กุมภาพันธ์
......................................
ต้นฉบับแช่เย็น : ๓ ก.พ. ๒๕๔๕
๑
สามเดือนกว่าแล้วที่ผมย้ายเข้ามาอยู่ห้อง ๑๒๗
เป็นสามเดือนที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย
บางอย่างแสดงออกมาในรูปของความรู้สึกตามวิถีชีวิตใหม่
บางอย่างแสดงออกมาในรูปของวัตถุสิ่งของซึ่งมองเห็นได้ง่าย
และจากวันที่เขียนเรื่อง ๑๒๗ ถึงวันนี้ผมก็มีเพื่อนใหม่ไว้ให้พูดคุยเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง
......
เมื่อมองดูข้าวของเครื่องใช้อำนวยความสะดวกทั้งที่หามาเองหรือที่มีคนมอบให้
ผมก็อดใจหายไม่ได้เพราะมันเหมือนกับว่า ผมต้องอยู่คนเดียวอย่างถาวรแล้วนั่นเอง
ไม่ใช่การออกมาพักร้อนเปลี่ยนบรรยากาศแค่เดือนสองเดือนอย่างที่เคยคิด
ผมเดินมาถึงจุดที่ไม่อาจกลับไปได้อีกแล้ว ไม่มีอะไรให้กลับไปหา
และไม่มีเส้นทางกลับ ส่วนทางข้างหน้านั้นก็สุดแต่
สายลมกระแสน้ำจะพัดพาไป
............
๒
หลายวันก่อนผู้ใหญ่ใจดีท่านหนึ่งนัดวันให้ผมไปเอาตู้เย็น
หากนางฟ้าไม่ได้เป็นแค่ความเชื่อผ่านเรื่องเล่าหรือนิทานปรัมปรา
ผมก็ยืนยันได้ว่า ในชีวิตนี้เคยเห็นนางฟ้ามาแล้ว เพราะความเมตตาที่ได้รับ
จากคนๆ หนึ่งตั้งแต่ยังเป็นเด็กทำให้ผมสามารถพูดได้เช่นนั้น
เครื่องใช้ไฟฟ้า ๒-๓ ชิ้นทั้งใหม่และเก่าที่ยังสภาพดีสวยงามที่ได้รับมา
ช่วยให้ผมประหยัดเงินเก็บที่มีเหลือไม่มากนักได้หลายพันบาททีเดียว
..........
ในห้วงยามแห่งความแร้นแค้น มันรุนแรงเกินกว่าที่ผม
จะกล้าเชื่อมั่นต่อสิ่งใดได้อีกนอกจากมีชีวิตไปวันๆ แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น
ยังมีคนดีๆ จากวันคืนเก่าๆ ออกมาต้อนรับให้ความอบอุ่น และเพื่อเป็นการตอบแทน
ข้าวของ หยูกยา อาหารแห้ง ขนมนมเนย หนังสือ และวิดีโอที่กาชาดสากล
ส่งมาให้ผู้ลี้ภัย (ทุกด้าน) อย่างผม ... ผมจึงเขียนหนังสือ
แม้ว่าช่วงปลายปีที่ผ่านมาตั้งใจว่าจะไม่เขียนอะไรอีก
ตั้งแต่เรื่องสุดท้ายจบไป (ซึ่งผมก็ถอดเรื่องเศร้าๆ อย่างนั้นทิ้งไปแล้ว)
เพราะผมคิดอย่าง"หลิงผมทอง" ตัวละครในหนังเรื่อง Falling Angle ของเฮียหว่อง
.........
๓
เธอบอกว่า ... สาเหตุที่ย้อมผมทองก็เพราะไม่อยากให้คนลืม
บางครั้งเราก็กลัวถูกลืม กลัวเป็นคนแปลกหน้าในสายตาของคนที่เคยรักเรา
ในหนังของเฮียหว่องมีคนย้อมผมเยอะ คงเพราะพวกเธอเคยเจ็บมาแล้วนั่นเอง
หากผมไม่เขียนหนังสือ ไม่บอกกล่าวว่าทำอะไรอยู่ คงมีคนลืมผมได้ง่ายขึ้น
แต่นั่นคงทำให้คนที่ดีกับผมต้องเป็นกังวล ฉะนั้นแล้วไม่ว่าชีวิตจะดีหรือร้าย
ผมก็จะเขียนมันออกมา แม้จะไม่สนุกไม่ดีเท่ากับเรื่องเก่าๆ ที่มีในเว็บก็ตาม
............
วันคืนหมุนไปเป็นเวลามากพอที่จะช่วยให้คน
ผลักความรุ่มร้อนให้หายไปจากภายนอก เวลามักทำให้เรารู้ว่า
ควรจะใส่ใจและให้ความสำคัญกับใคร ... ใครที่เข้าใจความทุกข์ยาก
ใครที่อยู่เคียงข้าง วันคืนเก่าๆ ผ่านไปแล้ว ไม่มีสิ่งใดแน่นอน
ควรเลิกใส่ใจกับสิ่งสมมติลวงหลอก ไม่กล่าวโทษใคร
เข้าใจในเงื่อนไขที่แต่ละคนมี จะมองเห็นก็แต่ความผิดของตัวเอง
ส่วนที่สร้างความหวังและปลอบโยนหัวใจก็ทำหน้าที่ของมันไปอย่างแข็งขัน
แต่ส่วนที่ยังเจ็บก็ยังเจ็บอยู่อย่างนั้น ไม่มีทีท่าว่าจะยอมอีกฝ่ายง่ายๆ
ถึงวันนี้แค่อยากดูแลคนที่เหลืออยู่ให้ดีที่สุดก็พอแล้ว
.......
๔
ตู้เย็นสีเลือดหมูเข้มขนาดสองประตูขึ้นสู่ห้อง (ผมเรียกว่าบ้าน) ยากพอสมควร
สภาพของมันยังดูใหม่สดใสเพราะเจ้าของดูแลทำความสะอาดอยู่เสมอ
อีกทั้งมันไม่ได้ถูกใช้งานหนักด้วยการแช่สารพัดอย่าง เพียงแต่ทำหน้าที่
ให้ความเย็นกับเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวของผู้หญิงเท่านั้น
เมื่อมาอยู่กับผมมันคงทำหน้าที่เบาลงอีกเพราะผมไม่กินขนม
........
เมื่อจัดข้าวของเสร็จ ผมจึงลองคิดในเชิงบวกอย่างที่เขานิยมกันดูบ้าง
ซึ่งชีวิตผมก็น่าจะดีขึ้น ... นึกภาพเวลากลับมาถึงบ้านเหนื่อยๆ
กรุงเทพฯ หน้าร้อนนั้นทรมานอย่าบอกใคร หากมีน้ำเย็นดับกระหาย
เมื่อเปิดประตูเข้ามาผมก็คงจะสดชื่นมีเรี่ยวแรงทำงานต่อ
หรือบางทีผมอาจจะเอาต้นฉบับลายมือไก่เขี่ยที่เขียนระหว่างรถติด
ไปแช่ไว้ในตู้เย็นเพื่อให้เรื่องมันเย็นเร็วขึ้นเป็นการรีไรต์ไปในตัว
และเผื่อว่าหากชีวิตนี้จะต้องรอคอยอะไรอีกเนิ่นนานนั้น
ความรัก ความฝันของคนๆ หนึ่งจะได้สดอยู่ตลอดไป
................
