ธันวาคม
......................................
ฝันเอย

หนาว ลมหนาว
ดาวพราวเกลื่อนทุ่งฟ้า
คนล้ม ข่มตา
หลับฝัน หลับไหล

ร้าย ฝันร้าย
ผู้คนกลับกลายในฝัน
ซ่อนหน้า ลวงกัน
ปกปิด แนบเนียน

แท้ จริงแท้
แค่เรื่องราวผ่านมา
คงอยู่ ค้างคา
บั่นทอน ใจคน
.........

อุ่น อกอุ่น
ไอรักแต่เก่าก่อน
ห่มหุ้ม ใจร้าวรอน
ฝันแบบใด จะดูแล

บ้าน กลับบ้าน
ฉากสุดท้ายในคืนเหงา
หญิงชรา เอ่ยคำ
หน้าหนาว แม่จะต้มข้าวให้กิน
.........

งามวงศ์วาน
ตี ๕ ๕๘ นาที
เช้าวันพุธที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๔๖
บ้านสีฟ้าไม่มีวันกลับมาใหม่ หัวใจคนสลาย
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


เข้าครัว


ช่วงเวลาต้นปี ระหว่างที่ผมทำงานประจำ นอกจากการหยุดเขียนหนังสือชั่วคราว
ด้วยเหตุผลบางประการ สิ่งหนึ่งที่ภารกิจนอกบ้านเอาไปจากผมก็คือ
การทำกับข้าวกินเอง (อย่างสม่ำเสมอ) เหมือนที่เคย สาเหตุก็เพราะว่า
ไม่มีเวลา เมื่อถึงวันหยุดก็อยากพักผ่อน นอกจากสัปดาห์ไหนอยากจริงๆ นั่นแหล่ะ
ผมถึงจะเข้าตลาดติดแอร์ แล้วมานั่งใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ ปรุงอาหารที่อยากกิน
อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับบางคน แต่กับผมแล้วการจากไปของสิ่งที่คุ้นเคย
ไม่ว่าจะเป็นการวางปากกาหรือการเก็บตะหลิว ก็เหมือนสิ่งสำคัญในชีวิตขาดหายไป

ครั้นพอลาออกจากงาน มีเวลาให้ตัวเองมากขึ้น การกลับมาเขียนหนังสืออีกก็รู้สึกเขินๆ
คิดแต่ไม่กล้าเคาะคำพูดออกมา, มือไม่ชินกับแป้นพิมพ์ (ทั้งๆ ที่ใช้ทุกวันแม้จะต่างลักษณะ)
ไม่แตกต่างอะไรกับการที่จะทำปลากระพงผัดฉ่ากินแกล้มเหล้าสักจาน
ซึ่งก็ขาดความทะมัดทะแมงในการหยิบจับ นึกแล้วก็สมเพชตัวเองเหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม การกลับมาทำกับข้าวนั้นก็ง่ายกว่าการเขียนหนังสือเยอะ
นิทานเรื่องสั้นๆ เรื่องนี้ สอนให้ผมตระหนักถึงความสำคัญของการฝึกฝน
ผมจึงใช้เวลาว่างดึงความรู้สึกเก่าๆ มาทีละน้อย ด้วยการสำรวจข้าวของเครื่องใช้
น้ำปูน้ำปลาที่ใกล้ก็ซื้อขวดใหม่ น้ำมันหอยเก่าเต็มทีก็โยนทิ้ง เต้าเจี้ยวก็สีไม่ได้
หอมแดงก็เน่า กระเทียมนั้นก็แห้งลีบ ผมจึงโยนทุกอย่างลงถัง ... จะปฏิวัติครัว
..........


