กุมภาพันธ์
......................................
เพลงเริ่มต้น
ฉันดีดกีตาร์ร้องเพลงไม่เป็น
ที่เล่นให้เห็นก็แค่สามคอร์ด
จับไปจับมาเสียงมันยังบอด
แต่ไม่อิดออด ... ยังดันทุรัง
จะว่าดื้อรั้น ... ก็เป็นบางที
ไม่ใช่ว่าดี แต่ฉันเป็นคนกล้า
อยากคิดอยากฝันอยากฟันอยากฝ่า
ไม่ต้องเมตตา แค่เธอเข้าใจ
รู้วันข้างหน้านั้นยังอีกยาว
แต่มีดวงดาวล่องลอยรออยู่
อยากไปกับฉันไหมล่ะ ... โฉมตรู
มีเธอเคียงคู่นั้นคงจะดี
ไม่ได้มุ่งหวัง เป็นคนมั่งมี
ชีวิตนี้ ... แค่ได้เดินทาง
ไปเกี่ยวเอาฝันจากปลายฟ้ากว้าง
ไปเก็บมาวางแนบกลางใจเธอ
จะเกี่ยวเอาฝันจากปลายฟ้ากว้าง
จะเก็บมาวางแนบกลางใจเรา
ที่เก่า
ตีสอง ๑๖ นาที
คืนวันอังคาร ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖
บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ควันหลง
๑
ฝนตก คนวิทยุเปิดเพลงยามบ่าย
ผมเคยร้องได้ เนื้อร้องมีว่า
"เนิ่นนาน ผ่านฟ้าและทะเลกว้างใหญ่
ผ่านฤดูดินแดนกว้างไกล แต่ความรักนั้นมั่นคง
เธอกับฉัน ให้รักและให้ความซื่อตรง
พายุหรือฝนมาไม่หวั่น มีเธอมีฉันนิรันดร์
ไม่คิดว่ารักจะดีอย่างนี้ ไม่คิดว่าฝันจะเป็นไปได้
ฝันทั้งวันฉันเฝ้าแต่รอ เมื่อเห็นหน้าเธอฉันจึงเป็นสุข
อยู่ในหัวใจ ... รักเธอผู้เดียว"
แต่มีคนเคยพูดกับผมว่า
หากคุณเคยรักและร้างกว่าหนึ่งครั้ง
จงระวังที่เอ่ยคำว่า "นิรันดร์" กับใคร
.......
๒
ฟ้าครึ้มตั้งแต่เช้า หมอกหนา
พยากรณ์อากาศบอกว่า บางส่วนของกรุงเทพฯ อาจมีฝน
ไม่เหมาะจะออกบ้าน เพราะอาจรอเก้อและเปียก
คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าพยากรณ์อากาศจะแม่นยำ
พวกเขาจึงเปียกฝนของบ่ายวันศุกร์
แต่บางคนไม่ใช่เรื่องเชื่อหรือไม่เชื่อ
แน่นอนว่า .. เขาเปียกและรอเก้อ
..........
๓
"ผมไม่กล้าเอาสีแดงมา ทุนมาแพงมากครับ
มีสีชมพูที่พอสู้ได้ แต่ถึงจะแพงยังไง ผมก็ขายไม่เกินดอกละห้าบาท"
คนขายดอกไม้และพวงมาลัย (ล่าสุดขายมะพร้าวน้ำหอมด้วย) พูดกับผม
"เหรอครับ" ผมตอบรับแล้วชี้เอามาลัยดาวเรืองไปไหว้พระในวันมาฆบูชา
"เรามันคนไหว้พระครับ ไม่ขายก็ไม่ได้ แพงยังไงผมก็ต้องขาย"
เขาสำทับ ผมรู้สึกดีกับคำพูดนั้น หากเป็นเมื่อก่อนผมคงซื้อ
กุหลาบสีชมพูสักช่อไปประดับให้ห้องสดใส
"เอามะพร้าวให้ผมด้วยครับ ๕ ลูก"
ผมขนมะพร้าวขึ้นชั้น ๔ ซึ่งหนักกว่ากุหลาบมาก
สองสามวันมานี้ผมเบื่อข่าวสารเรื่องวันวาเลนไทน์
เบื่อที่จะต้องคิดวิเคราะห์ถึงมัน เพราะจนแล้วจนรอดสังคมก็วนเวียน
อยู่กับเรื่องทางเพศของวัยรุ่น และวัฒนธรรมต่างชาติที่ครอบงำ
หาคนพูดเรื่องความรักที่งดงามได้ยากเต็มที ที่มีก็เอียนเต็มที
เพราะวนเวียนอยู่กับสัญลักษณ์โรแมนติคในวงการบันเทิง
คนขายดอกไม้ที่ปากเกร็ดมักถามผมเสมอว่า
วันนี้ไม่ซื้อกุหลาบหรือ ... ผมยิ้มและมักซื้ออยู่บ่อยๆ
หากชายขายพวงมาลัยจะถามผมอย่างเดียวกัน
ผมจะตอบอย่างไร หากไม่ซื้อมะพร้าวแทน
.......
