| ยังฝันถึงทะเลอยู่ไหม ?
๑
คงเพราะคำถามถึงสรรพนามของ "สมอ" ที่มีผู้เขียนถึง "สิงห์สนามหลวง" กระมัง
ทำให้ผมเดินเข้าไปใต้อาคารที่พักอาศัยเพื่อพูดคุยกับยามกะกลางคืน
อดีตลูกเรือประมงผิวกร้านผู้เพิ่งขึ้นฝั่งได้เดือนเศษกลิ่นอายน้ำเค็มยังไม่จาง
แต่ก็ไม่นึกเลยว่าคำถามอื่นๆ ที่เกี่ยวกับชีวิตความเป็นเขาจะมีตามมามากมาย
ชายวัย ๔๒ ปีผู้นี้เงียบขรึม ยิ้มง่าย พูดช้า ไม่เหมือนคนก่อนที่เป็นหนุ่มสนุกสนาน
เขาทำให้ผมคิดถึงเพื่อนคนหนึ่งที่บ้านเก่า กับคนอย่างนี้เราเคยนั่งคุยกันทั้งคืน
ความที่ผมชอบอ่านงานของ "ประชาคม ลุนาชัย" ลูกเรือประมงผู้ผันตัวเอง
มาเป็นนักเขียนฝีมือดีอีกคนเป็นทุนเดิม จึงพอจะมีความรู้เรื่องสภาพชีวิตคนเรืออยู่บ้าง
แต่ก็นั่นล่ะ ... วลีเก่าๆ ซึ่งคนพูดกันมาว่า หากไม่ถึงที่สุดแล้วก็ไม่มีใครอยากลงเรือ
พูดให้น่ากลัวอีกนิดก็หมายถึงว่า คนเรือเป็นกลุ่มคนเดนตาย ไม่มีความหวังใดๆ
บนผืนดินหลงเหลืออยู่อีกแล้วนั่นเอง ประกอบกับข่าวเจาะเรื่องขบวนการค้ามนุษย์ที่
สถานีโทรทัศน์ชื่อดังกำลังเผยแพร่อยู่ทุกค่ำคืนอันเป็นความโหดร้ายยิ่งกว่าพายุลูกยักษ์
ผมจึงสนใจใคร่รู้เรื่องราวเหล่านี้จากคนซึ่งใช้ชีวิตส่วนใหญ่บนผืนน้ำกว่าสิบปี
อาจมีความจริงบางด้านซุกซ่อนอยู่ในมายาคติของข่าวสารที่เคยรับรู้
..........
๒
เขาเล่าว่า มาจากบ้านที่วังน้ำเขียวกับเพื่อนด้วยกันทั้งหมด ๑๓ คน
ไม่นานนักก็มี ๒ คนที่จากโลกไปก่อนเวลาอันควร กระนั้น ๑๑ คนที่เหลือก็ยังลงเรือต่อ
แต่สุดท้ายก็มีเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ทนเป็นลูกเรืออวนดำจนถึงเดือนที่แล้ว
ส่วนสาเหตุที่ก้าวลงเรือเป็นครั้งแรกนั้นก็เป็นไปตามนิสัยของคนหนุ่ม
เขาอยากเห็นโลกกว้าง ประกอบกับมีคนรู้จักชักชวนเลยกล้าลอง
"เรืออวนดำต่างจากเรืออวนลากยังไง" ผมถาม เขาตอบว่า
"อวนดำก็หาพวกปลาที่เอามาทำเป็นปลากระป๋อง ปลาเล็กปลาน้อย
ที่เราเรียกว่าปลาไก่ ส่วนอวนลากก็ หาปลาใหญ่ หาพวกหมึก ทำนองนี้"
"พวกที่ออกข่าวนั้นเป็นเรืออวนลาก โชคร้ายตรงที่เจอไต๋ไม่ดี" เขาพูดต่อ
เมื่อผมเล่าเหตุการณ์ที่ไต้ก๋งไม่ยอมให้ลูกเรือขึ้นฝั่ง เป็นนักโทษกลางคุกสีฟ้า
จนบางคนต้องกระโดดน้ำหนีตายโดยหวังว่าฟ้าจะประทานอิสระ
โดยบันดาลให้เจอเรือลำที่ดีไม่ใช่เรือในขบวนการค้าคนด้วยกัน
"ออกเรือเที่ยวนึงนี่นานกี่วันครับ" ผมถามต่อ
"ประมาณ ๑๕ - ๒๐ วัน น้ำแข็งหมดเราก็เข้าฝั่งที่ปัตตานี"
"ไปไกลที่สุดถึงไหน"
"อินโดฯ" เขาตอบ ผมนึกถึงระยะทางจากปัตตานีถึงอินโดนีเซีย
อดีตลูกเรือประมงซึ่งผันตัวเองมาเป็นผู้รักษาความปลอดภัยยามค่ำคืน
เล่าถึงชีวิตประจำวันอีกหลายอย่าง อาทิ อาหารการกินที่บางครั้งไต๋ก็สร้างกฎ
ให้มีการอดข้าวหากทำงานได้ไม่ถึงเป้าหมาย, การทำงานหนักในยามเจ็บป่วย
การซ่อมอวนที่ขวด, พายุและห่าฝน รวมถึงการนอนดูดาวที่พร่างพราวเต็มฟ้า
"สุดแต่เราจะจินตนาการไป" เขาตอบสั้นๆ เมื่อผมถามว่าดาวสวยแค่ไหน
..............
