนเรานั้นมีมิติแห่งกาลเวลาบังคับอยู่ เราอาจจะเคยทำงานอยู่ใกล้ๆ กัน
เคยขึ้นรถลงเรือที่เดียวกัน นั่งกินข้าวที่ร้านเดียวกันโต๊ะเดียวกัน
แต่เป็นไปได้ว่า เราอาจจะไม่เคยได้คุยกันเลยสักครั้ง
ไม่เคยแม้แต่ไม่สบตา จดจำอะไรอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้เลยทั้งสิ้น
แต่เมื่อมาถึงวันที่มิติเวลาของเราคาบเกี่ยว เราจึงได้เห็นใบหน้าของคนที่เดินสวนทาง
เราอาจจะมีคำถามที่ว่า ทำไมต้องรอถึงวันนี้ ? เหตุใดเราถึงปล่อยเวลาให้เนิ่นนาน ?
แน่ละ ... เราต่างก็ไม่รู้ว่ามิติที่คาบเกี่ยวจะแยกจากกันและพรากเราทั้งคู่ไปเมื่อไหร่

และแน่นอนว่า แม้เราจะยังทำงานอยู่ใกล้ๆ กัน ยังขึ้นรถลงเรือที่เดียวกัน
นั่งกินข้าวที่ร้านเดียวกันโต๊ะเดียวกัน แต่เราก็จะไม่พบเจอกันอีกเลย
ว่ากันว่า ... เวลาผ่านคนเปลี่ยน ดังนั้นคนที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง
ยอมแพ้ต่อกาลเวลาย่อมรู้สึกว่าวันคืนดำเนินไปช้ากว่าที่ควรจะเป็น
และไม่มีอะไรจะเศร้าไปกว่า การจินตนาการหรือฝันไปว่าเรากำลังข้ามถนน
ฝั่งตรงข้ามเป็นคนซึ่งเวลาเคยนำพาเรามาคาบเกี่ยวก่อเกิดความทรงจำ
เราอยากก้าวข้ามไปหา อยากสบตาทักทายแต่มิอาจทำได้อย่างใจต้องการ
เพราะสำนึกว่าเวลาผ่านคนเปลี่ยน และคงมีบางด้านที่คนฝั่งตรงข้ามได้เปลี่ยนแปลง

เราอยากรู้ในแง่มุมที่ขาดหายไป อยากรู้ว่าเขาเป็นเหมือนคนที่เราเคยใกล้หรือเปล่า
ยังเก็บตัว ยังยิ้มง่าย ยังชอบดอกไม้ และยังชอบกินน้ำมะนาวหรือเปล่า
ที่สำคัญเราอยากรู้ว่ามีสักห้วงคำนึงหรือไม่ที่เขาเคยคิดถึงเรา
แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะให้คนที่ตายแล้วมาเล่าว่าเขาไปเจออะไรมาบ้าง
แม้แต่จะหาคนกลางที่รู้จริงอย่างอิซูกิก็ยากๆ พอๆ กัน
และจะว่าไปแล้วเราเองเคยรู้จักใครจริงๆ สักเท่าไหร่เชียว
เรารู้จักคนมากมายแค่เพียงผิวเผิน แม้แต่คนที่สนิทพอจะชวนไปเล่นเกมเศรษฐีได้
เราอาจจะไม่รู้จักในส่วนลึกที่เขาคิดฝัน ไม่เคยและไม่อยากเข้าถึงด้านที่เจ็บปวดของคนอื่น
นั่นเองที่ทำให้เราเลือกที่จะสูดลมเข้าปอดแรงๆ แล้วหันหลังกลับไปทางเดิม
..............


การออกนอกบ้านน้อยลงเริ่มส่งผลกับผมบ้างแล้ว
ผมหมายถึงวัตถุดิบที่จะเขียนเริ่มฝืดเคืองอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากจะเล่าถึงสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในห้องในฟังแทนไปพลางๆ
เมื่อสมองโล่งกว่านี้ผมอยากจะเขียนนิยายสั้นสักเรื่อง แต่ผมยังคิดอะไร
ไม่ได้ไกลเกินกว่าประโยคแรกที่แวบเข้ามาในดึกคืนหนึ่งเหมือนที่เคยคิด
เรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่อยากเป็นแอร์โฮสเตสและผู้ชายอยากจะทำหนังสือ

ค่ำคืนดึกดื่นไร้ฝนแต่ก็ไร้ดาวเช่นนี้ เมื่อล้าจากเรื่องราวอื่นหากไม่อ่านหนังสือ
ไม่ดูหนังรอบดึกเรื่องเก่าๆ ที่ชอบซ้ำไปซ้ำมา ผมก็มักจะแบ่งปันความทรงจำ
กับคนๆ หนึ่งที่สนิทกับผมเหลือเกินด้วยการเปิดไฟล์ของเขาขึ้นมาสักเรื่อง
อ่านเล่นบ้าง รีไรต์ไว้บ้าง บางทีมันก็ทำให้ผมได้รู้อีกด้านที่ขาดหายไป
บางด้านที่เคยเป็น บางด้านที่ยังเป็นอยู่ไม่ว่าจะผ่านไปนานสักเท่าไร

แต่คืนนี้ผมว่าจะค้นหาเพลงของ "ไซโกะ มาสซูดะ"
ผมไม่รู้ว่าชื่อเพลงอะไร สะกดชื่อคนร้องยังไม่ถูกเลย
แต่หากหาเนื้อร้องได้คงจะต้องหาแปลให้ฟังวุ่นวายอีกนั่นแหล่ะ
เพลงนี้ปรากฏอยู่ใน Love Letter เพียงแค่ท่อนเดียวแต่ทว่าเศร้าเหลือเกิน
ตัวละครในหนังเล่าว่า "ฟูจิอิ อิซูกิ" ร้องเพลงนี้ขณะที่อยู่ในหุบเขาที่ตกลงไป
ไม่มีใครมองเห็นร่าง ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา
"ความรักฉันจากไปกับสายลมจากทิศใต้"
............

งามวงศ์วาน
ตีสี่ ๕๖ นาที
คืนวันศุกร์ที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๔๕
บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ชื่อ
อีเมล์
ความคิดเห็น

 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

หากต้องการนำข้อมูลไปใช้กรุณาติดต่อเว็บมาสเตอร์ก่อนนะครับ : )
© 2000 - 2001 Aphichet Piyasri All Rights Reserved.
www.thaidot.com