สิงหาคม
......................................

เขาใหญ่ เราไม่


หากรองเท้าผ้าใบสีน้ำกรมท่าซีดๆ อายุกว่า ๘ ปีพูดได้มันคงดีใจมาก
เมื่อผมจับมันมาสวมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ซึ่งก็เข้าเดือนที่สิบไปแล้ว
และมันอาจจะยิ้มเป็นนัยเยาะเย้ยรองเท้าหนังสีดำที่ผมเพิ่งซื้อมาไม่นานว่า
มันเหมาะกับคนนอกคอกอย่างเจ้านายมากกว่าเพื่อนคู่อื่นในห้อง
........
ชั่วโมงเศษๆ รถปรับอากาศกรุงเทพฯ-ปากช่องก็พาผมเข้าสู่ถนนมิตรภาพ
ถนนที่มีชื่อไพเราะมากที่สุดสายหนึ่งของโลก แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อขนถ่าย
อาวุธสงครามไปถล่มประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งก็เป็นเรื่องเก่าก่อนที่ผมจะเกิด
ความทรงจำที่มีต่อมันจึงเต็มไปด้วยความหอมหวลมากกว่าความเจ็บปวด
เพราะถนนสายนี้เคยมอบทิวทัศน์อันสวยงามตื่นตาให้กับเด็กน้อย
ก่อนจะพาเขากลับไปส่งบ้านอันแสนไกลที่จากมานับเดือนนับปี
..........
ถนนยังแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่กว่าเดิมเพราะถูกสร้างเสริมตลอดเวลา
แต่เรื่องราวของผู้คนนั้นหาได้คงอยู่ให้จับต้องหรือมองเห็นอย่างที่เคยเป็น
ฝรั่งนั้นกลับไปพร้อมกับความพ่ายแพ้แล้วพวกเขาก็มาทำสงครามใหม่ในรูปอื่น
หญิงชราที่รอคอยว่ารถทัวร์คันไหนจะจอดลงตรงหน้าบ้านได้ละสังขารไปเกือบสิบปี
เด็กคนนั้นเติบโตขึ้นเป็นคนไร้บ้าน และเขาไม่เคยอาศัยถนนสายนี้อีกเลยนับแต่วันนั้น
..............

ด่านตรวจฝั่งปากช่อง


ไม่นานนักผมก็ถึงปากช่อง แท็กซี่ป้ายดำพยายามจะถามว่าไปไหนแล้วเอ่ยราคา
ผมปฏิเสธพร้อมกับความรู้สึกที่เหมือนตัวเองได้กลายเป็นคนต่างชาติในทันที
สิบโมงเช้าแล้วผมจึงหาอะไรรองท้องก่อนที่จะนั่งรถสองแถวคันใหญ่ขึ้นที่พัก
ซึ่งผมโทรศัพท์มาจองไว้ตั้งแต่เมื่อวานเพื่อรับประกันว่าคืนนี้จะมีที่นอนแน่ๆ

มีนักท่องเที่ยวประเภทแบกเป้อาศัยรถคันเดียวกันมาอยู่ ๒ กลุ่ม
เรายิ้มทักทายกัน ... ความจริงแล้วผมคิดอยากจะนอนเต๊นท์เสียด้วยซ้ำ
ไม่ใช่เพราะหาเต๊นท์นอนไม่ได้เพียงแต่ไม่อยากไปนอนในชุมชนแออัด ณ ผากล้วยไม้
แล้วฟังเสียงคนเมืองที่ย้ายที่กินเหล้าคุยกันถึงเช้า เวลาช่วงสั้นๆ ผมจึงเลือกที่จะพักผ่อน
ในบรรยากาศเงียบๆ ของปางช้างเขาใหญ่มากกว่าจะไปเบียดเสียดกับผู้คนบนเขาสูง
บ้านพักที่จองไว้เป็นบ้านหลังสีฟ้าเล็กๆ ของกลุ่มบ้านลูกกวาด .. นึกขำอยู่เหมือนกัน
..........