๕
ดึกแล้ว .. อาบน้ำเสร็จก็หายง่วง ระหว่างที่จะหาเครื่องดื่มเย็นๆ
แล้วอัพเดทเวบหลังจากที่แช่เรื่องเก่ามาแล้วหลายวัน ผมสังเกตเห็น
ป้ายด้านข้างตู้เย็น ... ข้อความนั้นบอกว่า เป็นปกติที่ผนังด้านนอกจะร้อน
ก็แปลกดีนะ .. ผมคิด ข้างนอกร้อน ข้างในกลับให้ความเย็นฉ่ำ
ผมจึงถามตัวเองเล่นๆ ว่า ... ตู้เย็นเป็นด้านตรงข้ามกับผมหรือเปล่า
........
ผมยอมที่จะเป็นคนหุนหันพลันแล่นเร่าร้อนด้วยอารมณ์
แต่ขอให้ภายในนั้นสงบเย็นรู้หนทางและจุดหมายเป็นพอ
ไม่ใช่ว่าเป็นคนสงบนอกแต่เบื้องลึกในหัวใจกลับวุ่นวายสับสน
หลอกตัวเองหลอกคนอื่นว่าปกติ และแบกสิ่งค้างคาใจไปไหนมาไหนด้วย
เพราะอาการอย่างหลังหากเกิดขึ้นกับใครก็ตาม ... มักจะหนักกว่าอย่างแรก
......
ความเจ็บที่ซึมลึกเข้าไปนั้นยากที่จะรักษาหรืออาจไม่มีทางเยียวยา
กลายเป็นโรคเรื้อรัง กลายเป็นคนป่วยที่อวัยวะภายในส่งสัญญาณมาให้รับรู้
แค่เพียงว่ายังคงมีชีวิตอยู่ แต่ว่างเปล่าไม่ก้าวไปไหน ไม่อยากไปไหน
อวัยวะภายในทำหน้าที่เพียงแค่สองอย่างเท่านั้น
ส่วนที่ปลอบก็ปลอบไป ... ส่วนที่เจ็บก็เจ็บอยู่
............
เที่ยงคืนครึ่ง, คืนวันเสาร์ที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕
บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์
..........
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
แก้วแปลกหน้า : ๕ ก.พ. ๒๕๔๕
๑
เกือบสี่ทุ่มเศษกว่าที่ผมจะถึงบ้าน ... ลมแรงเหลือเกิน
ไม่ใช่ลมหนาวแต่เย็นชื้นคล้ายลมฝน เหมือนที่โบราณเรียกว่า
ฝนเปลี่ยนฤดู ... เป็นสัญญาณว่าหน้าร้อนนั้นใกล้เข้ามาแล้ว
ผมละจากคอมพิวเตอร์ ถือแก้วเครื่องดื่มมานั่งที่ระเบียง
ทิวทัศน์เดิม สายตาคู่เดิม เหล้าขวดเดิม
ที่กินจนรู้สึกว่ามันหวานไปเสียแล้ว
มีแต่แก้วเหล้าเท่านั้นที่รู้สึกใหม่หน่อย
.....
แก้ว ๓-๔ ใบที่ซื้อมาตอนย้ายบ้านแตกหมดแล้ว
แม้แต่ขวดแยมที่กินหมดใช้แทนแก้วได้ผมก็ยังทำแตก
บางทีก็เพราะเมาไม่เห็นว่ามันวางอยู่ก็ไปเตะโดน
บางทีก็อุบัติเหตุทำโต๊ะล้มแก้วจึงแตก .... สงสารแก้วเหมือนกัน
.......
เมื่อวานอามาเยี่ยม ผมถึงรู้สึกว่าห้องที่สะอาดขึ้นเป็นยังไง
อาช่วยจัดข้าวของ ล้างแก้วน้ำจานชาม ผมบอกอาว่าจะซื้อแก้วเพิ่ม
เพราะผมเพิ่งทำแตกไปอีกใบ อาบอกว่าในตู้เสื้อผ้าผมมีแก้วอยู่อีกเยอะ
ไม่เห็นต้องซื้อใหม่ให้เสียเงิน และผมเป็นบ้าหรือเปล่าที่เอาแก้วไปเก็บไว้ในนั้น
ผมบอกว่า ไม่กล้าเอามาใช้เพราะกลัวจะทำมันแตกแล้วจะไม่ครบชุด หาซื้อก็ไม่ได้
หรือถึงมีขายมันก็ไม่ได้มาพร้อมกัน หากซื้อเพิ่มมันจะเป็นแก้วแปลกหน้า
แต่อาบอกว่า ...หากเก็บแก้วไว้เฉยๆ ไม่เอามาใช้มันจะแตกลายงา
ใช่แล้วสิ ... ผมเพิ่งถึงนึกข้อนี้ แก้วทำมาจากทรายละเอียด
หากไม่ได้อุ้มน้ำบ้างมันก็เปราะเนื้อแห้งกรอบ ผมเป็นห่วงแก้ว
.........
ผมยังยืนยันว่าจะซื้อแก้วใหม่
แต่จะเอาแก้วพวกนั้นมาแช่น้ำบ้างเดือนละครั้ง
อาก็ยังยืนยันว่าผมบ้า และเมื่อค้นเจอสิ่งของที่ผม
แอบเก็บไว้ให้พ้นสายตาตัวเองเนื่องจากมีเยอะก็กินเยอะ
อายอมมองไม่เห็นไม่ทักท้วงความเพี้ยนต่างๆ ที่ผมไม่ได้ปกปิด
........
๒
เพราะคนเราปกปิดตัวเองไม่ได้ .... ยิ่งปิดก็เหมือนยิ่งเปิด
แต่เวลาจะฉายเรื่องราวออกมาให้คนอื่นเห็นเอง
ผมข่มความเป็นขบถในตัวเอาไว้ได้อย่างราบรื่น
ในช่วงเดือนแรกของการทำงาน เพราะไม่ได้คิดว่าตัวเอง
เป็นนักรบแบบเด็กจบใหม่ ผมรู้จักเลือกพูด เลือกเงียบ
แม้จะต้องทนกับกับเรื่องโง่ๆ บ้างก็ตาม ผมมีสงครามของผมเองอยู่แล้ว
..........
ผมเชื่อว่าสิ่งที่แบกมามันก็ทำให้เราแตกต่างจากคนทั่วไป
จึงฝันถึงเรื่องที่รอคอยเท่านั้น สิ่งอื่นนอกเหนือไม่อาจทำให้ผมสั่นคลอนได้
ผมกินข้าวคนเดียวทุกวัน รีบกินรีบอิ่ม เร่งทำงานให้เสร็จ
เดินผ่านก็ยิ้มให้คนที่เริ่มรู้หน้ากันแต่ผมก็ไม่ปรารถนาจะรู้จักไปมากกว่านั้น
.......
