มกราคม
......................................
หลุม
๑
"หากเพียงแต่ หากเพียงแค่ นกหัวขวานทอดถอนใจ
เปลือกของต้นไม้จะนิ่มกว่านี้
ชั่วขณะที่หมาป่าเฝ้ารอคอยอยู่เบื้องล่าง อย่างหิวโหยและเปลี่ยวเหงา
มันหอนโหยหวนสู่-ด-ว-ง-จั-น-ท-ร์-
หากเพียงแต่ หากเพียงแค่"
........
ผมรู้สึกรักหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาทันทีที่อ่านพบเพลงประจำตระกูลของสแตนเลย์ เยลแนตส์
เด็กชายซึ่งชื่อว่าตนเองสืบทอดโชคร้ายของครอบครัว อันเนื่องมาจากที่เทียดของเขาไปขโมยหมู
ของตระกูลซีโรนีแล้วถูกสาปแช่งให้คนรุ่นหลังพบแต่เคราะห์ร้าย จนมาถึงเขาซึ่งเป็นรุ่นล่าสุด
ก็ถูกทางการเข้าใจผิดหาว่าขโมยรองเท้าของนักเบสบอลชื่อดังจนต้องถูกส่งเข้าค่ายกักกันเยาวชน
ที่ตั้งอยู่บนทะเลทรายอันร้อนระอุนามว่า "กรีนเลค" โดยทุกๆ เช้าก่อนตะวันขึ้น เขาต้องใช้พลั่ว
ขุดลงไปในดินแห้งแข็งให้ได้กว้าง ๕ ฟุต ลึก ๕ ฟุต ถึงจะเลิกได้ สแตนเลย์และพวก
ต้องขุดไปเรื่อยๆ เพราะผู้ใหญ่เชื่อว่านี่คือการปรับปรุงพฤติกรรมของเยาวชน
และทุกครั้งที่สแตนเลย์รู้สึกเหงา เขาจะคิดถึงเพลงประจำตระกูลเพลงนี้
ผมอ่าน "หลุม" (Hole 1998) อันเป็นผลงานชิ้นเยี่ยมของนักเขียนอเมริกันนามหลุยส์ ซาชาร์
ด้วยความเพลิดเพลินในช่วงเปลี่ยนผ่านปี เพราะการเล่าเรื่องในแบบเหนือจริงตัดสลับ
ระหว่างคนรุ่นแรกซึ่งก็คือพ่อของปู่หรือเทียด, ประวัติของค่ายกรีนเลคซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็น
ทะเลสาบที่อุดมสมบูรณ์ มาจนถึงการเรียนรู้เพื่อที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งของสแตนเลย์
หลุย ซาชาร์ได้แฝงข้อคิดและการวิพากษ์สังคมผ่านวรรณกรรมเยาวชนเรื่องนี้ไว้หลายแง่
ตั้งแต่เรื่องของความพากเพียร การไม่เชื่อในสิ่งงมงายไร้สาระ มิตรภาพระหว่างเพื่อน
การมองโลกอย่างมีความหวัง ไปจนถึงอัตราการรู้หนังสือ ซึ่งฟังอย่างที่ผมพูดมานี้
อาจไม่เชื่อว่าเขาเขียนเรื่องหลุมให้ออกมาสนุกสนานประทับใจคนอ่านได้อย่างไร
...........