ช่วงเวลาที่ปอกมันฝรั่งผมนั่งคิดอะไรไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้คิดว่ามันจะสูงส่งขนาดนำไปสู่สมาธิ
ทบทวนถึงความฝันที่ต้องพับโครงการไปชั่วคราวเนื่องจากตกงาน อีกทั้งยังยกเลิกงานนอกที่รับไว้
ดังนั้นแล้วรายได้แต่ละเดือนจากที่เคยมีอยู่มีเก็บก็กลายเป็นตัวเลขสีแดง ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีนัก
แต่นั่นก็ไม่เท่ากับว่า ความรู้สึกที่เคยเขียนไว้ว่า หากล้มเหลวแล้วจะพักจิตใจอีกนานเท่าใด
มันไม่ใช่เรื่องง่ายนักของคนที่สอบตกซ้ำซากในวิชาบังคับเลือกในหลักสูตรชีวิต
หากไฟสร้างสรรค์ที่กำลังจะดับลง ต่อเติมให้ลุกโชนได้ง่ายๆ อีกครั้ง
เหมือนกับการซื้อน้ำตาลมาเติมกระปุกที่ใกล้จะหมดก็คงจะดีไม่น้อย

แต่เราทุกคนรู้ดีว่าหลายสิ่งหลายอย่างไม่สามารถหาซื้อได้ มันมีจังหวะโอกาสของมัน
ระหว่างที่ยังขาดหรือหมด แต่ยังจำเป็นต้องดำเนินต่อ การหาสิ่งทดแทนแก้ขัดไปพลางๆ
ก็เป็นวิธีการหนึ่งเราเลือกใช้ แม้ว่ามันจะไม่ครบร้อยอย่างที่วาดหวังไว้ก็ตาม
ผมหัวเราะที่ตัวเองลืมซื้อซอสถั่วเหลืองมาแทนของเดิมที่เหลืออยู่ก้นขวด
สงสัยซุปหม้อนี้จะต้องพึ่งเกลือแทนในอัตราส่วนที่มากกว่าสูตรเดิม
ยังดีที่มีเพื่อนเก่าเหลืออยู่มาก เพราะผมไม่ใช่คนกินเค็ม !

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ยังไงชีวิตก็ยังจำเป็นต้องดำเนินต่อไป
การเป็นคนขาดๆ เกินๆ เป็นอาหารที่รสชาติไม่กลมกล่อม
เผลอๆ อาจผิดแผกไปจากร้านรวงที่เขาปรุงกัน
ก็ไม่น่าจะถึงกับผิดบาป หากว่ากินคนเดียว
ไม่ต้องให้คนอื่นฝืนกล้ำกลืนด้วย แต่ชีวิตก็หาได้จำกัดแต่นั้นไม่ !
ตลอดสองปีที่ผ่านมา ผมก็คงเหมือนโซดาที่เปิดขวดทิ้งไว้ค้างคืน
จะให้ซาบซ่าแบบเดิมก็เป็นไปไม่ได้ จะให้อร่อยบริสุทธิ์แบบน้ำแร่ก็ไม่มีทาง
และแม้จะพอยกดื่มแก้กระหายเวลาแฮงค์ได้ก็ตาม แต่ใครเล่าจะทนทำหากมีทางเลือกที่ดีกว่า
..............


ช่วงเวลานี้ หลังจากที่ผมคุ้นเคยกับแป้นพิมพ์ ไม่เขินที่ชวนเพื่อนเก่าคุยอีกครั้ง
ต้มยำปลาเก๋ารสเด็ดใส่เห็ดเยอะๆ ก็เข้าที่เข้าทางตามสูตรนายตูดหมึก
ส่วนที่หมดไปแล้วหาซื้อไม่ได้ และมันคงไม่งอกออกมาเอง
ก็คงต้องก้มหน้ายอมรับสถานเดียว ถือว่าได้ทุ่มเทใช้ไปอย่างคุ้มค่าที่สุดแล้ว

ส่วนที่จะทดแทนนั้น ผมพยายามมองโลกในแง่ดีว่าไม่ได้มีผู้ผลิตยี่ห้อเดียวในตลาด
ถึงเวลาก็คงจะยกเลิกไม่ให้เครื่องปรุงเก่าๆ ผูกขาดรสชาติที่คุ้นใจอีกต่อไป
แน่ละ ไม่ใช่เรื่องง่ายของคนที่กินแบบนี้มาตลอด กว่าจะรู้ตัวก็สาย
เหมือนกว่าที่จะรู้จักครบทุกรส ก็ต่อเมื่อมันโบยบินจากไป
แต่ก็ถือว่าเป็นหลักการที่ดีไม่ใช่หรือ ?
.........