แต่ก็นั่นล่ะ ไอ้ความเป็นขบถมันก็ยังแสดงออกอยู่บ้างเป็นต้นว่า
ผมไม่สนเรื่องบัตรพนักงาน ใบสมัครงานผมก็ยังไม่ส่ง
ผมมีใบลงชื่อเวลาทำงานของตัวเอง เป็นมนุษย์สันโดษไม่เหมือนใครในองค์กร
บางทีรูปแบบก็เสริมสร้างความแปลกแยกให้กับคนโดยบังเอิญ
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดผมก็แค่อยากทำงานให้คุ้มกับเงินที่เขาจ้าง
พอได้ครบกับจำนวนที่ผมต้องการแล้วผมก็จะไปตามทางของผม
หากคุณเคยอ่าน "พันธุ์หมาบ้า" คงจะรู้จัก "ทัย" ตัวละครสำคัญในเรื่องนี้
บางคืนผมคิดถึงเขาเพราะช่วยทำให้ผมไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเกินไปนัก
.................
๓
ผมไม่ได้ซื้อแก้วเพิ่มตามที่บอกอา
แต่ซื้อแม่พิมพ์น้ำแข็งมาหลายอัน อายิ้มรู้ทัน
ผมหยิบแก้วในตู้เสื้อผ้ามาใบนึงให้มันทำหน้าที่ของมัน
"อย่าอิจฉากระดาษที่ถูกแช่เย็นนะ" ผมพูดกับแก้ว
อยู่ตู้เย็นมันหนาว นอนในตู้เสื้อผ้าอุ่นที่สุดแล้ว
ผมไม่เคยรังเกียจที่จะหยิบมันมาใช้งาน แต่เพราะรักมันมากต่างหาก
ผมกลัวมันจะแตก รอให้มือไม้ผมแข็งขึ้นก่อนเถอะ
แล้วจะหยิบมันออกมาใช้งาน ให้มันได้เจอความชุ่มชื่นบ้าง
..............
ผมเข้าห้องมาเติมเครื่องดื่ม ปิดโทรทัศน์ รายการเพลงธรรมะที่ผมทำจบไปแล้ว
พระสงฆ์องค์เจ้าพาคนออกจากการเป็น "ทาสของทาสของทาสเงิน" ได้ไม่นาน
Quantum Television ก็มาชวนคนกลับเข้าไปเป็นทาสของทาสของทาสเงินต่อ
ผมเปิดวิทยุ เปิดตู้เย็นเอาน้ำแข็ง แล้วเปิดโปรแกรมที่ใช้พิมพ์เรื่องรอไว้
............
เสียงร้องหม่นเศร้าของธีย์ ไชยเดช ลอยมาสะกดอารมณ์
ผมเคยฟังเพลงนี้มาก่อนแค่ครั้งเดียวจึงไม่รู้ชื่อเพลง
ผู้ชายที่ร้องเพลงเพราะที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทยร้องว่า
"ลังเลจนล้มลง
ใจมันวกวน ... วุ่นวาย
ลังเลจนล้มลง ... เจ็บเจียนตาย
เสียดายหัวใจ
กี่วันที่ผ่านไปไม่กลับคืน
จะไม่ต้องหยุดยืนรอวันตาย
ใจยังคงงดงาม ... มีความหมาย
คนที่เคียงกายมีอีกร้อยพัน"
...........
๔
ปากแข็งหรือเปล่า ? ... ผมถามนักร้อง
.....
แก้วนั้นไม่แข็งแน่ ... ตกเบาๆ ก็แตกกระจาย
น้ำแข็งยิ่งละลายเร็วเมื่อถูกลมเปลี่ยนฤดูพัดโหม
หัวใจคนยิ่งแล้วใหญ่ ... แม้จะอ่อนนุ่ม
แต่ร่วงหล่นลงพื้นคราใด ... กลับแตกได้เป็นเสี่ยงๆ
.................
ตีสอง ๒ นาที, คืนวันจันทร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕
บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์
..........
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ลายมือกลับมา : ๙ ก.พ. ๒๕๔๕
๑
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เจ้าของเครื่องมองหมายเลขที่ปรากฏอยู่นานก่อนจะรับสาย
ผมรู้สึกรำคาญเสียงเพลงนั้นจึงมองหน้าคนข้างๆ แทนคำถามที่ว่า "ทำไมไม่รีบรับๆ ไปวะ"
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีก เจ้าของเครื่องพูดกับปลายสายว่า เอาแต่ไก่ย่างไม่เอาข้าวเหนียว
เธอคงทำให้คนทั้งรถรู้สึกอยากกินมื้อค่ำแบบนั้นบ้าง แต่ผมส่ายหัวกับเสียงแปดหลอด
........
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วผมก็ขี้เกียจนับ ผมงีบหลับไปนานเหมือนกัน
รถยังไม่เคลื่อนไปไหนไกล ผมง่วงเพราะเมื่อคืนทำเว็บให้ร้านอาหารแห่งหนึ่งจนถึงตีสาม
ตอนเช้าผมแทบไม่อยากลุกจากที่นอน กว่าจะเลิกงานก็เย็นย่ำเพราะเครื่องมือก็มาเสียเอาดื้อๆ
คงเพราะมันผ่านการใช้งานอย่างหนักมานาน ผมรู้สึกเห็นใจมันเหมือนกัน
เมื่อต้องฟังเสียงคนคุยกัน ผมพยายามมีรอยยิ้มและเข้าใจชีวิตคนกรุง
ทุกคนต่างก็มีคนที่รออยู่ ... โทรศัพท์จึงพอช่วยบรรเทาได้บ้าง
.........
๒
เสียงโทรศัพท์บนรถปรับอากาศดังขึ้นอีก แต่ไม่ใช่ของผมแน่ๆ
ผมจึงหยิบโทรศัพท์ออกมาดู ผมคิดว่ามันคงหูหนวกและเป็นใบ้ไปแล้ว
เพราะเคยมีคนกล่าวว่า หากเราไม่พูดจากับใครๆ เอาแต่หมกตัวอยู่คนเดียว
สักวันเราก็จะสูญเสียทักษะด้านการสื่อสารไป เพราะการพูดคุยกับผู้คนนั้น
ทำให้เราต้องใช้ความคิดทุกด้าน ทั้งการเลือกใช้คำพูดคำจา การรับฟัง การตีความ
การดูลักษณะท่าทาง และยังเปิดโอกาสให้อวัยวะในร่างกายได้แสดงออก ซึ่งบางที
มันก็เป็นไปเองโดยธรรมชาติซึ่งเราไม่รู้ตัว เช่น รอยยิ้ม แววตา หรือการเฉยชาไร้อารมณ์
.....
ในกรณีคล้ายๆ กันนั้น ระยะ ๒ - ๓ ปีมานี้ผมใช้ปากกาน้อยมาก
เมื่อต้องมาจับปากกาเขียนเอกสารต่างๆ จึงรู้สึกว่าปากกานั้นเบาไม่มีน้ำหนัก
จึงเขียนแทบไม่เป็นลายมือ ตัวหนังสือไม่สวยดังใจอยาก ... ผมคิดว่า
แป้นพิมพ์ของคอมพิวเตอร์ทำให้ผมสูญเสียทักษะการเขียนไป
บางทีโทรศัพท์ของผมมันอาจจะสูญเสียความสามารถไปแล้วก็เป็นได้
...............