๒
มีคนเคยบอกผมว่า เวลารู้สึกโกรธหรือโมโหใครสิ่งใดให้ทำงานทดแทน
แปรเปลี่ยนความฉุนเฉียวออกมาเป็นพลังงานที่สร้างสรรค์ จะทำอะไรก็ได้
ตั้งแต่ล้างพัดลม กวาดบ้าน หรือตัดหญ้า เป็นต้น ซึ่งผมก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง
เพราะเห็นว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น บางครั้งก็สู้นิ่งเอาเฉยๆ
อีกทั้งเรื่องที่ไม่ได้ดั่งใจก็ไม่ใช่เรื่องขอกันกินได้หรือแก้ภายในวันสองวัน
จึงอดนึกไม่ได้ว่าการออกมาอยู่นิ่งเฉยไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวไปมาหาสู่กับใครนัก
ในช่วงปีเศษที่ผ่านมา อีกทั้งไม่ค่อยอยากรู้จักเพื่อนใหม่ที่มีคนแนะนำสักเท่าใด
นอกจากคนที่เคยคุย เคยรู้จักความคิดกันมานานจนผมไว้ใจ และไม่ใช่ว่าผมจะ
รังเกียจหรือต้องการความสันโดษ เพียงแต่รู้สึกว่าหลุมของผมยังลึกไม่พอ
มันยังไม่ถึงเวลาที่จะก้าวขึ้นมาแล้วถ่มน้ำลายลงไปแบบสแตนเลย์
ในช่วงวันหยุดหลายวันผมถือโอกาสถมหลุมของตัวเองด้วยดินสองถังใหญ่
ด้วยการกลับบ้านเก่าเป็นครั้งแรกในรอบหกเดือนและไปร่วมงานขึ้นบ้านใหม่ของญาติ
คงเพราะผมได้อาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวสะอาดหมดจดพร้อมกับเปลี่ยนชุดใหม่กระมัง
จึงไม่มีคำถามเกี่ยวกับความแข็งของเนื้อดินที่ผมขุดมาตลอดปีเศษ โดยมีการพูดถึง
กองดินสูงสวยงามที่ผมสร้างขึ้นมาแทน แม้ผมมิอยากเอ่ยปากพูดถึงมันว่าจริงแท้เป็นเช่นไร
แต่ก็ไม่กล้าเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเพราะไม่สู้จะเหมาะกาละเทศะและไม่สนุกพอ
กับเหตุการณ์หลายอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ผมจึงปรากฏอยู่แต่ก็เพียงแค่ร่าง
คนเราเมื่อนับถือคุณค่ากันคนละชุด สำนึกศรัทธาต่อคนละสิ่ง
ก็ไม่จำเป็นหรอกว่าจะต้องถกเถียงหรืออยากเปลี่ยนให้ใครมาเป็นแบบใคร
พบหน้ากันปีละครั้ง กินข้าว กินเหล้าด้วยกันพอหอมปากหอมคอก็พอ
จากนั้นก็แยกย้าย ใครจะปีนเขาหาสวรรค์ชั้นฟ้าก็ปีนไป ผมก็ลงหลุมเดิม
เอาความคิดความรู้สึกไปเก็บไว้ตรงนั้น ก้มหน้าก้มตาขุดหาความฝันของตัวเองต่อ
เมื่อถึงวันนั้นคงนิ่งขึ้นและมีพฤติกรรมที่เยือกเย็นกว่าวันวานที่ผ่านมา
ส่วนจะต้องขุดอีกลึกเท่าไหร่ผมก็มิอาจรู้ สักวันความรู้สึกว่าพอคงมีมาเอง
ซึ่งผมก็ไม่กังวลหรอกว่าใครจะมองกองดินมากมายที่สูงท่วมหัวอย่างไร
หากจะคิดก็ให้คิดไปว่า ผมคงกำลังขุดหลุมฝังตัวเองก็แล้วกัน
........
๓
"หากเพียงแต่ หากเพียงแค่
ดวงจันทร์เอ่ยวาจาโดยไร้คำตอบ
สะท้อนดวงตะวัน และทุกสิ่งพลันจากไป
เข้มแข็งเข้าไว้ หมาป่าอ่อนล้าของฉัน
เหลียวรอบอย่างกล้าหาญ
โบยบินให้สูง เจ้านกน้อยของฉัน
นางฟ้าของฉัน นะเจ้าดวงใจ"
........
เพลงกล่อมเด็กของครอบครัวซีโรนีซึ่งสืบทอดกันมาพร้อมๆ กับครอบครัวเยลแนตส์
สะท้อนการมองโลกอย่างมีความหวัง มีหนทางให้ฟันฝ่า ให้กำลังใจคนที่ได้ยินได้ฟัง
จนผมรู้สึกว่าดินที่กำลังขุดขึ้นมาจากหลุมนั้นนุ่มขึ้นจนอยากเขียนหนังสืออีก
ผมจะปิดท้ายเรื่องใหม่ด้วยการให้เพลงของสองครอบครัวนี้พาผมไป
"หากเพียงแต่ หากเพียงแค่
เธอเอ่ยวาจาว่า พอเสียเถิด
กองดินนั้น คงไม่สูงไปกว่าเดิม
สบายดีหรือ ... เจ้านกหวีดของฉัน"
.........