ช่วงเวลาล้างจาน อาจไม่ใช่ช่วงโปรดของคนชอบทำ แต่มีบางคนที่ชอบล้างมากกว่า
ผม, จำเป็นต้องทำและล้าง นึกขำๆ ที่วันนี้ทำก๋วยเตี่ยวกินถึงขนาดคั่วถั่วเองด้วยซ้ำ
อีกหน่อยคงต้มเหล้ากิน แล้วติดป้าย OTOP: One Tum(bon) One Product เสียเลย
ระหว่างที่ล้างจานใบใหญ่อายุ 2 ปีที่นานๆ ทีจะได้เอาออกมาใช้เมื่อต้องการวางผักเยอะๆ
ประโยคที่ประทับอยู่บนจานก็สะกิดใจเข้าอย่างจัง ผมไม่คิดว่าคนที่ให้มาที่จากไป
ตั้งใจจะบอกเป็นนัยๆ ณ เวลานั้น แต่มันกลับมีความหมายมากขึ้นในเวลานี้

the recipy of Life: don't test the sweet before the bitter
                          unless you will never know
                          how sweet the sweetness can be

ผมอาจจะทรนงว่า เคยกินอะไรขมๆ มาพอสมควร
แต่เมื่อได้พานพบกับความหวานชื่นอย่างที่สุดในโลกใบนี้แล้ว
วันหนึ่งก็จำเป็นต้องรับรสที่สุดของด้านตรงข้ามบ้าง
จึงรำพึงตัวเองเบาๆ ว่า "เพื่อจะได้เป็นพ่อครัวที่ดี"
................

ครัว ๑๒๗
ตี ๓ ยี่สิบสามนาที
คืนวันเสาร์ที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๔๖
บ้านสีฟ้าไม่มีวันกลับมาใหม่ หัวใจคนสลาย
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


คืนหนาว ดาวสวย


"ดาวดวงนั้นอยู่ห่างเรานับล้านปีแสง การส่องกล้องดูดาว
ก็เหมือนเราพาตัวเองย้อนเวลากลับไปนับล้านๆ ปี" เขาตอบด้วยเสียงเรียบๆ
ต่อคำถามของชายวัยกลางคน ซึ่งผมคิดว่า คนถามก็ไม่ได้คาดหวังอยากรู้อะไรมากนัก
จึงปล่อยให้คนคิดมากสองคนคุยกันในแบบฉบับของพวกเขาต่อไป

"คืนนี้มีหมอกคลุม คล้ายม่าน จันทร์เกือบเต็มดวง
จึงตั้งกล้องยาก อาจจะไม่เห็นดาวที่อยากให้ดู" เขาพูดต่อ
"หากมีมือมาชักม่านบางๆ ให้ปิด ฟ้าคงจะสวยกว่านี้" ผมยิ้มกับคำเปรียบเปรยของเขา

คุยกันไปเรื่อยๆ ตัวตนก็ของคนก็จะค่อยๆ แย้มออกมาทีละนิดๆ
ซึ่งผมก็คงเผยความบ้าในอารมณ์ออกไปบ้างพอสมควร
ประโยคซึ่งควรวางไว้บนเส้นบรรทัดของหน้ากระดาษ
จึงถูกปล่อยออกมาทีละคำๆ ในความสลัว ณ ดาดฟ้าของตึกแถวกลางเมือง
..........