๓
แม้ไม่อยากจะรับรู้แต่ผมก็จับความได้ว่าผู้ชายข้างๆ กำลังคุยกับคนรักอยู่
ผมคิดถึงคำพูดของนางเอกหนังจีนเรื่องหนึ่งที่ได้ดูเมื่อเร็วๆ นี้
เธอพูดว่า .. เห็นคนรักกันก็อิจฉา เห็นคนทะเลาะกันโกรธกันก็อิจฉา
เพราะเธอสูญเสียคนรักอย่างไม่มีวันหวนคืน ผมอิจฉาหมอนั่นหรือเปล่า
ผมก็ไม่แน่ใจนัก ... เพราะสุขทุกข์ของคนมันเปรียบกันไม่ได้ พูดไปก็เท่านั้น
แต่แน่นอนว่า คนทุกคนย่อมต้องการคนที่รัก คนที่จะงอแงด้วยได้เสมอ
คนที่ทนฟังเสียงร้องเพลงของเราได้ คนที่พร้อมจะนอนไม่หลับเมื่อเราตาแข็ง ฯลฯ
........
ในห้วงที่พูดคุยกับตัวเองนั้น .. ความคิดพูดขึ้นว่า
เราอาจจะสูญเสียคนรักแต่จงอย่าสูญเสียความรักที่เคยมี
ยิ่งเจ็บปวดเท่าไหร่ก็จงรักให้มากขึ้น รักใครหรือรักสิ่งใดก็ได้
ความสามารถที่จะรักใครได้นั้นเป็นความรู้สึกที่งดงามน่าหวงแหน
หากมันหายไปเพียงเพราะไม่ได้ใช้หรือไม่ได้รับ เราอาจกลายเป็นคนเย็นชา
ไม่กล้าพาหัวใจเข้าใกล้สิ่งใดอีก หากแต่ค่อยๆ ตัดตัวเองออกจากอดีต
เลือนหายไปพร้อมกับเวลา เพื่อสักวันจะได้เข้าถึงโลกที่สันโดษ
โดยไม่มีเรื่องราวแต่หนหลังมาตามหลอกหลอนทุกค่ำคืน
ผมขอบคุณความคิดที่สำคัญกว่าทักษะการพิมพ์เร็วหรือมีลายมือสวย
................
๔
เมื่อลงจากรถแล้ว ผมจึงรู้ว่าโทรศัพท์ของผมยังไม่หูหนวกและเป็นใบ้
ทำให้หัวใจอันห่อเหี่ยวยังได้ลุกพองอยู่บ้างชั่วเสี้ยววินาที
เพราะไม่ใช่เสียงของคนที่อยู่แสนไกลคนนั้น คนที่โทรมาบอกให้ผม
รีบกลับบ้านไปแก้งาน เพราะลูกค้าต้องการเปลี่ยนถ้อยคำภาษาอังกฤษใหม่
ประโยคที่ผมแปลเอาเองว่า "หากรักแล้วอย่ากลัวที่จะเสียใจ" นั่นเองที่ต้องแก้
ผมบอกว่าอีกหนึ่งชั่วโมงจะเข้าไปทำให้แล้วเดินเข้าห้างสรรพสินค้า
........
ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศช่วยให้ผมรู้สึกสบายขึ้น
ภายในห้างตกแต่งด้วยสีแดงเป็นหลัก คงเพราะใกล้ตรุษจีนและวันแห่งความรัก
การทำเว็บไซต์ของลูกค้าช่วยให้ผมชินกับสีสดๆ ขึ้นมาบ้าง
เพราะชินกับโฮมเพจของตัวเองมานาน ผมเดินเข้าร้านหนังสือ
ผมไปหาหนังสือแปลเรื่อง "Into Thin Air" ผมอยากอ่านตั้งแต่ได้ยินชื่อครั้งแรก
จนกระทั่งมีคนแปลออกมาเป็นภาษาไทยซึ่งคงช่วยให้การรับสารสบายขึ้น
จากนั้นจึงเดินไปร้านเครื่องเขียนเพื่อเลือกปากกาให้ตัวเองอีกสักอย่าง
เป็นของขวัญที่สามารถทนอยู่กับระบบและคนมาได้หนึ่งเดือนเต็มๆ
...........
๕
ผมมองหาปากกาที่ถูกใจจนได้ เป็นผู้ผลิตเจ้าเดียวกับที่ผมเคยใช้สีไม้น้ำของเขา
คนขายหยิบด้ามสีดำสนิทตกแต่งเรียบๆ ด้วยชื่อยี่ห้อสีขาวมาให้ผมทดลองขีดเขียน
พลันที่จรดปากกาลงบนแผ่นกระดาษที่เขาเตรียมไว้ ผมก็คิดถึงครั้งสุดท้ายที่ผมมาที่นี่
มือของผมจึงเขียนประโยคออกไปทันที ทั้งที่ปกติผมจะแค่ขีดเส้นธรรมดาๆ
และลายมือของผมไม่ได้เป็นตัวไก่เขี่ยแบบตอนลงชื่อเข้าทำงาน
......
คนขายรับเงินแล้วเดินไปห่อของ ... เขาคงจะงงๆ อยู่เหมือนกัน
เมื่ออ่านเจอประโยคที่ผมเขียน เขาอาจกลับมาอ่านอีกแล้วคิดว่าผมบ้า
ส่วนตัวผมนั้นได้รู้แล้วว่า ยังไม่ได้สูญเสียลายมือไป
แต่กับสิ่งที่ความคิดย้ำเตือนบนรถ ... ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า
มันยังอยู่ตรงนั้น อยู่ที่เดิมที่เคยอยู่เคยเป็นมาเนิ่นนาน
หรือว่าหนีหายไปจากผมตั้งแต่คืนนั้นแล้ว
.............
๑๒๗
ตีสอง ๓๖ นาที, คืนวันเสาร์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕
บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์
..........
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
อ่อนแอไม่แน่นอน : ๑๔ ก.พ. ๒๕๔๕
๑
"กุหลาบแพงมากเลยนะ" เขาเริ่มต้นการสนทนา
ในระหว่างที่เรากำลังเดินทางไปวัดแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ
"ให้ดอกรักแทนสิพี่" ผมไม่ปฏิเสธหัวข้อนี้แม้ไม่อยากจะพูดถึงนัก
เขาหัวเราะ และแซวผมนิดหน่อย แล้วถามว่าคืนนี้ผมจะไปไหน
ผมไม่มีที่ไป .... แต่ตอบเขาไปว่า "ผมใฝ่ทางธรรมแล้วพี่"
ผมเมาหลับตั้งแต่หัวค่ำมาแล้วสองคืนและวันนี้ก็คงไม่ต่างไปจากเดิม
ไม่รู้ทำไมช่วงหลังๆ ถึงปล่อยให้ตัวเองเป็นอย่างนั้นอยู่บ่อยครั้ง
"พี่สามสิบกว่าแล้วก็เพิ่งจะมีวาเลนไทน์กับเขานี่แหละ" เขาพูดอย่างอารมณ์ดี
......