หลุมเดิม
เที่ยงคืน ๔๖ นาที
คืนวันพุธที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๔๖
บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
จากผู้อ่าน - - - }
ฉันเอง
หากเพียงแค่ เรามีความหวัง
แม้พลังจะยังน้อย
มีสักคนคอยเกี่ยวก้อย
พลังที่ว่าน้อย ก็เหลือเฟือ
- - - - - - -
ทราย
หากเพียงแค่เปลี่ยนฟ้าเป็นสีเขียว
เก็บพระจันทร์เสี้ยวมาไว้ในฝัน
เก็บเสียงหัวเราะเรื่องราวของคืนวัน
ผูกติดกับตะวันไว้เป็นฝันของเรา
- - - - - - -
ฉันเอง
หากเพียงแค่ทุกอย่างยังคงเดิม
ไม่จำต้องต่อเติม ก็ไม่เหงา
มีเสียงหัวเราะกับรอยยิ้มบางเบา
โลกที่เคยเศร้า ก็ผ่อนคลาย
- - - - - - -
mimose
หากเพียงแค่มีเธอเคียงข้าง
โลกกว้างทางไกลฉันไม่หวั่น
เส้นทางความฝันแม้สูงชัน
เพียงจับมือฝ่าฟันฝันคงไม่ไกล
- - - - - - -
March
หากเพียงแค่มีใจไม่ไหวหวั่น
ในวันนั้นคงไม่เหมือนวันนี้
วันที่มีเพียงเราเฝ้าคิดถึง
คิดคำนึงเธอเพ้ออาลัย
- - - - - - -
ทราย
หากเพียงแค่ลืมตาค้นหาฝัน
แม้ทุกวันจะไม่เป็นดั่งใจหมาย
แม้วันนี้สิ่งต่างๆยังวุ่นวาย
คงจางหายเมื่อเจอฝันวันของเธอ
- - - - - - -
308
หากเพียงแค่ขอบฟ้าที่ดูไกล
มีจริง - ก็จะไป ไปให้ถึง
หากไม่ใช่แค่ละเมอ, เพ้อคะนึง
นกตัวหนึ่งคงดึงดันฝันต่อไป
แต่ขอบฟ้าที่เห็นเป็นภาพลวง
เหนือห้วงทะเลฝันอันกว้างใหญ่
ยิ่งบินยิ่งล้า ยิ่งมาไกล
ทุ่มเทเท่าไร.. ไม่มีวัน
ทะเลยังคงสวยมาก
สวยมากและเหงามาก
เมื่อดูในเช้าวันที่เหงา..
- - - - - - -
pup
หากเพียงแต่...หากเพียงแค่..
เสี้ยวนาที...แค่ย้อนวันดีๆ กลับคืนมาได้
หากเพียงแต่...หากเพียงแค่...
มีฉัน...ในฝันเธออยู่ร่ำไป...
หากเพียงแต่...ตอนนี้คงสายไป...
เพราะฉันได้ทำลายหัวใจ...
ของคนที่รักไป...ยังไงคงไม่กลับคืน...
