ยังฝันถึงทะเลอยู่ไหม ?


คงเพราะคำถามถึงสรรพนามของ "สมอ" ที่มีผู้เขียนถึง "สิงห์สนามหลวง" กระมัง
ทำให้ผมเดินเข้าไปใต้อาคารที่พักอาศัยเพื่อพูดคุยกับยามกะกลางคืน
อดีตลูกเรือประมงผิวกร้านผู้เพิ่งขึ้นฝั่งได้เดือนเศษกลิ่นอายน้ำเค็มยังไม่จาง
แต่ก็ไม่นึกเลยว่าคำถามอื่นๆ ที่เกี่ยวกับชีวิตความเป็นเขาจะมีตามมามากมาย
ชายวัย ๔๒ ปีผู้นี้เงียบขรึม ยิ้มง่าย พูดช้า ไม่เหมือนคนก่อนที่เป็นหนุ่มสนุกสนาน
เขาทำให้ผมคิดถึงเพื่อนคนหนึ่งที่บ้านเก่า กับคนอย่างนี้เราเคยนั่งคุยกันทั้งคืน

ความที่ผมชอบอ่านงานของ "ประชาคม ลุนาชัย" ลูกเรือประมงผู้ผันตัวเอง
มาเป็นนักเขียนฝีมือดีอีกคนเป็นทุนเดิม จึงพอจะมีความรู้เรื่องสภาพชีวิตคนเรืออยู่บ้าง
แต่ก็นั่นล่ะ ... วลีเก่าๆ ซึ่งคนพูดกันมาว่า หากไม่ถึงที่สุดแล้วก็ไม่มีใครอยากลงเรือ
พูดให้น่ากลัวอีกนิดก็หมายถึงว่า คนเรือเป็นกลุ่มคนเดนตาย ไม่มีความหวังใดๆ
บนผืนดินหลงเหลืออยู่อีกแล้วนั่นเอง ประกอบกับข่าวเจาะเรื่องขบวนการค้ามนุษย์ที่
สถานีโทรทัศน์ชื่อดังกำลังเผยแพร่อยู่ทุกค่ำคืนอันเป็นความโหดร้ายยิ่งกว่าพายุลูกยักษ์
ผมจึงสนใจใคร่รู้เรื่องราวเหล่านี้จากคนซึ่งใช้ชีวิตส่วนใหญ่บนผืนน้ำกว่าสิบปี
อาจมีความจริงบางด้านซุกซ่อนอยู่ในมายาคติของข่าวสารที่เคยรับรู้
..........


เขาเล่าว่า มาจากบ้านที่วังน้ำเขียวกับเพื่อนด้วยกันทั้งหมด ๑๓ คน
ไม่นานนักก็มี ๒ คนที่จากโลกไปก่อนเวลาอันควร กระนั้น ๑๑ คนที่เหลือก็ยังลงเรือต่อ
แต่สุดท้ายก็มีเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ทนเป็นลูกเรืออวนดำจนถึงเดือนที่แล้ว
ส่วนสาเหตุที่ก้าวลงเรือเป็นครั้งแรกนั้นก็เป็นไปตามนิสัยของคนหนุ่ม
เขาอยากเห็นโลกกว้าง ประกอบกับมีคนรู้จักชักชวนเลยกล้าลอง

"เรืออวนดำต่างจากเรืออวนลากยังไง" ผมถาม เขาตอบว่า
"อวนดำก็หาพวกปลาที่เอามาทำเป็นปลากระป๋อง ปลาเล็กปลาน้อย
ที่เราเรียกว่าปลาไก่ ส่วนอวนลากก็ หาปลาใหญ่ หาพวกหมึก ทำนองนี้"
"พวกที่ออกข่าวนั้นเป็นเรืออวนลาก โชคร้ายตรงที่เจอไต๋ไม่ดี" เขาพูดต่อ
เมื่อผมเล่าเหตุการณ์ที่ไต้ก๋งไม่ยอมให้ลูกเรือขึ้นฝั่ง เป็นนักโทษกลางคุกสีฟ้า
จนบางคนต้องกระโดดน้ำหนีตายโดยหวังว่าฟ้าจะประทานอิสระ
โดยบันดาลให้เจอเรือลำที่ดีไม่ใช่เรือในขบวนการค้าคนด้วยกัน
"ออกเรือเที่ยวนึงนี่นานกี่วันครับ" ผมถามต่อ
"ประมาณ ๑๕ - ๒๐ วัน น้ำแข็งหมดเราก็เข้าฝั่งที่ปัตตานี"
"ไปไกลที่สุดถึงไหน"
"อินโดฯ" เขาตอบ ผมนึกถึงระยะทางจากปัตตานีถึงอินโดนีเซีย

อดีตลูกเรือประมงซึ่งผันตัวเองมาเป็นผู้รักษาความปลอดภัยยามค่ำคืน
เล่าถึงชีวิตประจำวันอีกหลายอย่าง อาทิ อาหารการกินที่บางครั้งไต๋ก็สร้างกฎ
ให้มีการอดข้าวหากทำงานได้ไม่ถึงเป้าหมาย, การทำงานหนักในยามเจ็บป่วย
การซ่อมอวนที่ขวด, พายุและห่าฝน รวมถึงการนอนดูดาวที่พร่างพราวเต็มฟ้า
"สุดแต่เราจะจินตนาการไป" เขาตอบสั้นๆ เมื่อผมถามว่าดาวสวยแค่ไหน
..............