แม้จะแสนเหนื่อยกับการทำงานนอกสถานที่ตลอดทั้งวัน
แต่ผมก็แวะหาเพื่อนเพื่อคุยงานเรื่องเว็บไซต์ก่อนกลับบ้าน
และได้แก้ไขระบบส่งจดหมายของโฮมเพจตัวเองที่ตรวจพบจนเสร็จ
ผมอยากกลับบ้านนอน แต่พี่คนหางานให้ชวนไปงานที่ร้านอาหารของลูกค้า
ซึ่งแม้จะมีวงดนตรียอดฝีมือตั้งแต่สมัยมัธยมมาเล่นสดๆ ชักนำให้คล้อยตาม
ผมก็ไม่อยากไปเท่าไหร่ เพราะไม่ชอบวันที่คนเยอะๆ และดื่มไม่สะดวก
ผมอยากไปเมาร้านที่จ่ายเงินเองไม่ต้องเกรงใจผู้ใหญ่ ... สบายใจดี
................
๒
เดือนก่อนผมเขียนถึงคำว่า "ใส่ใจ" กับ "ห่วงใย" แล้วมีหลายคนชอบ
ในนั้นมีเพื่อนกลุ่มห้องสมุดคนหนึ่งจดหมายมาพูดต่อถึงคำว่า "รัก" และ "ผูกพัน"
(ในความหมายของหนุ่มสาว) เธออธิบายถึงคำสองคำนี้ ตั้งแต่รักแล้วผูกพัน
ผูกพันแล้วถึงรัก รักแต่ไม่ผูกพัน และผูกพันแต่ไม่รัก ฯลฯ
.....
ผมไม่ได้ตอบไปนอกจากรับฟังเธอเท่านั้น ... ผมพูดอะไรไม่ได้มากนัก
เพราะในชีวิตที่ผ่านมา ผมเคยรักและผูกพันกับคนไม่กี่คนเท่านั้น
และที่เคยนั้นก็มักจะเป็นการคิดไปเองฝ่ายเดียวเกือบทั้งหมด
แต่ผมก็กล้ายืนยันได้ว่า การที่ได้รักหรือผูกพันกับใครสักคนนั้น
ช่างเป็นความรู้สึกที่งดงามที่เหลือเกิน
รักได้มอบพลังชีวิตให้ผมอยากอยู่เห็นวันพรุ่งนี้
.........
ฉะนั้นแล้ว ... หากไม่มีเงื่อนไขอื่นใดมากั้นขวาง
หรือมีแต่คุณกล้าที่จะยอมรับและสู้กับมันแล้วล่ะก็ ผมอยากให้คุณ
ลองเปิดใจมอบรักให้กับคนที่ผูกพันอยู่กับคุณมาแสนนานบ้างเถิด
ส่วนคนที่ได้รักใครแล้วนั้นก็จงผูกพันกับเขาหรือเธอให้มากๆ เถอะครับ
แม้ว่าวันข้างหน้าคุณอาจจะต้องพรากจากกันไปแสนไกลก็ตาม
.........
๓
เพลงรักที่อาจจัดได้ว่าขึ้นทำเนียบคลาสสิคไปแล้วหลายเพลงถูกบรรเลงอย่างต่อเนื่อง
ผมที่นั่งเกือบติดเวทีหวลคิดถึงสมัยที่รู้จักวงนี้แรกๆ นึกถึงเพื่อนคนที่แนะนำให้ฟัง
วันนี้ผมก็เดินผ่านร้านขายยาของเขาแถวเสาชิงช้าแต่ร้านปิดตรุษจีน
ผมอดมีรอยยิ้มไม่ได้เมื่อคิดถึงตอนที่เขาพยายามเอาหูฟังมาใส่หูผม
เพื่อให้ซาบซึ้งกับบทเพลงรัก คงเพราะตอนนั้นผมบ้าแต่ฟุตบอล ... ยังรักไม่เป็น
แม้ถึงวันนี้จะยังรักไม่เป็นแต่ผมกลับรู้สึกดื่มด่ำกับหลายบทเพลงของออโต้บาห์น
........
ผมหยิบโปสการ์ดแจกฟรีจากกล่องที่ตั้งเด่นหน้าประตูมาหลายใบ
ผมอยากจะเขียนเรื่องราวต่างๆ ลงไป แล้วร่อนมันไปให้ใครก็ได้บนโลกใบนี้
ผมอยากโทรศัพท์หาคนที่อยู่แสนไกล ผมอยากมีแรงทำงานต่ออีกวัน
แต่สุดท้ายผมก็กลับบ้าน กลับมาถ้ำของตัวเอง กลับมาเมาให้สมอยาก
กลับมาเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อดูกุหลาบสีส้มอายุกว่าสี่เดือนที่นอนแห้งกรอบอยู่ในนั้น
และกลับมาเขียนอะไรไร้สาระเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งตอนเพื่อให้ผ่านวันแห่งความรักไปได้
................
๑๒๗
ตีสาม, คืนวันพฤหัสบดีที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕
บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
เทศกาลส่วนตัว : ๑๖ ก.พ. ๒๕๔๕
๑
ช่วงต้นปีมักจะมีเทศกาลสำคัญๆ และงานรื่นเริงหลายอย่าง
พอกลางปีก็จะมีแค่วันหยุดธรรมดา แล้วช่วงสิ้นปีก็จะคึกคักกันอีกครั้ง
ตั้งแต่เด็กมาแล้วที่ผมไม่เคยชอบเทศกาลประจำปีเหล่านี้เหมือนอย่างชาวบ้านเขา
คงเพราะการอยู่กับย่าสองคนนั้นเงียบสงบมากถึงเทศกาลก็ไม่มีอะไรแตกต่างไป
บางครั้งผมก็อยากให้มีคนมาหาเยอะๆ เพื่อเราจะได้จัดงานหรือไปเที่ยว
เหมือนอย่างครอบครัวอื่นที่เขาทำกันบ้างแต่ก็ไม่เคยเป็นจริงสักครั้ง
ครั้นจะให้ผมไปสนุกสนานที่บ้านญาติซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน
หรือไปยกมือไหว้ขอเงินแต๊ะเอียมันก็ไม่ใช่นิสัยของคนนอกอย่างผม
ผมจึงได้แต่เฝ้ารอให้วันคืนของคนอื่นนั้นผ่านไปโดยเร็ว
......
เทศกาลของผมนั้นมักจะมาทีหลัง มันแค่วันธรรมดาๆ บนช่องปฏิทิน
วันที่พ่อหรืออามาเยี่ยมพร้อมกับข้าวของที่เด็กทุกคนต่างก็อยากครอบครอง
ผมถึงได้รับรู้ว่า ... บรรยากาศความสนุกของเทศกาลนั้นอบอุ่นเพียงใด
ซึ่งบางครั้งญาติๆ ที่เติบโตมาพร้อมกันก็อิจฉาที่เห็นผมได้ของเล่น
แต่ผมก็ไม่เคยบอกพวกเขาเลยว่า ... ผมมีเทศกาลเพียงปีละครั้ง
ครั้งละไม่เกินสามวัน และไม่มีการกำหนดเวลาที่แน่นอนบนปฏิทิน
...............