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
เซลมาและนกที่ไม่กลับมา
๑
ผมเป็นคนชอบอากาศหนาว เหตุผลภายนอกก็คงเหมือนกับคนกรุงเทพฯ
หลายคนที่ชมชอบความเย็นสบาย ซึ่งปีหนึ่งจะมีเข้ามาให้สัมผัสกันแค่ไม่กี่วัน
แต่เหตุผลภายใน ฤดูหนาวของผมหาได้เย็นสบายไม่ กลับหนาวเอาเรื่องอยู่
เมื่อคิดถึงสถานที่ที่ถือกำเนิดและจากมา ... ใช่ มันทำให้ผมคิดถึงบ้าน
แต่กับสามปีที่ผ่านมาผมไม่ชอบอากาศหนาวเย็นสักเท่าไหร่ เพราะคนที่ผมรัก
มักจะเจ็บป่วยไม่สบายอันเกิดจากอากาศเปลี่ยนแปลงแม้จะแค่ไม่กี่องศานั่นเอง
นึกถึงคนที่ห่มผ้าหนา วันที่เย็นจัดต้องสวมถุงเท้านอน ในขณะที่ผมยังจิบน้ำแข็ง
ยังเปิดพัดลมเบอร์สามเข้าหาตัว และนอนไม่สวมเสื้อเหมือนทุกฤดูของปี
และตลอดสามปีที่ผ่านมานี้ งานที่ผมต้องทำเป็นประจำทุกเดือนมกราคมก็คือ
การอัพเดทเว็บไซต์การแข่งขันนกพิราบ ซึ่งผมเคยเขียนถึงไว้นานแล้วในเรื่อง "บิน"
เมื่อลมหนาวของเดือนธันวาคมพัดผ่านมาทีไร ผมก็แบ่งใจคิดถึงพิราบเหล่านั้นทุกครั้ง
โดยเฉพาะเมื่อปีที่แล้วซึ่งฤดูกาลมาตรงตามปฏิทิน ซึ่งหมายความว่ามีโอกาสน้อยนักที่
นกจะบินกลับมาครบทุกตัวเท่ากับจำนวนที่ปล่อยไป แม้ไม่อยากรู้สึกแต่ผมก็หดหู่มากขึ้น
และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากรีบทำงานให้จบสิ้นจะได้ออกไปเดินเล่นนอกกรง
พร้อมกับภาวนาให้หมอกในวันแข่งขันจางลงกว่าทุกวันในสัปดาห์
...........
๒
สมองของผมไม่ค่อยแจ่มใสนัก ไม่ใช่เพราะเวลาล่วงเลยจะถึงเช้า
หรือฤทธิ์ยาแก้ร้อนในที่กินไป แต่เพราะเพิ่งอ่านบทสุดท้ายของนิยายขนาดสั้น
เรื่อง "นกดวงจันทร์" ของอภิชาติ เพชรลีลา และดูหนังรักที่สร้างจากนิยายชื่อดัง
๒ เล่มของญี่ปุ่น "ระหว่างความเยือกเย็นและร้อนแรง" ซึ่งมีชื่อเป็นภาษาอิตาลีว่า
Calmi Cuori Appassionati (Isamu Nakae 2001) จบลงไปในเวลาไล่เลี่ยกัน
เพราะกำลังอยู่ในอารมณ์คิดถึงนก ผมจึงซื้อ "นกดวงจันทร์" ทันทีที่พบ
อีกทั้งคำเปรยบนปกหน้าเขียนไว้ว่า "เรื่องของนกปีกหักกับนกไม่มีขา"
ทำให้ผมนึกย้อนไปถึงนกไม่มีขาในท่อนสุดท้ายของบันทึกเรื่อง "บิน"
และผมก็พบว่า ยังมีคนร่วมสมัยที่รู้สึกหรือสำนึกต่อสังคมพรางกรงคล้ายๆ กัน
กับชีวิตที่อยู่กับงานซ้ำซากในเมืองใหญ่ที่น่าเบื่อและใฝ่ฝันจะหาใครสักคนมาเติมเต็ม
ส่วนหนังนั้นเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นดำเนินอยู่ในช่วงสิบปีของหนุ่มสาวคู่รักคู่ร้าง
ซึ่งในวันวัยที่สดใสพวกเขาเคยสัญญากันว่า ในอีกสิบปีข้างหน้าจะไปพบกันที่
มหาวิหาร "ดูโอโม่" ของเมืองฟลอเรนซ์ ผมอ่านนิยายจบแล้วจึงรู้สึกซาบซึ้ง
ยิ่งเมื่อได้ฟัง "เฉินฮุ่ยหลิน" พูดบางประโยคออกมาแล้วนั้น ยิ่งเศร้าและเข้าใจ
..........