ไม่ว่าจะไปที่ไหนบนเขาใหญ่ เราจะพบลิงได้เสมอ บางครั้งเจ้าหน้าที่ต้องมาไล่ลิงให้ออกจากถนนเพราะกลัวว่ารถ (ที่มาเหลือเกิน) จะชนเอา


การขึ้นไปเที่ยวเขาใหญ่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่ผมคิดไว้มาก และไม่สะดวก
เหมือนกับการขึ้นดอยอินทนนท์ที่เสียค่ารถสองแถวเพียง ๔๐ บาทเท่านั้น
เพราะรถสองแถวจากปากช่องจะส่งแค่ด่านตรวจ หากจะไปถึงที่กางเต๊นท์
ก็ต้องเหมาหรือไม่ก็โบกรถขออาศัยคนอื่นขึ้นไปซึ่งก็ไม่สู้จะสะดวกนัก
เขาใหญ่จึงเป็นอุทยานที่เดินทางสะดวกสบายโดยเฉพาะกับคนที่มีรถยนต์
เพราะมีถนนดำพาไปสู่จุดท่องเที่ยวสำคัญๆ เกือบจะทุกที่

และแม้จะมีพื้นที่กว้างใหญ่ครอบคลุมถึง ๔ จังหวัด
มีความหลากหลายทางธรรมชาติแบบป่าดงดิบ แต่เขาใหญ่ก็มีกลิ่นอายของ
ความเป็นป่าเปิดอยู่มาก ส่วนหนึ่งก็คงเพราะมีถนนตัดผ่านข้ามไปจังหวัดปราจีนบุรี
หรือแม้แต่ตอนที่ประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาตินั้นกลับอนุญาติให้สร้างสนามกอล์ฟ
ซึ่งก็เป็นความคิดในการมองป่าของรัฐบาลในสมัยนั้น อีกเหตุผลหนึ่งก็คงเพราะว่า
ในอดีตเคยมีชุมชนมากมายที่หากินในพื้นที่แห่งนี้ ทุ่งหญ้าสีเขียวสวยงามที่ขึ้นสลับกับป่า
ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่เป็นฝีมือการหักร้างถางพงของชุมชนในอดีตนั่นเอง
เขาใหญ่จึงไม่เคยปราศจากผู้คนที่ขอเข้ามาอาศัยความสมบูรณ์ของผืนป่าผืนนี้
..................

โป่งชมรมเพื่อนฯ .. โป่งดินที่สัตว์ลงมากินเพื่อเสริมแคลเซียม


เคยมีคนกล่าวว่า เมื่อเราออกมาอยู่กับป่าเขาลำเนาไพร
เราจะรู้สึกว่าตัวเรานั้นช่างเล็กนักเมื่อเปรียบเทียบกับขุนเขาแมกไม้
ตัวเรานั้นเล็กแต่ตัวตนอาจใหญ่ธรรมชาติสอนให้ลดละอัตตานั้นลง
สำนึกเจียมตัวจะฉุดดึงให้เราเดินมาสู่หนทางที่พอประมาณกับชีวิต
มิให้คว้าไขว่แย่งชิงหรือสะสมสิ่งใดจนคิดไปว่านั่นเป็นภาระของการเกิด

ความกระจิดริดของชีวิตสามัญจะต้องแบกอะไรมากมายนักหรือ
มีภาระหรือความหลังอันใดที่จำเป็นจะต้องนำพาไปด้วยทุกก้าวย่าง
นับวันเข้าแอกด้านหลังก็ขยายขึ้นใหญ่โตปานขุนเขารอวันล้มทับร่าง
เรามีชีวิตอยู่เพื่อใครหรือสิ่งใด หรือเพียงมีชีวิตเพื่อชีวิตเท่านั้น

แต่ก็นั่นล่ะ ... หากป่าเขาในใจของเราเหือดแห้งต่อให้มาเขาใหญ่เป็นสิบเที่ยว
เมื่อกลับไปเมืองกรุงเราก็ไม่อาจจะต่อสู้กับแท่งคอนกรีตสูงเสียดฟ้านั่นได้
เขาใหญ่ก็จะกลายเป็นแค่สวนสนุกดรีมเวิร์ลของชนชั้นกลางเท่านั้น
........