๒
เติบโตขึ้น ... เทศกาลของผมหมายถึงการกลับไปหาย่า
จนกระทั่งย่าจากไป เทศกาลของผมก็ดูเหมือนจะจบสิ้นลง
ไม่มีคนให้ไปหา ไม่มีคนให้เฝ้ารอ .. ผมจึงต้องสร้างเทศกาลของตัวเองขึ้นมา
.......
ซึ่งมันไม่มีอะไรพิเศษไปกว่าการฉลองคนเดียวโดยเฉพาะในวันที่อ่อนล้า
การหารางวัลให้ตัวเองในวันที่ยังไม่รู้ว่าทางข้างหน้าจะเป็นเช่นใด
การยินดีกับงานรื่นเริงของผู้อื่นด้วยสายตาที่อ่อนโยนไม่อิจฉา
และการเฝ้าฝันถึงสักวันที่ตัวเลขบนปฏิทินจะมีความหมายขึ้นมา
มีคนที่จะทำให้คืนวันเหล่านั้นมีความหมายกับผมเหมือนคนอื่นบ้าง
.............
สองเทศกาลสีแดงคือ ตรุษจีนและวาเลนไทน์ผ่านไปแล้ว
การต้องออกข้างนอกทุกวันทำให้ผมต้องมีส่วนร่วมอยู่บ้างแม้ไม่มากนัก
ซึ่งผมก็พยายามขุดความเคยชินที่ถูกเก็บไว้ลึกตั้งแต่สองปีที่แล้วให้กลับมาอีกครั้ง
ผมจำเป็นต้องใช้มันอีก ต้องพึ่งพาอารมณ์เก่าๆ ให้ก้าวข้ามข้อทดสอบของชีวิต
ใช้สิ่งที่เคยอยู่ผมมาตลอดลบล้าง "ความฝัน" ที่เกิดขึ้นในช่วงสองปีให้เจือจางลง
จากนั้นก็กลับมาสร้างเทศกาลส่วนตัว เพื่อที่ว่าวันคืนจะได้เย้ายวนให้ผมอยากอยู่ต่อ
................
๓
วันหยุดทั้งทีผมตั้งใจจะเขียนเรื่องสบายๆ แต่ก็พาไปเรื่องอื่น
ขอโทษด้วยครับ ... อารมณ์เฉพาะแก้วมันพาไปตั้งแต่หัววัน
ทั้งๆ มีเรื่องหน้าแตกของตัวเองเตรียมไว้จะเขียนแล้ว
..........
วันนี้ผมนั่งดูหนังจีนไป ๒ เรื่องซึ่งเป็นหนังที่เคยดูแล้วทั้งคู่
แต่ความที่ผมชอบมันมากก็เลยดูอีกครั้ง เป็นการทวนความทรงจำ
จนทำให้อยากเล่าถึงฉากสวยงามบางฉากที่อาจจะไม่เคยมีใครเขียนถึง
ฉากที่ผมจะนำมาเล่าให้ฟังในคืนนี้คงเข้ากับบรรยากาศสัปดาห์ที่ผ่านมา
ถือเป็นการอวยพรปีใหม่จีนก็แล้วกันนะครับ กับฉากที่ "หลี่หมิง" พูดกับ "จางมั่นอี้"
ในหนังรักยอดเยี่ยมของปี ๙๗ เรื่อง "เถียนมีมี่ ๓,๖๕๐ วัน ... รักเธอคนเดียว"
คนเขียนบทเล่นกับคำ ๔ คำได้เก่งและน่ารักมาก
...........
หลี่หมิง : ซินเจียยู่อี่
จางมั่นอี้ : ซินนี้ฮวดไช้
หลี่หมิง : ปลอดภัยทั้งปี
จางมั่นอี้ : สุขภาพแข็งแรง
หลี่หมิง : สมดังเจตนา
จางมั่นอี้ : สมองปลอดโปร่ง
หลี่หมิง : สมหวังดังใจ
จางมั่นอี้ : ทำมาค้าขึ้น
หลี่หมิง : อุปสรรคพ่ายแพ้
จางมั่นอี้ : อายุยืนยาว
.........
เสือชีพ : รักเธอคนเดียว
.........
๑๒๗
ห้าทุ่มครึ่ง, คืนวันเสาร์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕
บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์
..........
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
เครื่องส่งเครื่องเก่า : ๙ ก.พ. ๒๕๔๕
๑
ผมหยิบม้วนวีดิโอออกจากกล่องแล้วใส่ไปในเครื่องกรอเทป
ผมกดปุ่ม forward ให้เทปหมุนไปจนสุดทั้งๆ ที่หนังพร้อมจะดูอยู่แล้ว
จากนั้นจึงกดปุ่มในทิศทางสวนกันให้เนื้อเทปกลับมาที่ต้นหัว
หากเครื่องกรอเทปสีดำมีชีวิตมันคงจะคิดอยู่บ้างล่ะว่า ... ทำไม ?
แต่ถึงจะสงสัยมันก็คงไม่กล้าพูด เพราะคงจะดีใจมากกว่าอย่างอื่น
ผมให้มันวิ่งแทนที่การอยู่เฉยๆ ก็ทดแทนความห่างเหินกันได้แล้ว
......
ม้วนเทปทุกชนิดไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่แกะกล่องก็ตาม
หากไม่ได้ใช้นานๆ แล้ว เนื้อเทปในแต่ละรอบอาจจะติดกันได้
หากสั่งเล่นเลยเนื้อเทปอาจยืดเสียหายได้ ดังนั้นก่อนที่จะใช้งานจึงต้องทำอย่างนี้
ก็เหมือนกับนักกีฬาที่นั่งข้างสนามนานๆ เมื่อโค้ชจะให้ลงไปเปลี่ยนเกมส์
ก็ต้องอบอุ่นร่างกายเสียก่อน ไม่ฉะนั้นขณะที่วิ่งๆ ไปแข้งขาอาจจะพลิกได้
แต่ผมก็ไม่กล้ายืนยันว่า การจะรักใครสักคนจะต้องเตรียมใจอย่างไรบ้าง
มันซับซ้อนกว่าการดูแลม้วนเทปหลายเท่านัก
.............
หนังที่ผมจะดูในคืนนี้เป็นหนังเกาหลีเรื่อง Ditto
เทปม้วนนี้ไม่ได้เช่ามาจากร้าน และมันอาจจะไม่ได้เปิดมานับเดือน
ผมจึงต้องอบอุ่นให้มันพร้อมที่จะเดินเพื่อให้ความบันเทิงเสียก่อนนั่นเอง
..........
..........
๒
Ditto (Kim Jung-Kueon 2000) กล่าวถึงหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่รู้จักกันผ่านทางวิทยุสื่อสาร
ต่อมาทั้งคู่ได้รู้ว่า ... พวกเขาอาศัยอยู่ในคนละช่วงเวลาและอยู่ห่างกันถึง ๒๐ กว่าปี
ซึ่งก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการแลกเปลี่ยนทัศนะแต่อย่างใดโดยเฉพาะความรัก
โดยตัวละครสองคนนี้ต่างก็มีคู่หมายอยู่ในยุคสมัยของตนอยู่แล้ว
และแม้จะได้รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นเช่นไรก็ไม่ได้ทำให้หญิงสาวในปี ๑๙๗๙
ฝืนโชคชะตาที่เธอได้รับรู้มาโดยบังเอิญนั้น หากแต่ยอมรับและถอยห่างออกมาอย่างสงบ
..........