ในฐานะคนที่จะไป "แทนที่" มันไม่น่าจะมีอะไรมากกว่าการรับงานเก่า
เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างเท่าที่เวลาอำนวย จากนั้นก็จบกัน ไม่ต้องลึกซึ้งกันมาก
คนหนึ่งก็อยากไปเต็มแก่ คนหนึ่งก็พยายามฟื้นความฝันขึ้นมาอีกรอบ
หาได้มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องมานั่งสนทนาถึงสิ่งที่เราต่างๆ ก็รู้ว่าอยู่ไกล
และในห้วงลึก ต่างคนต่างมีเครื่องมือของตัวเอง ในการนำตัวตนย้อนไปสู่อดีตล้านปีแสงที่ว่านั้น

แต่ก็นั่นแหล่ะ ผมไม่เคยปิดใจที่จะคบหากับใครอยู่แล้ว ... หากว่ามีวิถีที่คล้ายกัน
ความสนิทที่จะเอ่ยคำก็ย่อมมีมากขึ้นกว่าการพูดคุยเรื่องเฮฮาประสาชาวบ้านกับคนอื่นๆ
ผมจึงรู้สึกดีใจที่อีกด้านเขาก็ยอมรับ วิถีคิด และการดำรงในแบบที่ผมเป็น
ดาวเคราะห์น้อยย่อมมีวิธีสื่อสารกันเบาๆ อาจแตกต่างจากที่ดาวจรัสแสงคุยกัน

"เริ่มดูดาวตั้งแต่เมื่อไหร่?" ผมถาม
ระยะเวลาและเหตุผลเป็นสิ่งที่ไม่เหนือความคาดหมายนัก
ใครสักคนที่ดูหนังเรื่อง Il Mare ซ้ำๆ กันหลายรอบ แล้วทำกล้องดูดาวขึ้นมา
ปัดกวาดดาดฟ้า ปีนขึ้นหลังคาคนเดียว มันคงโหดร้ายอยู่ไม่น้อย
และผมก็ไม่ชอบหนังแนวนี้อยู่แล้ว จึงไม่ถามต่อ ไม่อยากฟังอะไรที่สมจริง
เพลงเศร้าในหนังเรื่องนั้น ยังจดจำทำนองได้ชัดเจน
..........


ชายวัยกลางคนเริ่มตีคอร์ดอีกครั้ง แล้วร้องเพลงที่ผมไม่คิดว่าจะได้ฟัง (และเล่นจบ)
เขาเล่นเพลงโคราชขับไสไอ้กัน เพลงแรกของ "กวีศรีชาวไร่" นามพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ
แม้ชื่ออาจระคายหูผู้ดีหลายคน แต่เนื้อหาก็เยี่ยมยอด ทำนองเพลงโคราชนั้นก็เหลือกินอยู่แล้ว
ผมจึงนั่งคุยกับเขา (ขณะที่พี่เขาใช้สมองอีกส่วนนึกถึงคอร์ดเพลงอื่นไปด้วย)

การพูดคุยถึงความหลังก็คงแค่แบ่งปันประสบการณ์ เรียนรู้กันและกันอย่างเร็วที่สุด
ไม่ใช่การเผยบาดแผลสามัญของคนหนุ่ม แต่นั่นก็ช่วยให้ผมเบาใจในวันข้างหน้าพอสมควร
คิดเล่นๆ ในใจว่า นอกจาก "น้าหมู" แล้วคงไม่มีใครเล่นเพลงนี้ให้ผมฟังได้
และเขาก็ยอมรับว่า ผมบ้ากว่าคิดไว้พอสมควร (ซึ่งผมถือเป็นคำชม)
.........