ต้องรูปสีถึงรู้ว่าเป็นตัวอะไรหากจะดูชัดๆ ต้องไปดูที่เขาดิน ... เก้งตัวนี้ลงมากินน้ำ ภาพนี้ถ่ายแถวๆ อ่างเก็บน้ำมอสิงโต


สี่ล้อของกระบะรับจ้างไต่ขึ้นลงเนินเขาอันสลับซับซ้อนเหมือนสัตว์ที่ชำนาญทาง
ผมบอกชายวัยกลางคนที่บังคับรถให้หยุดจอดเพื่อถ่ายรูป ณ จุดชมวิว
บอกชาวบ้านที่ขออาศัยรถเช่าของผมเพื่อไปลงเมืองให้รอสักระยะ
แล้วก้าวขึ้นเนินดินแดงลูกเล็กๆ ตามเส้นทางที่รถยนต์ทำไว้
.........

ส่งสายตาลอดช่องมองภาพเห็นทุ่งหญ้าเขียวสดใส
ด้านหลังเป็นขุนเขาสูงตระหง่านยาวต่อเนื่องจากซ้ายจรดขวา
เขาใหญ่ยังคงใหญ่ เงาของคนในอดีตก็ยังยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน
แต่จะทำอะไรได้มากไปกว่าการมีชีวิตเพื่อชีวิต
ผมบอกตัวเองก่อนจะกดชัตเตอร์บันทึกภาพนั้น
..........

งามวงศ์วาน
ห้าทุ่ม ๕๐ นาที
คืนวันพฤหัสที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๕
บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -



ที่ริมน้ำไร้ความทรงจำ

เรด (ซ้าย) และแอนดี้

ครั้งแรกที่ "เรด" เห็น "แอนดี้" เขาคิดว่า ชายหนุ่มร่างสูงท่าทางเหมือนลูกเศรษฐี
จะเป็นคนแรกในกลุ่มนักโทษใหม่ที่ไม่สามารถทนสภาพคืนแรกในคุกชอว์แชงค์ได้
แต่เขาก็คิดผิดเพราะแอนดี้ไม่ระเบิดอารมณ์ไปกับความกดดันนานาประการในคืนนั้น
แอนดี้สามารถผ่านมันไปได้ และเรดก็ต้องเสียบุหรี่เพราะแพ้พนันที่เขาคาดการณ์ผิด

"แอนดี้ ดูแฟรนส์" นายธนาคารหนุ่มดาวรุ่งถูกศาลตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต
ในข้อหาฆาตรกรรมภรรยาและชู้รักของหล่อน ทั้งที่จริงแล้วเขาบริสุทธิ์
แต่หลักฐานและข้อบ่งชี้ต่างๆ ทำให้เขาไม่สามารถแก้ต่างได้

แอนดี้ติดต่อกับเรดเป็นครั้งแรกเพราะรู้ว่าเรด
เป็นผู้ที่สามารถจัดหาข้าวของต่างๆ ที่คนในคุกต้องการได้
เขารู้สึกประทับใจกับท่าทางของแอนดี้ตั้งแต่แรกที่สนทนาด้วย
และแปลกใจกับของที่แอนดี้ให้เขาหา ซึ่งเป็นเพียงค้อนสลักหินอันเล็กๆ
เรดคิดว่าหากแอนดี้คิดจะแหกคุกด้วยการใช้เจ้านี่คงต้องเวลาหลายร้อยปี
แล้วมิตรภาพของทั้งคู่ก็เริ่มขึ้นตั้งแต่วันนั้นและต่อเนื่องตลอดไป
..........

Poster

สภาพที่โหดร้ายทารุณต่างๆ ในคุกชอว์แชงค์ รวมถึงความสิ้นหวังต่อวันข้างหน้า
สามารถดูดกลืนความเป็นคนไปจากมนุษย์ที่ต้องโทษตลอดชีวิตในนั้นได้ไม่ยากนัก
คนส่วนใหญ่จึงมีชีวิตอยู่ไปวันๆ โดยที่รู้ตัวดีว่าตนเองนั้นยึดติดกับสถาบันคุกไปเสียแล้ว
แต่แอนดี้แตกต่างจากทุกคนที่เรดเคยพบมาตลอดเวลา ๓๐ ปีที่อาศัยอยู่ในคุก
เพราะแม้นจะทุกข์ยากแสนสาหัสเพียงใด เขาก็ยังเหลือและเผื่อแผ่ความหวังสู่ผู้อื่นเสมอ
ความหวังเป็นเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่แอนดี้ศรัทธาและจะนำอิสรภาพมาสู่เขา
............