๓
คงเพราะไม่มีเพื่อนอย่าง"ชัพ" พระเอกในนิยาย "คนข้ามฝัน" ของประชาคม ลุนาชัย
ชีวิตจริงของคนที่ผมคุยอยู่จึงเหมือนกับตัวละครอื่นๆ ในนิยายก่อนที่พวกเขาจะเจอชัพ
เมื่อลูกเรือเข้าฝั่งก็ปลดปล่อยความตรึงเครียดที่สะสมนับเดือนไปกับแสงสีเสียงบนพื้นดิน
จนบางครั้งเพื่อนก็อุ้มลงเรือโดยไม่รู้สึกตัวเนื่องจากฤทธิ์สุรา ชีวิตจึงไม่มีอะไรมากไปกว่า
การเข้าออกฝั่ง งานที่หนัก ไต้ก๋งที่อารมณ์ร้ายราวพายุ วนเวียนอยู่เช่นนี้ปีแล้วปีเล่า
สุดท้ายก็เหลือเพียงความว่างเปล่าจนญาติพี่น้องขอร้องให้มาทำงานบนบก
"เรือมาจอดหลบมรสุมที่บ้านเพ ระยอง เลยกลับไปเยี่ยมบ้าน
พอดีเจออาอ้วน เขาเลยให้มาช่วยเป็นยามนี่แหล่ะ" เขาลำดับเหตุการณ์
"อยู่ทะเลนานๆ พอเหยียบดินแล้วรู้สึกเวียนหัวหรือเปล่าครับ" ผมถาม เขาตอบว่าไม่
ในใจผมคิดถึงนาย ๑๙๐๐ ในหนัง The Legend of 1900 (Giuseppe Tornatore 1998)
นักเปียโนอัจฉริยะซึ่งอยู่บนเรือตั้งแต่เกิดจนถึงตาย เขาไม่ยอมขึ้นฝั่งทั้งๆ ที่มีโอกาส
เพราะผืนดินไม่ใช่โลกที่เขารู้จัก แต่อดีตลูกเรือประมงผู้นี้ไม่มีอดีตที่ซับซ้อนขนาดนั้น
เขาก็แค่เหมือนกับเรือหาปลาที่ถูกยกขึ้นจากน้ำเพื่อซ่อมแซมประจำปีเท่านั้น
แต่มันเป็นการพักที่แท้จริงไม่ใช่แค่การจอดเรือทิ้งสมอ ๑ ตัวข้างๆ เกาะแก่ง
เพื่อหลบพายุฝนที่โหมกระหน่ำแค่ไม่กี่ชั่วโมงอย่างที่เคยผ่านมา
ในชีวิตเราทุกคนย่อมต้องการช่วงเวลาเช่นนี้มิใช่หรือ ?
เวลาที่จะใช้ผ่อนคลายจากความซ้ำซากจำเจ ใช้ใคร่ครวญเหตุการณ์นานา
รวมถึงไตร่ตรองเรื่องของวันข้างหน้าว่าจะมุ่งทิศใหม่หรือยอมรับกับทางที่เลือกแล้ว
เพียงแต่ "ระบบ" ไม่ยอมมอบโอกาสเช่นนี้ให้แก่ใครผู้ใดนัก
นอกจากความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในห้างสรรพสินค้า สวนสนุก ร้านเหล้า และโรงหนัง
ซึ่งมันก็ไม่แตกต่างจากการปล่อยให้ลูกเรือเข้าฝั่งหาความสุขเพียงชั่วครู่ชั่วยาม
แล้วค่อยออกไปให้แดดส่องหน้าฟ้าส่องหลังกลางทะเลคอนกรีตของเมืองหลวงกันต่อ
เพียงแต่ทุกวันนี้ คนเราเอาเปรียบกันด้วยความสุภาพเท่านั้น
เพียงแต่ไต้ก๋งบนอาคารสูงแต่งตัวด้วยสูทราคาแพงเท่านั้น
แต่เนื้อแท้แล้วระบบก็ยังไม่ได้มีความเป็นธรรมหรือใฝ่หาความเป็นธรรมเลย
..............
๔
"ฝันถึงทะเลบ้างมั้ยครับ ?"