ในหนังที่ไม่เคร่งครัดต่อกฏเรื่องกาลเวลา เช่น Back to the Future หรือ Il Mare นั้น
จะเห็นว่าตัวละครสามารถแก้ไขอดีตของตัวเองได้ แต่ที่จริงแล้วเราหาทำเช่นนั้นได้ไม่
เพราะแม้พยายามจะทำอะไรให้เป็นไปดังใจ แต่กลับจะมีส่วนเสริมให้เกิดเหตุการณ์นั้น
เกิดขึ้นเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลงจากที่เรารับรู้มาล่วงหน้า ... Ditto ยึดเกณฑ์ข้อนี้
............
ฉากไคลแมกซ์ของเรื่องเป็นการพบหน้ากันระหว่างชายหนุ่มกับสุภาพสตรีแสนงาม
ทั้งคู่ไม่ได้พูดกันสักคำเดียว มีเพียงสายตาที่ส่งทอดความรู้สึกว่าเข้าใจในเบื้องลึกของอีกฝ่าย
เห็นถึงความเจ็บปวดในกาลก่อน รู้ซึ้งความเสียสละที่ยิ่งใหญ่ เกิดความตื้นตันอิ่มเอิบ
ความสุขที่แสนเหงา และช่วยให้ชีวิตรักของชายหนุ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี
.................
๓
เมื่อผมดูหนังเรื่องนี้จบก็ยิ่งทำให้ผมเชื่อว่า ...
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองในหลายๆ เรื่องล้วนสมควรแล้วทั้งนั้น
ไม่มีเหตุผลที่ผมจะต้องดื้อดึงไม่ยอมรับหรือฝันกลางแดดอีกต่อไป
ยังไงก็หนีความเจ็บปวดไม่พ้น หนังทำให้ผมเชื่อมั่นในบันทึก
ที่เขียนเก็บไว้ยังไม่เอาลงว่า ... หากมีโอกาสได้เลือกก่อนบ้าง
ผมก็ได้เลือกทำในหนทางที่ถูกต้องสมควรแล้วที่สุดแล้ว
สักวันคนเหล่านั้นคงจะเข้าใจ แม้จะอีกนานหลายปีก็ตาม
........
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมนำมาคิดต่อเห็นจะเป็นความมหัศจรรย์ของวิทยุสื่อสารเก่าๆ
ที่หนุ่มสาวสองคนในหนังใช้เป็นตัวกลางทำให้เกิดเรื่องราวแสนประทับใจขึ้นมา
ผมเคยอ่านมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ว่า ... ความคิดของคนก็เป็นคลื่นสัญญาณอย่างหนึ่ง
เราสามารถส่งคลื่นความคิดคำนึงไปถึงใครก็ได้ และหากอีกฝ่ายเปิดหัวใจรับ
ข่าวสารแห่งความปรารถนาดีก็จะไปถึง แม้ว่าจะอยู่ห่างเพียงไหนก็ตาม
.........
แต่ผมก็ไม่อาจรู้ได้ว่า สภาพร่างกายและจิตใจที่เหมือนกับวิทยุเครื่องเก่าๆ
จะพังแหล่มิพังแหล่ในตัวผมจะยังสามารถทำหน้าที่แบบที่มันเคยทำมาตลอดได้หรือเปล่า
ยิ่งเมื่อจุดหมายซึ่งอยู่ห่างไกลและยังไม่ยอมเปิดรับข่าวสารจากบางแหล่งเช่นนี้แล้ว
ก็คงยากยิ่งขึ้นอีกหลายเท่า แต่ก็นั่นล่ะ หากไม่ให้มันส่งคลื่นสัญญาณความคิด
มันก็ทำอย่างอื่นไม่เป็น และอาจกลายสภาพเป็นเศษเหล็กไปในที่สุด
.............
๔
ผมออกมายืนรับลมยามดึก กรุงเทพฯ ร้อนอบอ้าวมาหลายคืน
ผมมองดูหมู่ดาวสีแดงทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของตึกสูง
มันอาจช่วยกำหนดระยะทาง บอกขอบเขตของจุดหมาย
ให้กับเครื่องส่งเก่าๆ เครื่องนี้ได้บ้างไม่มากก็น้อย
.....
ผมวางแก้วเครื่องดื่ม แล้วมองดูดาวสีแดงในมือ
บางทีแม้ว่าจะรู้ที่ตั้งคร่าวๆ ของจุดหมายแล้วก็ตาม
แต่คลื่นความคำนึงห่วงใยอาจไปไม่ได้ไกลอย่างใจนึก
แค่ลอยไปไม่พ้นสายตาก็สลาย คล้ายควันสีขาวของดาวแดงในมือ
.................
Thanks for Ditto Tape : ร้านพี่คนนั้น โชคชัย ๔ ; )
............
ห้าทุ่ม ๔๖ นาที
คืนวันพุธที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕
บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
เพลงตามคำขอ : ๒๓ ก.พ. ๒๕๔๕
๑
หากพูดตามประสาคนฟังเพลงแล้วก็อาจพูดได้ว่า ผมไปถึงที่นั่นตั้งแต่หัวค่ำ
เพราะกว่าที่นักดนตรีวงแรกจะขึ้นเวทีก็ต้องรออีกเป็นชั่วโมง
ผมกับเพื่อนถูกเจ้าของร้านเชื้อเชิญให้เข้ามาเก็บบรรยากาศในส่วนของมิวสิคฮอลล์
ทันที่ที่พูดคุยเรื่องงานเสร็จ ผมจึงรอดตัวไม่ต้องไปเดินงานกาชาดที่เขาอยากไป
.....
ผมสั่งเครื่องดื่มเสร็จก็เดินไปหยิบฟรีโปสการ์ดมาหลายใบเพื่อใช้เขียนหนังสือ
และวาดแผนงานต่างๆ แม้ว่าเครื่องดื่มที่สั่งไปจะไม่เข้มข้นแบบที่ผสมดื่มเอง
แต่ผมก็เข้าใจและหวังให้เขาแก้ตัวในแก้วที่สอง ช่างไม่เหมือนกับเพื่อน
ที่พอใจกับรสชาติในขวดที่ได้มาตรฐานโรงงานทุกครั้งที่เปิด
.........
ผมพาตัวเองเข้าสู่โลกส่วนตัวอีกครั้งเมื่อพยัญชนะตัวแรกปรากฏรอยบนแผ่นกระดาษ
ผมไม่ได้สนใจเพื่อนัก เพราะเราสองคนคุยกันแทบจะทุกวันอยู่แล้ว
จึงไม่ค่อยมีเรื่องคุยกันมาก เขาถามผมว่าทำไมไม่อยากไปเดินเล่นที่งานกาชาด
ผมตอบสั้นๆ ว่า ไม่อยากเบียดเสียดผู้คน ไม่มีอะไรน่าสนใจ ทั้งที่ลึกๆ นั้น
ผมมีความรู้สึกงดงามกับงานนี้มาก โดยเฉพาะครั้งหลังสุดเมื่อสองปีก่อน
ผมจึงอยากเก็บเรื่องราวดีๆ ไว้ในความทรงจำ ไม่อยากเอาปัจจุบันไปทำลาย
........