๔
ชายใกล้ตายในหนังยามบ่าย พูดอย่างคนมองโลกในแง่ร้ายว่า
เขาไม่ชอบดอกไม้ เพราะมันไม่ทำอะไร นอกจากตาย
แน่นอน เขาย่อมไม่เชื่อพยากรณ์อากาศ
และไม่ใช่คนที่จะมาทนรออะไรลมๆ แล้งๆ
ไม่เหมือน "อาวเอี้ยงฮง" ใน Ashes of Time (Wong Kar-Wai 1994)
รายนี้พูดถึงสภาพอากาศอยู่เสมอ คงเพราะชีวิตกลางทะเลทรายเงียบเหงา
รอฟังข่าวสารประจำปีของเธอ ซึ่งคือความหวังที่หลงเหลือ
วันๆ จึงจดจ่ออยู่กับฟ้าดิน ไม่เคยแตะเหล้าเมาสุขสันต์ที่เธอมาฝาก
และเหลืออยู่ครึ่งไห แต่ก็คงพอลบเลือนความทรงจำของคนได้
......
๖
ความรักยิ่งใหญ่เพียงไหน ?
อาจวัดได้จากเวลาและระยะทางที่จากมา
ไม่ใช่จำนวนดอกและสีของกุหลาบในวันนี้
ยังไง ?
หากคุณเคยรักและร้างกว่าหนึ่งครั้งก็จะเข้าใจเอง
ผมตอบ ปิดเครื่อง ปิดใจ ไม่ทักท้วง
หากเขาหรือใครจะเอ่ยคำว่า "นิรันดร์" กับคนรัก
........
ที่เก่า
จากบ่ายวันศุกร์ถึงดึกวันจันทร์
บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
อรชุน : ภาคเข้าเมือง
๗
ที่ทำงานผมตั้งอยู่บนถนนเรียบทางรถไฟ เขาเรียกตรงนั้นว่า "ที่หยุดรถบางซ่อน"
ความที่ชอบรถไฟเป็นทุนเดิม วันๆ เมื่อมีเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น ผมจึงหันหลังกลับไปดูเสมอๆ
ด้วยการมองผ่านกระจกข้ามถนนแคบๆ ดูป้ายไม้ที่ติดอยู่ข้างโบกี้รถไฟที่แล่นไม่เร็วนัก
ผมเห็นชื่อจังหวัดทางใต้ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางอันแสนไกลหลายชื่อ
ซึ่งยามสายเป็นรถไฟขาขึ้น ยามบ่ายเป็นรถไฟขาล่อง หากรถไฟไทยยังไม่เปลี่ยน
ความรู้สึกของเด็กน้อยที่เกาะขอบหน้าต่าง ณ พ.ศ. นี้ ก็คงไม่ต่างจากยี่สิบปีก่อน
แปลกที่ผมชอบดูขบวนรถที่กำลังเข้ากรุงเทพฯ มากกว่าขบวนจากเมือง
ตามแผนที่แล้วอีกสองสามสถานีก็คงจะถึงหัวลำโพง ซึ่งตามความรู้สึกของผมนั้น
หัวลำโพง คือ กรุงเทพฯ, กรุงเทพฯ คือ หัวลำโพง ไม่ใช่สถานีบางซื่อหรือสามเสน
ฉะนั้นเมื่อได้ยินข่าวการรถไฟแห่งประเทศไทยจะปรับปรุงสถานีบางซื่อให้เป็นสถานีสุดท้าย
สำหรับรถบางขบวน (คงไม่ใช่รถชานเมืองแน่ๆ) ผมจึงรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก
ทั้งๆ ก็รู้ว่าข้อดีของนโยบายนี้คืออย่างน้อยที่สุดแล้ว การจราจรในกรุงเทพฯ ชั้นใน
จะเบาบางลงโดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วนผมคิดว่า นั่นคงเกิดจากความเคยชินเก่าๆ
กับจุดหมายปลายทางในความทรงจำว่าจะต้องไปให้ถึงสถานีที่สวยที่สุด
..........
