๒๐๐๖


ปล่อยเว็บร้างมานาน ด้วยเหตุและผลหลายอย่าง
วันก่อนสำนึกได้ว่า การไม่ได้เขียนหนังสือนานๆ
การไม่ได้คิดตอนจบดีๆ ไม่ได้เขียนให้คนอ่านได้คิดต่อ มีอารมณ์ร่วม
ชีวิตมันขาดอะไรไปอย่างแล้วล่ะ (อาจจะหลายอย่างด้วย)

ผมรื้อ VDO เก่าๆ ออกมาดู ผมตัดสินใจดู Six Feet Under
Series ยอดฮิตของ HBO ซึ่งมีเก็บไว้แค่ 2 season

เป็นละครฝรั่งเกี่ยวกับครอบครัวที่ประกอบธุรกิจจัดงานศพ
เศร้ามั้ยล่ะ ชีวิตที่ต้องผูกพันอยู่กับสิ่งแวดล้อมแบบนี้

ดูจนจบ 20 กว่าตอน แล้วไปอ่าน season 3-4-5 ต่อจากเว็บ
สงสัยต้องหาทางโหลดมาดู หรือซื้อแผ่นมาเลย์จาก it mall แน่เลย

หลอนครับ .. ท่านผู้ชม
ผมจมอยู่กับชีวิตตัวละครเหล่านั้น
มันพาผมกลับไปเมื่อ 3-4 ปีก่อนเฉยเลย
ยุให้เพื่อนที่เมกาโหลดดู เขาก็บอกว่ามันเครียด .. คงจะจริง
แต่ก็นั่นล่ะ การดูเรื่องเกี่ยวกับความตายมันก่อเกิดความคิดหลายๆ อย่าง
โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับชีวิต และความหมายของการดำรงอยู่
..........

ผมอยากมีเวลาขยายความ
แต่มันเหมือนกับเรื่องสั้นๆ ที่ยังไม่ข้อสรุปใดๆ
ผมบ่มความฝันไว้ ความฝันที่เป็นเรื่องง่ายๆ ของใครคนอื่น
แต่สำหรับผม มันยากเหมือนของตัวละครในนิยายของประชาคม ลุนาชัย

ผมปล่อยให้บางอย่างผ่านไป ไม่อยากเขียนสิ่งใดในระหว่าง
มีเพียงบางประโยคซึ่งการรำพึงส่วนตัวในขณะที่กำลังเดินทางในบางสถานที่
ระหว่างที่กำลังดูแม่บ้านของศูนย์ประชุมระดับประเทศ
ทำความสะอาดผืนพรมที่ผมกำลังเหยียบย่ำ
.......

คืนนี้ฝนตก แต่ไม่ได้ทำให้คนเหงาหรือคนเมาดีขึ้น
หากยกภูเขาออกจากอกชีวิตก็คงจะเบาลง
แต่หากลำธารสายนั้นที่เคยทอดผ่านจะลาจากไปด้วย
ชีวิตคงขาดความชุ่มชื่นและเลยเถิดถึงแห้งแล้ง
เหมือนกับว่า พอจบจากเรื่องนี้แล้ว จิตใจจะผูกพันกับสิ่งใด"
..........



It's Probably Me


คนที่มีชีวิตอยู่กับไฮสปีดอินเทอร์เนต
อาจจะคุ้นเคยกับการดาวน์โหลดไฟล์ผ่าน BitTorrent กันบ้างไม่มากก็น้อย
หากอยากรู้ว่ากัปตันแจ๊ค สแปร์โรว์รู้สึกยังไงก็ต้องลองเล่นดู

เพื่อนที่ให้แอคเคาท์เข้าไปยังน่านน้ำแห่งสมบัติแห่งนี้
มักจะถามผมว่า .. ตอนนี้ที่เมืองไทย เพลงอะไรที่กำลังฮิต?
ก็ไม่แปลกอะไรสำหรับคนไกลบ้านห่างเมืองที่จะรู้สึกคิดถึงอะไรไทยๆ
แต่นานๆ ครั้ง ผมถึงจะตอบชื่อเพลงป๊อบที่กำลังดังได้สักเพลงหรือสองเพลง
นอกนั้นเป็นอันไม่รู้จัก ... มันคงเป็นเรื่องของยุคสมัยไปเสียแล้ว
บ่อยครั้งที่จะตอบไปว่า ฟังแต่ชุดเก่าๆ ของคาราวาน
ไม่ใช่ว่าวงใหม่ๆ ไม่เก่ง ส่วนใหญ่ก็ทำเพลงเองมากมาย
เพียงแต่ ... เสียงบางเสียงก็มีคนมาพูดหรือร้องแทนไม่ได้
..........