"ฝัน ยังฝันอยู่ ฝันว่านอนหลับบนเรือนั่นแหล่ะ บางครั้งเรือโคลงมาก
ผมสะดุ้งตื่นคิดว่าเจอพายุ ไม่อยากนอนต่อ บางวันผมก็เลยตื่นตั้งแต่เที่ยง
เดินลงมากินข้าวเร็วกว่าปกติ" เขาตอบปนยิ้ม ผมหัวเราะกับประโยคที่ยาวที่สุดของคืน
"ผมชอบวังน้ำเขียว ที่เป็นเนินเขาสวยนะครับ" ผมพูดถึงบ้านเกิดของเขา
ซึ่งเขาบอกว่ามีที่แปลงเล็กๆ ประมาณ ๒๐ ไร่ แต่เขาก็ไม่คิดจะกลับไปอยู่
"พี่ยังอยากออกทะเลอยู่หรือครับ ?" ผมถาม
"ยังคิดถึงอยู่ มันเคยชิน เหมือนกับเป็นบ้านเราไปแล้ว" เขาตอบเรียบๆ สั้นๆ
ผมกล้าพูดว่าเขาไม่ได้อยากเป็นไต้ก๋งเหมือนตัวละครที่เป็นลูกเรือในนิยาย
นิสัยของเขาอย่างหนึ่งล่ะ เขาไม่ใช่คนก้าวร้าวหรือมีท่าทางการแสดงออกว่าจะนำใคร
หากดูเหมือนคนรักสงบ และพอใจที่จะอยู่กับสิ่งที่คุ้นเคยอย่างสมถะเท่านั้น
พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็ว่า เขาดีเกินไปในสังคมที่ห่างไกลกฎหมาย
จนต้องสร้างกฎหมู่มาปกครองกันเองแล้วกลับกลายเป็นวัฒนธรรม
บางครั้งก็น่าแปลกใจที่ว่า สิ่งที่คล้ายว่าจะขัดแย้งเหมือนอยู่คนละขั้วกลับไปด้วยกันได้
...........
๕
ผ่านวันใหม่มาเกือบสองชั่วโมง ผมค่อนข้างจะมึนศีรษะ
เพราะเมื่อหัวค่ำเพื่อนรุ่นพี่เพิ่งชวนไปนั่งกินข้าวพูดคุยกัน
ซึ่งก็มีทั้งเรื่องราวใหม่แซมกับเรื่องราวเก่าตลอดการสนทนาหลายชั่วโมง
เมื่อถึงบ้าน ผมกลับไม่อยากเดินเข้าห้องเพื่อเขียนหนังสือจึงมานั่งคุยกับยาม
ช่วงที่เขาเดินไปทำหน้าที่รับรถ ผมอดถามตัวเองไม่ได้ว่าออกทะเลมาได้ยังไง
เมื่อไหร่จะได้กลับเข้าฝั่งเพื่อซ่อมแซมจิตใจที่สึกหรอไปมากในช่วงปีที่ผ่าน
ซึ่งอย่างมากผมก็ทำได้เพียงแค่พาตัวเองจอดหลบพายุฝนข้างเกาะเล็กๆ
ในปีที่ฤดูมรสุมยาวนาน ด้วยการเขียนหนังสือผ่อนคลายจากสิ่งที่รุมเร้า
แม้ว่าบันทึกแต่ละชิ้นจะมีอายุแค่วันสองวันจากนั้นก็ต้องหาเกาะแก่งใหม่
ผมฉีกสลิปเครื่องกดเงินอัตโนมัติทิ้ง นึกขำๆ เหมือนกันที่มี
เงินเหลืออยู่มากกว่าโครงการรักษาทุกโรคของรัฐบาลไม่ถึงสิบบาท
แต่ก็นั่นล่ะ ... อีกไม่กี่ชั่วโมงก็เช้าแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องแบกไปถึงพรุ่งนี้
คำตอบต่ออนาคตก็ต้องให้มันใกล้ถึงที่สุดก่อน ซึ่งก็คงอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจยาก
อาจจะเหมือนๆ กับที่มีคนสงสัยว่า เหตุใดชายที่ผมคุยด้วยถึงอยากลงเรืออีกครั้ง
ทั้งๆ ที่มันก็ไม่ได้มีวันสวยงามรออยู่ในกาลข้างหน้าแต่อย่างใด
..............
๖
ยังฝันถึงทะเลอยู่ไหม ?
ก็ยังฝัน และฝันถึงหลายอย่างเหมือนที่เคยฝัน
ทั้งผืนดิน ภูเขา แม่น้ำ ดอกไม้ ใบหญ้า ..... และเธอ
ทั้งยามหลับและยามตื่น
.............
T Lounge
ตี ๕ ๕๖ นาที
เช้าวันพฤหัสบดีที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๕
บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
|