นกดวงจันทร์กับหนังชื่อยาวต่างกันหลายอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจับความได้
ก็คือทั้งคู่พูดถึง "รักแรก" ซึ่งตัวละครมิอาจลืมเลือนได้แม้เวลาผ่านไปแสนนาน
โดยที่หนังสือยกเอากวีของคาลิล ยิบราน ซึ่งกล่าวไว้ในหนังสือปีกหักมาเอ่ยอ้าง
ในชีวิตของคนหนุ่มทุกคนมี "เซลมา" ผู้หนึ่ง ซึ่งจะปรากฏต่อเขา
อย่างฉับพลันในฤดูใบไม้ผลิของชีวิต และแปรเปลี่ยนความเปล่าเปลี่ยว
ของเขาให้เป็นขณะอันผาสุก และเติมเต็มราตรีกาลของเขาด้วยดนตรี
คงเหมือนกับที่ตัวละครฝ่ายชายในหนังนั้นรู้สึก แม้ว่าเขาเดินทางต่อจนมี
ชีวิตที่ต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง แต่ก็ยังมิอาจลืมภาพในวันแรกที่เดินสวนกับเธอ
ในร้านขายแผ่นเสียงได้ และเมื่อ "เซลมา" ผู้นั้นจากไป เขาก็ได้แต่บูรณะภาพเขียนไป
พร้อมๆ กับความรู้สึกของตัวเองในเมืองที่จมอยู่กับความรุ่งเรืองในอดีตเช่นฟลอเรนซ์
ในคืนที่ผ่านเลย ผมอดตั้งข้อสงสัยกับนิยาม "รักแรก" ไม่ได้
แน่ละ สำหรับผมเวลานี้มันย่อมไม่ได้หมายถึงความสุขของการเดินกลับบ้านด้วยกัน
ของเด็กนักเรียนมัธยมหรือความรู้สึกตื่นเต้นเขินขายที่จะโทรศัพท์พูดคุยกับใครคนนั้น
แต่เป็นความรักที่เติมเต็มแทบทุกความรู้สึกของชีวิต รักโดยที่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็รัก
และแม้นว่าผมจะอ่านปีกหักและเอาไว้ที่หัวนอนตั้งแต่คราวอยู่บ้านเก่า (ซึ่งปีกยังแข็งแรงดีอยู่)
แต่กลับเพิ่งมาเข้าใจความหมายของ "รักแรก" ในวันที่ "เซลมา" ร่ำลาอย่างกะทันหัน
นั่นเอง .. คือความรู้สึกอันจริงแท้อย่างที่มหากวีได้รจนาไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว
และผมก็ยอมรับว่า คนเราไม่สามารถซ่อมแซมทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ได้
หรือหากซ่อมได้จริง ผมก็ไม่มีฝีมือเทียมเท่าคนในหนังที่จะสร้างปาฏิหารย์ได้
..............
๓
เกือบเช้าแล้ว ผมรู้สึกว่าพื้นห้องซึ่งเป็นกระเบื้องเคลือบสีฟ้าเย็นเฉียบ
รองเท้าใส่ในบ้านมีลายเป็นรูปเดือนดาวนอนสงบอยู่ข้างประตูมาแรมปี
ผมเคยจะหยิบมันมาสวมแล้วหลายครั้ง แต่เมื่อคิดว่าวันๆ จะเดินไปมาแค่ไหน
และพื้นก็ไม่ได้เย็นเฉียบเช่นนี้ทุกคืน ผมจึงล้มเลิกความคิดรบกวนการพักผ่อนของมัน
พยากรณ์อากาศจากเทปข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่องใหม่
ซึ่งผมเพิ่งหาสัญญาณเจอเมื่อหัวค่ำ รายงานว่าทั่วทุกภาคของประเทศ
จะมีอากาศอบอุ่นขึ้น ท้องฟ้าโปร่ง แต่ผมกลับรู้สึกในทางตรงข้าม
เหมือนว่าห้องเล็กๆ ห้องนี้จะไม่ได้อยู่ในแผนที่การสำรวจของดาวเทียม
ราวกับว่าระดับสีแดงของปรอทดิ่งตัวรวดเร็ว อุณหภูมิลดลง ๔ - ๕ องศาฯ
เช้านี้ ... ผมจะใส่เสื้อและห่มผ้านอน
แล้วภาวนาให้นกที่ปล่อยไปกลับมาครบทุกตัว
ทั้งนกดวงจันทร์ นกปีกหัก นกร้างรัง นกหลงหมอก รวมถึงนกไร้ขาตัวนั้นด้วย
.............
รังเดิม รังเดียว
ตีห้า ๑๙ นาที
เช้าวันพุธที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๖
บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
|