ดวงดาวของคนดีดกีตาร์ ไม่ได้ลอยสูงเสียดฟ้า แต่คือดาวบนดิน
คือเด็กหญิงตัวน้อยๆ วัยสี่ขวบที่กำลังน่ารักน่าชัง แต่งแต้มชีวิตเขาให้มีสีสันอีกครั้ง
สำหรับคนที่โชกโชนมามาก ที่เหลือรอดมาถึงวันนี้ก็เป็นเรื่องของโชควาสนาแท้ๆ
ถึงวันหนึ่ง เมื่อฟ้าประทานดาวดวงน้อยมาให้ ก็ย่อมจะปกป้องคุ้มครองอย่างที่สุด

หากพ่อคือโลก ลูกคือดวงจันทร์
เห็นกันบ้าง หลบกันบ้าง บังกันบ้าง ยามที่ชีวิตหมุนและเติบโตขึ้น
แต่โลกกับดวงจันทร์ก็ขาดกันไม่ได้ ต่างดูแลและมีผลต่อกันและกัน
คนดีดกีตาร์และเด็กหญิงตัวน้อยคงเป็นเช่นนั้น
ผมอยากเอ่ยบางคำ แต่เก็บเอาไว้พูดบนเส้นบรรทัดแทน
.............


เวลาล่วงเลย เทวดาก็เอื้อมมือมาชักม่านเปิด เป่าเมฆหมอกให้ลอยไปข้างๆ
คนดูดาวชวนให้ผมลุกขึ้นมาดูบางสิ่งบางอย่าง เป็นความงดงาม เป็นของขวัญในคืนหนาว
กลุ่มดาวฤกษ์ดวงเล็กๆ หกเจ็ดดวง เบียดกันแน่นอยู่ในแผ่นกระจกราวกับต้องการไออุ่นจากกันและกัน
เปล่งแสงระยิบระยับขึ้นได้ก็เพราะความเอ็นดูของจันทร์ที่เลื่อนดวงไปอยู่ใกล้เส้นขอบฟ้า
เหมือนพาคนย้อนไปสู่คืนวันอันงดงาม เห็นการก่อเกิดอันพิสุทธิ์
อยากอยู่นิ่ง หยุดทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะนั่นคือที่สุด

บางครั้งผมถามตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ ดื่มกินเพื่อให้พ้นวันคืนเท่านั้นหรือ
พอเช้าทุกอย่างก็เลือนหายเหมือนกับหมู่ดาวบนฟากฟ้าที่จะจากไปในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
ความมืดดำที่ปกคลุมคล้ายตกไปในหลุมลึกช่างห่างไกลจากความสุกใสที่ได้เห็น
ชาตินี้คงไม่สามารถไปถึงได้ด้วยสองเท้าที่มี พึ่งพาแค่สายตาก็พอใจ
..........

ผมมองกลุ่มดาวลูกไก่อีกครั้ง คิดล่องลอย
อีกกี่ล้านปีแสงนะที่พวกมันจะแยกออกจากกัน
ในจักรวาล สรรพสิ่งต่างมีวันหมดอายุทั้งนั้น
สักวันลูกสาวทั้งเจ็ดของ Atlas ก็ต้องไปตามวิถีของตัวเอง

"เป็นยังไงบ้าง?"
คนดูดาวที่สดชื่นขึ้นมาอีกครั้งหันมาถามคนเคลิบเคลิ้ม
"ที่นั่นคงอุ่น คงมีคนที่รู้สึกถึงอะไรๆ เหมือนกัน
หากมียานมารับ ผมก็พร้อมจะอพยพไปจากดาวดวงนี้ทันที"
................

ตีหนึ่ง ๒๐ นาที
คืนไร้ดาว, ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๖
บ้านสีฟ้าไม่มีวันกลับมาใหม่ หัวใจคนสลาย
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ชื่อ
อีเมล์
ความคิดเห็น

 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

หากต้องการนำข้อมูลไปใช้กรุณาติดต่อเว็บมาสเตอร์ก่อนนะครับ : )
© 2000 - 2001 Aphichet Piyasri All Rights Reserved.
www.thaidot.com