คงเพราะไม่มีเพื่อนอย่าง"ชัพ" พระเอกในนิยาย "คนข้ามฝัน" ของประชาคม ลุนาชัย
ชีวิตจริงของคนที่ผมคุยอยู่จึงเหมือนกับตัวละครอื่นๆ ในนิยายก่อนที่พวกเขาจะเจอชัพ
เมื่อลูกเรือเข้าฝั่งก็ปลดปล่อยความตรึงเครียดที่สะสมนับเดือนไปกับแสงสีเสียงบนพื้นดิน
จนบางครั้งเพื่อนก็อุ้มลงเรือโดยไม่รู้สึกตัวเนื่องจากฤทธิ์สุรา ชีวิตจึงไม่มีอะไรมากไปกว่า
การเข้าออกฝั่ง งานที่หนัก ไต้ก๋งที่อารมณ์ร้ายราวพายุ วนเวียนอยู่เช่นนี้ปีแล้วปีเล่า
สุดท้ายก็เหลือเพียงความว่างเปล่าจนญาติพี่น้องขอร้องให้มาทำงานบนบก

"เรือมาจอดหลบมรสุมที่บ้านเพ ระยอง เลยกลับไปเยี่ยมบ้าน
พอดีเจออาอ้วน เขาเลยให้มาช่วยเป็นยามนี่แหล่ะ" เขาลำดับเหตุการณ์
"อยู่ทะเลนานๆ พอเหยียบดินแล้วรู้สึกเวียนหัวหรือเปล่าครับ" ผมถาม เขาตอบว่าไม่
ในใจผมคิดถึงนาย ๑๙๐๐ ในหนัง The Legend of 1900 (Giuseppe Tornatore 1998)
นักเปียโนอัจฉริยะซึ่งอยู่บนเรือตั้งแต่เกิดจนถึงตาย เขาไม่ยอมขึ้นฝั่งทั้งๆ ที่มีโอกาส
เพราะผืนดินไม่ใช่โลกที่เขารู้จัก แต่อดีตลูกเรือประมงผู้นี้ไม่มีอดีตที่ซับซ้อนขนาดนั้น
เขาก็แค่เหมือนกับเรือหาปลาที่ถูกยกขึ้นจากน้ำเพื่อซ่อมแซมประจำปีเท่านั้น
แต่มันเป็นการพักที่แท้จริงไม่ใช่แค่การจอดเรือทิ้งสมอ ๑ ตัวข้างๆ เกาะแก่ง
เพื่อหลบพายุฝนที่โหมกระหน่ำแค่ไม่กี่ชั่วโมงอย่างที่เคยผ่านมา

ในชีวิตเราทุกคนย่อมต้องการช่วงเวลาเช่นนี้มิใช่หรือ ?
เวลาที่จะใช้ผ่อนคลายจากความซ้ำซากจำเจ ใช้ใคร่ครวญเหตุการณ์นานา
รวมถึงไตร่ตรองเรื่องของวันข้างหน้าว่าจะมุ่งทิศใหม่หรือยอมรับกับทางที่เลือกแล้ว
เพียงแต่ "ระบบ" ไม่ยอมมอบโอกาสเช่นนี้ให้แก่ใครผู้ใดนัก
นอกจากความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในห้างสรรพสินค้า สวนสนุก ร้านเหล้า และโรงหนัง
ซึ่งมันก็ไม่แตกต่างจากการปล่อยให้ลูกเรือเข้าฝั่งหาความสุขเพียงชั่วครู่ชั่วยาม
แล้วค่อยออกไปให้แดดส่องหน้าฟ้าส่องหลังกลางทะเลคอนกรีตของเมืองหลวงกันต่อ
เพียงแต่ทุกวันนี้ คนเราเอาเปรียบกันด้วยความสุภาพเท่านั้น
เพียงแต่ไต้ก๋งบนอาคารสูงแต่งตัวด้วยสูทราคาแพงเท่านั้น
แต่เนื้อแท้แล้วระบบก็ยังไม่ได้มีความเป็นธรรมหรือใฝ่หาความเป็นธรรมเลย
..............