๒
ผมก้มหน้าเขียนเรื่องเกี่ยวกับโรงหนังและต้นลำใยไปเงียบๆ จนจบ
โดยใช้โปสการ์ดไป ๙ ใบพอดิบพอดี นึกอยากจะส่งให้ให้ใครสักคนอยู่เหมือนกัน
แต่ตัวหนังสือของผมมันบดบังที่อยู่เสียจนหมดสิ้นจึงไม่อาจทำได้
......
เวลานั้น ... นักร้องและวงประจำของร้านได้ขึ้นโชว์ลวดลายแล้ว
พวกเขามีความสามารถมากพอที่จะทำให้คนแพ้เวทีอย่างผมชื่นชม
ทั้งนักร้องที่มีชื่อเสียงเพราะเคยออกเทป หรือนักร้องที่กำลังไต่บันไดฝัน
กว่าจะมาถึงขนาดนี้พวกเขาคงซ้อมร้องเพลง และซ้อมแก้ปัญหากันน่าดู
ผมจึงควรเอาอย่างบ้าง ด้วยการเขียนให้ได้ในทุกที่ ทุกเวลา และทุกเรื่อง
......
ผมคิดที่จะหยิบกระดาษมาขอเพลง "ความรักเพรียกหา"
เพราะจำได้ว่านักร้องหญิงคนนี้เคยร้องไว้เมื่อหลายปีก่อน
ผมอยากฟังเธอร้องสดๆ สักครั้ง เหมือนที่มีคนเคยร้องเพลงนี้ให้ฟัง
เธอร้องเพลง "เดียวดายกลางสายลม" และ "ไม้ขีดไฟกับดอกทานตะวัน" ก่อน
ผมไม่ได้ขอไป ... โชคดีที่สุดท้ายแล้วเธอก็ไม่พลาดที่จะร้องเพลงนี้
..........
๓
"ขอโทษทีค่ะ .. พรุ่งนี้มีสอบหรือคะ ตั้งแต่ดิฉันขึ้นเวทีมา ๑๕ นาที
เห็นคุณก้มหน้าเขียนอะไรอย่างเดียว คุณไม่ฟังดิฉันร้องเพลงเลยหรือคะ ?"
นักร้องสาวอีกคนแกล้งแซว ผมยิ้มเข้าใจอัธยาศัยของนักร้องสาววัย ๓๐ ยังแจ๋วคนนี้
"ขอเพลงได้นะคะ .. คุณรู้ไหม เมื่อกี้ฉันร้องเพลงของใคร ? .. ว ย ด ก ม ฯลฯ ... "
ผมจำเป็นต้องตอบชื่อเจ้าของเพลง "ขอจันทร์" เพื่อร่วมสนุกไปด้วย
และพูดเล่นๆ กับเพื่อนว่า "คงเห็นว่าเราไม่หล่อ เลยมาแซว ฮ่าๆๆ"
จากนั้นจึงหยิบโปสการ์ดโฆษณานิตยสาร TIME ขึ้นมา
เติมคำว่า LESS ลงไปต่อท้ายหัวหนังสือ แล้วจึงพลิกอีกด้านมาเขียน
...........
"พรุ่งนี้ไม่ได้มีสอบแต่อย่างใด ....
แต่คงเหมือนที่ ดีเจ. มักไม่ค่อยเปิดเพลงตามที่เราขอนั่นแหละ
นักร้องก็มักจะร้องเพลงที่เธอตระเตรียมมา เพลงที่ซ้อมมาเป็นพิเศษก่อน
เพลงที่ปรารถนาและมีอารมณ์ร่วม ซึ่งอาจจะเกี่ยวพันกับเหตุการณ์เมื่อเช้านี้
มากกว่าจะร้องเพลงที่คนข้างล่างนึกถึงอยากฟัง ... ผมจึงไม่ได้ขอเพลง
ต่อเมื่อเธอหมดเพลงที่ตั้งใจอยากเอ่ยแล้วนั่นล่ะ จึงควรจะขอเพลง
ซึ่งจะเป็นเพลงที่อยากฟังอย่างแท้จริง"
.............
๔
"เป็นยังไงบ้างคะบรรยากาศ ?" เจ้าของร้านเดินลงมาถามเมื่องานเลี้ยงใกล้เลิกลา
เพื่อนของผมตอบไปว่า "ดีครับ เขียนบรรยายได้หลายแผ่นเลยครับ"
ผมหัวเราะรวมถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่เขา (บ้า) กล้าเอาข้อความที่ผมเขียน
ไปส่งให้นักร้องสาวคนนั้นจริงๆ ... เขาคงอยากเห็นผมสนุก ผมนึกขอบใจ
แต่ไม่ได้เอ่ยอะไร นอกจากชวนลูกค้าคุยเรื่องประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ต่อ
และออกจากร้านเมื่อเวลาล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่ได้เกือบสองชั่วโมง
..............
ระหว่างทางกลับบ้าน ผมพยายามจัดระเบียบความคิดให้ละเอียดยิ่งขึ้น
สิ่งที่เขียนหลังโปสการ์ด ผมไม่ได้ตั้งใจจะส่งให้ใคร นอกจากเขียนสอนใจตัวเอง
มีมากมายหลายครั้งที่ร้องขอให้คนอื่นทำตามความปรารถนาของตัวเอง
หากเขาทำให้ก็ดีใจ แต่เมื่อไม่ได้ก็ไม่สบอารมณ์ สลับกันอยู่อย่างนี้
............
๕
เวลาและเหตุการณ์สอนให้ผมเลิกเขียนคำร้องต่อผู้ใด
ผมปล่อยให้คนที่เคยเกี่ยวพันก้าวไปตามจังหวะที่พวกเขาอยากเดินจริงๆ
ไม่เอาความปรารถนาของตัวเองไปเหนี่ยวรั้งการแสวงหาของใครอีก
พยายามมองความสุขกับภาพการเดินทางของคนที่เคยให้สัมผัสอันอบอุ่น
ส่วนหัวใจนั้น ... มั่นคงชัดเจนอยู่แล้ว
หากใครอยากใกล้ก็คงเดินเข้ามาให้รับรู้บ้าง
รู้ว่าระหว่างเรายังมีเยื่อใย ยังมีโอกาสที่จะสร้างวันใหม่
..........
เพลงตามคำขอ .. จึงเป็นเพลงสุดแต่ใจเธอ
ซึ่งคนแพ้เวทีอย่างผมจะมีรอยยิ้มให้และร่วมสนุกได้ด้วยเสมอ
สุดแต่ใจผม ณ วันนี้และวันหน้าก็คงเท่านี้
ซึ่งมันก็มั่นคงชัดเจนอยู่แล้ว
...............
รุ่งเช้า เสาร์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕
บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
|