๘
ประมาณ ๓ ปีที่แล้ว ผมเขียนถึงขบวนรถที่บ่ายหน้าออกจากเมือง
ผมยืนอยู่ปากประตูของโบกี้หนึ่งในขบวนรถชานเมืองจากบางเขนถึงหลักสี่
แล้วผมก็ออกจากเมืองไป ๓ ปี สงบจิตสงบใจจนคิดว่าสงครามจบลงแล้ว
แต่สุดท้ายผมก็ต้องเข้าเมืองอีกครั้งในสภาพไม่พร้อม ทุกอย่างช่างกระทันหัน
ถูกกองทัพเชิญออกจากกรมให้ไปรบคนเดียว และความจำเป็นก็บังคับให้คนต้องสู้
ความรู้สึกที่ว่า ตนเองเป็นทหารที่แปลกแยกจากการรบตรงหน้าเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
แม้จะไม่ยกดาบปัดป้อง แต่ก็ไม่มีใครฆ่าฟันให้ล้มตาย
ศัตรูตรงหน้าคงเห็นผมต่อสู้กับศัตรูภายในอยู่จึงไม่ยอมสนใจ
ซึ่งนั่นต่างหากจะฆ่าผมให้ตาย โดยการปล่อยชีวิตให้หมดไปวันๆ
แน่ละ ... นักรบที่ไร้ริ้วรอยบนร่างกายให้ใครเห็นตื่นเต้นอยากฟังเรื่องเล่า
ใช่ว่าจะไร้บาดแผลในจิตใจเสียทีเดียว เพียงแต่เป็นเรื่องส่วนตัว
.........
ผมพาตัวเองกลับสู่ความเป็นอิสระชนในช่วงสั้นๆ ในช่วงครึ่งหลังของปีม้า
แต่ในค่ำคืนหนึ่งผมลุกขึ้นมาเขียนจดหมายสมัครงานกว่าสิบฉบับส่งออกไปเรื่อยๆ
เหมือนมีเสียงของกฤษณะมาบอกให้อรชุนชักศรขึ้น รบเถิดอรชุน คืนนั้นเพลงนี้แว่วมา
"ดูก่อน ดูก่อน ท่านผู้เจริญ
คำสรรเสริญเยินยอยิ่งใหญ่
แด่มิตรสนิทคืออันตราย คำนั้นกินใจ ให้ทุกข์ให้โทษ
แม้แต่ศัตรู ... ก็ยังไม่ต้องการ ....."
ใช่ .. คำนั้นกินใจ ... กินจนไม่มีเหลือ
ผมเปิดเพลงศรอรชุนฟังสิบรอบแล้วเข้านอน
.............
๙
กรุงเทพฯ มีที่หยุดรถหลายแห่ง มันไม่ใช่สถานี แต่รถไฟจอด
เพื่อให้คนทำงานต่อรถประจำทางได้สะดวก ผมมาทำงานสาย
เกินกว่าจะเห็นรถไฟขบวนเช้าๆ จอด แม้วันที่มาตั้งแต่เช้าตรู่ก็ไม่ทันเห็น
เมื่อไม่เห็นจึงได้แต่รู้สึกไปว่า สถานีมันดีกว่าที่หยุดรถตรงไหน
ทั้งๆ ที่คนลงที่หยุดรถมากกว่าเห็นๆ ดูเหมือนจะมีประโยชน์กว่าเสียด้วยซ้ำ
บ่อยครั้งที่ผมสงสัยราวกับคนบ้า และไม่กล้าชักชวนใครมามองด้วย
ผมหาคำตอบจนพบว่า ... ที่หยุดรถนั้น แค่ให้คนลงและขึ้นบ้าง
แต่สถานีนั้นเราสามารถซื้อตั๋วเดินทางไปได้ไกลแสนไกล ... โดยเฉพาะไปจากเมือง
บางวันที่ผมเดินเข้าที่ทำงาน ผมคิดว่าหากตัวเองเป็นกวีแล้วนั้น
พอนิราศมาถึงที่หยุดรถบางซ่อน ผมจะซ่อนและหาอะไรหรือเปล่า
จะเขียนแบบไหน สุดท้ายแล้วในวันสิ้นสุดการทำงานร่วมกับครอบครัวที่อบอุ่น
ผมพบว่า ... ผมซ่อนของไว้ในตู้เสื้อผ้าจนเกินพอแล้วจึงไม่มีเหลือไปซ่อนที่อื่น
และก็ไม่ได้หาอะไร สิ่งที่มองหายังไม่สามารถจะกระทำได้ในวันนี้
บางซ่อนไม่จำเป็นต้องซ่อน แต่ขอฝากไว้ให้ใครๆ เห็นจะดีกว่า
คืนนั้น ... ผมเปิดศรอรชุนครั้งแรกของปีนี้ และนั่งเขียนบทความ
...............