ครั้งแรกที่ผมเห็น "พี่ผอง" ผมคิดว่า ชายวัยกลางคนใบหน้าซูบแก้มตอบผู้นี้
จะต้องเป็นคนที่อยู่มานานที่สุดในบริษัทที่ผมมากรอกใบสมัครงาน
แล้วเริ่มทำงานเป็นวันแรกทันที เราจึงทำความรู้จักกันตั้งแต่วันนั้น
พี่ผองเป็นอะไรหลายๆ อย่างในบริษัทเล็กๆ ที่ผมเหยียบย่างเข้ามาหลังจากเรียนจบ
แกเป็นคนเฝ้าออฟฟิศ ดูแลน้ำท่าฟืนไฟ เป็นคนส่งหนังสือให้กับแผงขายและสมาชิก
เป็นพ่อครัว เป็นคนซื่อ เป็นเพื่อนดื่มกิน (ซึ่งโดยใบหน้าและเขาก็เป็นคุ้มกันให้ในบางขณะ)

พวกเราเคยมองว่าพี่ผองน่าจะเป็นคนที่มีความสุขมากที่สุด เพราะเราเคยคิดว่า
แกไม่ต้องใฝ่ฝันถึงเรื่องอื่นใดนอกจากจะมีชีวิตไปวันๆ กับสถาบันที่อาศัยอยู่มานับสิบปี
อยู่กับเจ้านายที่ไม่ว่าจะอย่างไร แกก็รักภักดีราวกับสวมบท "หมื่นราชเสน่หา" เสมอมา
ไม่มีใครเชื่อว่า คนเกิดที่อุบลฯ แต่ไปโตที่เมืองลาว กลับมาเมืองไทยอีกครั้งเมื่อเป็นหนุ่ม
และไม่มีหลักฐานว่าเป็นคนไทย ไม่มีความรู้พอจะไปอยู่กับโลกภายนอกได้
ที่ตรงนี้แม้จะไม่ได้ดีมากมายแต่ก็เป็นตัวเลือกเท่าที่โอกาสจะมอบให้
...............

ผมพยายามมองเสมอมาว่า เมื่อคนเราคิดไม่เหมือนกันก็จากไปเสีย
ความดีเลวของเราหรือของผู้อื่นพูดไปก็มีแต่ความระอาหาสิ่งโสภาไม่ได้
ผมจากบริษัทนั้นมาเพียงเพราะไม่อยากให้บางสิ่งบางอย่างภายในสูญหาย
จุดแตกหักของผมเกิดขึ้นเงียบๆ เมื่อทำงานไปได้ปีกว่า แต่จุดแตกหักของพี่ผอง
เกิดขึ้นเมื่อไม่นาน และสร้างความประหลาดใจให้คนที่นั่นว่าเขากล้าไปจริงหรือ ?

หลายอย่างที่พี่ผองถูกบริษัทเอาเปรียบ อาทิ การทำงานไม่มีวันหยุด
เพราะบริษัทถือว่าอาศัยห้องอยู่ แกถูกหักเงินประกันสังคมทั้งๆ ที่ไม่มีโอกาสใช้
เพราะแกไม่ได้เป็นคนไทย (ตามหลักฐาน) เมื่อเจ็บป่วยจึงไม่สามารถไปใช้สิทธิ์ดังกล่าวได้
และบริษัทก็ไม่มีท่าทีว่าจะดำเนินการช่วยเหลือทำเรื่องให้แกเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์
ทั้งที่จริงแล้วแกน่าจะได้ "กรีนการ์ด" มาโดยอัตโนมัติตั้งแต่ตอนเกิดแล้ว
รวมถึงเรื่องปลีกย่อยอีกหลายอย่างเกินจะบอกกล่าว ซึ่งได้บั่นทอนจิตใจของแกลงทีละนิดๆ
แต่แกยังไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องทนอยู่ อาณาเขตของเรือนจำลาดยาวได้
ขยายมาถึงอีกฝั่งของคลองเปรมประชากรแต่วันนี้ความเจ็บช้ำน้ำใจทั้งหลาย
ที่เคยออกจากปากเวลาน้ำสีอำพันทำงานได้ที่ได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว
.....................