"ฝันถึงทะเลบ้างมั้ยครับ ?"
"ฝัน ยังฝันอยู่ ฝันว่านอนหลับบนเรือนั่นแหล่ะ บางครั้งเรือโคลงมาก
ผมสะดุ้งตื่นคิดว่าเจอพายุ ไม่อยากนอนต่อ บางวันผมก็เลยตื่นตั้งแต่เที่ยง
เดินลงมากินข้าวเร็วกว่าปกติ" เขาตอบปนยิ้ม ผมหัวเราะกับประโยคที่ยาวที่สุดของคืน
"ผมชอบวังน้ำเขียว ที่เป็นเนินเขาสวยนะครับ" ผมพูดถึงบ้านเกิดของเขา
ซึ่งเขาบอกว่ามีที่แปลงเล็กๆ ประมาณ ๒๐ ไร่ แต่เขาก็ไม่คิดจะกลับไปอยู่
"พี่ยังอยากออกทะเลอยู่หรือครับ ?" ผมถาม
"ยังคิดถึงอยู่ มันเคยชิน เหมือนกับเป็นบ้านเราไปแล้ว" เขาตอบเรียบๆ สั้นๆ

ผมกล้าพูดว่าเขาไม่ได้อยากเป็นไต้ก๋งเหมือนตัวละครที่เป็นลูกเรือในนิยาย
นิสัยของเขาอย่างหนึ่งล่ะ เขาไม่ใช่คนก้าวร้าวหรือมีท่าทางการแสดงออกว่าจะนำใคร
หากดูเหมือนคนรักสงบ และพอใจที่จะอยู่กับสิ่งที่คุ้นเคยอย่างสมถะเท่านั้น
พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็ว่า เขาดีเกินไปในสังคมที่ห่างไกลกฎหมาย
จนต้องสร้างกฎหมู่มาปกครองกันเองแล้วกลับกลายเป็นวัฒนธรรม
บางครั้งก็น่าแปลกใจที่ว่า สิ่งที่คล้ายว่าจะขัดแย้งเหมือนอยู่คนละขั้วกลับไปด้วยกันได้
...........


ผ่านวันใหม่มาเกือบสองชั่วโมง ผมค่อนข้างจะมึนศีรษะ
เพราะเมื่อหัวค่ำเพื่อนรุ่นพี่เพิ่งชวนไปนั่งกินข้าวพูดคุยกัน
ซึ่งก็มีทั้งเรื่องราวใหม่แซมกับเรื่องราวเก่าตลอดการสนทนาหลายชั่วโมง
เมื่อถึงบ้าน ผมกลับไม่อยากเดินเข้าห้องเพื่อเขียนหนังสือจึงมานั่งคุยกับยาม
ช่วงที่เขาเดินไปทำหน้าที่รับรถ ผมอดถามตัวเองไม่ได้ว่าออกทะเลมาได้ยังไง
เมื่อไหร่จะได้กลับเข้าฝั่งเพื่อซ่อมแซมจิตใจที่สึกหรอไปมากในช่วงปีที่ผ่าน
ซึ่งอย่างมากผมก็ทำได้เพียงแค่พาตัวเองจอดหลบพายุฝนข้างเกาะเล็กๆ
ในปีที่ฤดูมรสุมยาวนาน ด้วยการเขียนหนังสือผ่อนคลายจากสิ่งที่รุมเร้า
แม้ว่าบันทึกแต่ละชิ้นจะมีอายุแค่วันสองวันจากนั้นก็ต้องหาเกาะแก่งใหม่

ผมฉีกสลิปเครื่องกดเงินอัตโนมัติทิ้ง นึกขำๆ เหมือนกันที่มี
เงินเหลืออยู่มากกว่าโครงการรักษาทุกโรคของรัฐบาลไม่ถึงสิบบาท
แต่ก็นั่นล่ะ ... อีกไม่กี่ชั่วโมงก็เช้าแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องแบกไปถึงพรุ่งนี้
คำตอบต่ออนาคตก็ต้องให้มันใกล้ถึงที่สุดก่อน ซึ่งก็คงอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจยาก
อาจจะเหมือนๆ กับที่มีคนสงสัยว่า เหตุใดชายที่ผมคุยด้วยถึงอยากลงเรืออีกครั้ง
ทั้งๆ ที่มันก็ไม่ได้มีวันสวยงามรออยู่ในกาลข้างหน้าแต่อย่างใด
..............


ยังฝันถึงทะเลอยู่ไหม ?
ก็ยังฝัน และฝันถึงหลายอย่างเหมือนที่เคยฝัน
ทั้งผืนดิน ภูเขา แม่น้ำ ดอกไม้ ใบหญ้า ..... และเธอ
ทั้งยามหลับและยามตื่น
.............

T Lounge
ตี ๕ ๕๖ นาที
เช้าวันพฤหัสบดีที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๕
บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ชื่อ
อีเมล์
ความคิดเห็น

 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

หากต้องการนำข้อมูลไปใช้กรุณาติดต่อเว็บมาสเตอร์ก่อนนะครับ : )
© 2000 - 2001 Aphichet Piyasri All Rights Reserved.
www.thaidot.com