๑๐
กฤษณะร่ายรำเพื่อชี้นำให้อรชุนยอมรบในมหากาพย์ "ภควัทคีตา" ว่า
หากท่านตาย สวรรค์จะเปิดประตูรอ
หากท่านชนะ ท่านจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินนี้
และยืนยง โอภากุล เขียนคำได้อย่างแหลมคมในทุกท่อนของเพลงนี้
โดยเฉพาะที่ว่า ... "พวกเรารบด้วยจิตใจ ไม่ใช่ศาสตรา"
ผมหันหน้าเข้าเมือง และคว้าทุกโอกาสที่มีมาถึง
พยายามเก็บงานทุกอย่างที่จะแปรเปลี่ยนมาเป็นต้นทุนของสิ่งที่ฝัน
แต่กฤษณะผู้ส่งเสียงมาถึงผมในยามดึกไม่เคยบอกคำใดๆ เหมือนเช่นที่บอกกับอรชุน
อาจไม่มีสวรรค์ และแผ่นดินจะแคบกว่าเดิม บางขณะผมรู้สึกกลัวเมื่อรู้สึกตัวว่า
ผมมาทันเห็นรถไฟชานเมืองซึ่งจอดอยู่หน้าที่ทำงานให้คนมากมายลงมา
ขณะที่ผมดันแทรกตัวขึ้นไปบนตู้โดยสาร เดินทางไปสู่ที่ใหม่อีกครั้งในช่วงเวลาแค่ยี่สิบเอ็ดวัน
แน่ละ แม้มันจะไม่ทำลายสถิติเดิมสิบห้าวัน แต่ความรู้สึกมันต่างกันคนละด้าน
รายงานข่าวบอกว่า การปรับปรุงสถานีบางซื่อมีความคืบหน้าไปมาก
ผมไม่รู้เหมือนกันว่าขบวนที่ผมขอโดยสาร จะพาผมไปถึงเมืองกรุง
ในความทรงจำเดิมหรือเปล่า หรือจะจอดแล้วไล่ผมลงแค่บางซื่อ
หรือแย่ที่สุดผมจะตกรถไฟก่อนจะไปได้ไกลด้วยซ้ำ
.............
๑๑
แรงพลังสุดท้ายที่ทุ่มเทเมื่อกลับเข้าเมืองอีกครั้ง
มาจากใจที่ถูกคำบางคำกัดกินตั้งแต่คืนวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๔
และถึงกฤษณะจะไม่มีสัญญางามๆ มาล่อ แต่อรชุนผู้มีจุดหมายในการรบ
ซึ่งเป็นแค่ความมุ่งหวังกล้าให้แสวงหาและเชื่อมั่นเหมือนที่เคยเป็นให้กับผม
"ดูก่อน ดูก่อน คันศรธนู
มีไว้เคียงคู่ เหนี่ยวรั้งสงคราม ... "
ผมรู้ดีว่า การเข้าเมืองอีกครั้งไม่ใช่การรบกับใครผู้ใด
แม้แต่อดีตและคำพูดที่กดทับ ซึ่งต้องการให้ผมเป็นคนมั่งมีอย่างที่สังคมยกชู
แต่ปากเอ่ยบูชาถึงแต่จิตใจมาตลอด คำว่าจิตใจของแต่ละคนคงมีคนละความหมาย
ผมไม่ต้องการจะทำสงครามกับใคร ไม่ใช่ว่ากลัว เพียงแต่ไม่เห็นข้อดีที่จะเกิด
แต่ผมก็มิอาจเหนี่ยวรั้งสงครามส่วนตัวที่ยืดเยื้อมาแสนนานได้อีกต่อไป
..............
ตีสอง ๑๔ นาที
ที่หยุดรถบางซ่อนและที่มั่นสุดท้าย
คืนวันพฤหัสบดีที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕
บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
|