"พี่ซื้อที่ริมแม่น้ำสงครามไว้ที่นครพนม ๑๐ ไร่ ผ่อนส่งเขามา ๑๐ ปีแล้ว
พี่จะไปเลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลาที่นั่น จะตั้งตัวให้ได้ แล้วพี่จะกลับมา"
พี่ผองพูดเมื่อผมไปถึงโต๊ะของร้านอาหารริมถนนใกล้ซอยที่ผมอยู่
"หา ... ตั้งแต่เมื่อไหร่ จริงๆ หรือ ?" ผมถามย้ำอีกทีให้แน่ชัดซึ่งก็ได้รับแต่รอยยิ้ม
จากชายที่ใส่เสื้อสกรีนหลังที่แถมจากเหล้าฝรั่งว่า ... เราจะไม่มีวันพรากจากกัน
ความอร่อยของปลาจากแม่น้ำสงครามนั้นขึ้นชื่ออยู่แล้วผมจึงตื่นเต้นไปด้วย
"เขาเคยบอกว่าพี่จะไปไหนได้ แต่วันนี้พี่มีที่ไปของพี่" เขาสำทับ

"มันเหมือนชอว์แชงค์ รีเดมชั่นเลยนะ" ผมพูดกับเพื่อนรุ่นพี่ที่นั่งร่วมโต๊ะ
หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวความเป็นมาและความเป็นไปที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ซึ่งพี่ผองกำลังเดินเรื่องทำหลักฐานให้เป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ ซึ่งต้องเสียกระสุนไปบ้าง
พร้อมๆ ไปกับการรักษาโรคร้ายที่รุมเร้าอยู่ให้หายขาด ชีวิตใหม่และหนทางข้างหน้ายังรออยู่
............

จนถึงป่านนี้คนที่บริษัทก็คงจะงงเมื่อรู้เรื่องที่แกลาออก และยังต้องชดใช้สิ่งที่ติดค้างแกอยู่
แต่พี่ผองพูดว่า ยอมและขอปล่อยทุกอย่างไว้เบื้องหลัง แน่ละตามสำนึกของคนปกติ
หรือคนข่าวที่รังเกียจการเอารัดเอาเปรียบและความอยุติธรรมทั้งมวลอยู่แล้ว
ย่อมไม่อยากให้นิ่งเฉย ปล่อยให้คนร้ายลอยนวลไปทำการเยี่ยงนี้กับผู้อื่นต่อ
"ก็ดีแล้วพี่ที่คิดอย่างนี้ คิดได้ก็สบายใจ" ผมพูดและบอกกับคนอื่นว่า
ตามธรรมชาติพื้นฐานแล้วคนเมืองลาวคิดอย่างนี้ทุกคน นิสัยใจคองดงาม
ซึ่งคงเพราะอิทธิพลของพระพุทธศาสนา บ้านเมืองก็ยังไม่เป็นแบบเรา
ผมพูดแล้วมักจะร้องเพลงดวงจำปาหรือไม่ก็กุหลาบปากซันสักท่อนสองท่อน
ซึ่งเป็นเพลงที่ผมกับเพื่อนสนิทอีกคนชอบร้องให้แกเพื่อดึงความสนุกสนานคืนมา
..................

Tim Robbins and Morgan Freeman

ผมคิดจะเขียนถึงหนังเรื่อง the Shawshank Redemption (Frank Darabont 1994)
มาแล้วครั้งหนึ่ง สาเหตุที่ค้างไว้ก็เพราะไม่รู้จะเขียนถึงหนังที่ได้รับการยกย่องว่า
ดีเลิศในลำดับต้นๆ ที่มนุษย์เคยสร้างในแง่มุมไหนให้ต่างจากข้อเขียนของนักวิจารณ์
และนักดูหนังทั่วไป ซึ่งผมไม่มีความสามารถที่จะมองเห็นอะไรมากไปกว่าความหมาย
ของคำว่ามิตรภาพ ความหวัง ความรุนแรง อันเป็นชื่อไทยขณะเข้าฉาย

แต่เรื่องราวของคนเล็กๆ คนหนึ่งที่ไม่ได้ฉลาดเลอเลิศแบบแอนดี้ ดูแฟรนส์
ไม่ได้ถูกบีบคั้นทารุณขนาดในหนัง เขาเป็นเพียงคนธรรมดาที่ยังรักตัวกลัวตาย
เขาถูกบีบทีละเล็กละน้อยเรื่อยมาจนถึงจุดสุดท้ายที่จะทนไหวจึงเดินหมาก
ตามแผนการณ์ที่เคยเอาวางไว้ เดินไปยังจุดที่สร้างให้ตนเองเหยียบยืนอย่างอิสระ
ใครเลยจะรู้ว่าพี่ผองวางแผนนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ค่ำคืนไหน
แกคงนั่งคิดเงียบๆ ในวันที่ถูกตำหนิอะไรสักอย่างให้ปวดร้าวภายใน
คงนั่งตรึกตรองเท่าที่กำลังสมองและสองมือจะเอื้อให้เห็นหนทางในกาลข้างหน้า
ผมนึกถึงภาพของแอนดี้กับค้อนสลักหินเล็กๆ นึกถึงใบหน้าของพี่ผองตอนชุ่มฝัน
มันทำให้ผมอยากเขียนบันทึกถึงความมุ่งหวังของคนในโลกจริงๆ ใบนี้
...........


แอนดี้ได้บอกกับเรดว่า เมื่อเขาได้ออกจากคุกให้เขาไปหาสิ่งของ ณ ที่ๆ หนึ่ง
มันซ่อนอยู่ในกำแพงเล็กๆ ใกล้กับต้นโอ๊ค แอนดี้ไม่ได้บอกเขาว่ามันเป็นอะไร
ซึ่งท้ายที่สุดคนดูก็รู้ว่ามันก็เป็นของขวัญชิ้นพิเศษที่เพื่อนได้มอบให้เพื่อน
ก่อนจากกันในรุ่งสางของคืนนั้น พี่ผองได้บอกวันเวลาในอีกสองเดือนข้างหน้า
ซึ่งแกจะได้รับบัตรประชาชน แกพูดกับผมพร้อมรอยยิ้มที่เบิกบานว่า "เราจะเป็นไทย"

ใช่ ... ผมหวังให้แกเป็นไทยและเป็นไทจากอดีต
ไปเลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลาในสถานที่ซึ่งไร้ความทรงจำ ณ ริมน้ำสงคราม
เหมือนที่แอนดี้ฝันจะมีโรงแรมเล็กๆ บนเกาะสวยงามในมหาสมุทรแปซิฟิก
แต่พี่ผองไม่เหมือนแอนดี้ตรงที่แกไม่รู้หรอกว่า เรื่องราวของแกได้ซุกซ่อนอะไร
ให้กับคนที่ไม่กล้าจะหวังและฝันถึงสิ่งอื่นใดไกลตัวอีกแล้วอย่างผม
แต่ผมก็มิอาจปฏิเสธความหอมหวลที่คนจากโลกเก่านำพามาให้เห็น
จึงมองรถเก๋งสีดำของรุ่นพี่ที่เคลื่อนฝ่าความมืดของเช้าวันใหม่ออกไป
มีเสียงที่ไม่ได้เล็ดลอดออกจากภายในให้ใครได้ยินว่า
สักวันผมจะเป็นไท ... ผมหวัง
....................

ที่เก่า เวลาเดิมๆ
ตี ๔ ๒๒ นาที
คืนวันพุธที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๕
บ้านสีฟ้าจะกลับมาใหม่ เมื่อหัวใจคนสมบูรณ์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ชื่อ
อีเมล์
ความคิดเห็น

 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

หากต้องการนำข้อมูลไปใช้กรุณาติดต่อเว็บมาสเตอร์ก่อนนะครับ : )
© 2000 - 2001 Aphichet Piyasri All Rights Reserved.
www.thaidot.com