เมื่อผมหาผลงานชุดที่ ๒ (และ ๓) ของ Norah Jones
(แรงบันดาลใจให้ผมทนรอโหลดอะไรได้) ได้แล้ว
ผมเจอเพลงชุดใหม่ของ Bob Dylan ... Modern Time
ผ่านมา ๕ ปีแล้ว ผมยังจำวันที่ซื้อเทปชุดที่แล้วของเขาได้

คิดๆ ดู ก็อิจฉาสังคมฝรั่งเขานะครับ
คนอายุเท่าๆ กับ Bob ก็ยังมีเพลงในยุคสมัยของตัวเองฟังอยู่
แถมศิลปินคนนั้นก็พลังเหลือหลาย ทำเพลงที่มีความยาวตั้งหลายเพลง
ผมฟังแกร้องไม่ออกหรอกครับ นอกจากจะเข้าไปหาเนื้อเพลงมาอ่าน
ดูภาษากวี คำบางคำที่คนปกติทั่วไปไม่ใช้ในการเขียน จนอาจหลงลืม
ผมชอบคำว่า in the world's ancient light ... ทำให้คิดถึงเรื่องสั้น
"สายลมบนถนนโบราณ" ของมาโนช พรหมสิงห์ .. กวีนี่สากลจริงๆ แฮะ
ฟังดึกๆ กลางคืน ใจล่องลอยไปไกล ... ไม่น่าเชื่อ

การที่คนอายุห้าสิบหกสิบยังฟังเพลงใหม่ๆ
กระทั่งการที่คนอย่าง Bob Dylan ขายเพลงผ่าน iTune Music Store
ซึ่งใครเลยจะเคยคิด ผมว่ามันมีความหมายให้คิดต่อไปมาก
ลองจินตนาการถึงสังคมที่ยังมีรสนิยมอยู่ ไม่ใช่ถูกจำกัดให้ซังกะตาย
เพราะโทรทัศน์วิทยุเปิดแต่เพลงวัยรุ่น หากไม่ฟังเพลงลูกกรุงเก่าๆ
ก็ต้องฟังแต่อาไวพจน์ร้องเพลงลาบวชกลายเป็นอีกแบบไปเลย
สุดท้าย ... ผมเลือกที่จะโหลดเพลงในยุคที่ตัวเองเติบโตมาฟัง
.......


If the night turned cold
And the stars looked down
And you hug yourself
On the cold cold ground
You wake the morning
In a stranger's coat
No-one would you see
You ask yourself, 'Who'd watch for me?'
My only friend, who could it be?
It's hard to say it
I hate to say it
But it's probably me
.....
............


ทันทีที่เพลงนี้เริ่มขึ้น ผมหยุดจากงานชั่วขณะ
ถามตัวเองว่า ลืมเพลงนี้ไปได้ยังไง ...
It's Probably Me อยู่ในชุดรวมฮิตของ Sting นักร้องชาวอังกฤษ
เดิมทีเพลงนี้เป็น Theme Song ในหนังดังเรื่อง Lethal Weapon ของ
Mel Gibon และ Danny Glover ซึ่งเป็นหนังของคนยุค 90 อีกเรื่องหนึ่ง
ภาคแรกๆ มีลูกเล่นลูกฮาอยู่บ้าง แต่ภาคหลังๆ เข้มข้นจริงจังมากขึ้น
(ถึงขนาดเอา Jet Lee มาเล่น ก็คงรับประกันความโหดได้ในระดับหนึ่ง)
Sting เห็นว่า เนื้อหาสะท้อนภายในลึกๆ ของตัวละคร
ที่มีความกดดันสูงขึ้น แถมยังพูดไม่ออกบอกไม่ได้
.........

ผมจำ MV เพลงนี้ในหนังภาค ๔ ได้ ซึ่ง Eric Clapton นั่งโซโลกีตาร์
มีเปลวไฟกำลังเคลื่อนไหวอยู่เป็นฉากหลัง แทนอารมณ์ภายในที่คุกรุ่น
แต่เนื้อหาเพลงและบรรยากาศนั้นหนาวเหน็บเดียวดาย
ผมดู MV นี้กับพี่ชายที่จากไปเกือบ ๔ ปี ผมคิดถึงฉากนั้นขึ้นมาทันที
มันเป็นความทรงจำเล็กๆ น้อยๆ ที่เรามีร่วมกัน ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร
แต่กลับมีความหมายอย่างประหลาดเมื่อหวนมาพบอีกครั้ง
ผมปรารถนาให้เขาได้ยินเพลงนี้และเพลงอื่นๆ ที่เราเคยฟังด้วยกัน
........


คืนนี้ฝนไม่ตก อากาศไม่เย็นชื้นเหมือนในเพลง
จันทร์อยู่ในช่วงเข้มแข็ง แม้ประกายแสงจะถูกเมฆห่อ
ผมยังไม่เหงาและเมาเท่าคืนก่อน
แม้กลางวันจะร้อนจัด แต่ผมรู้ว่าฝนยังไม่หมด จะมีส่งท้ายหนักอีกครั้ง
แต่อย่าถามผมว่า ตอนนี้เพลงอะไรกำลังได้รับความนิยม
It's hard to say it, I hate to say it

วันคืนผ่านไปหลายปี ....
บางอย่างไม่อาจเป็นเรา และเราไม่อาจเป็นบางอย่าง
นับเป็นเรื่องปกติ แต่ไฉนวันวานเราจึงมั่นใจไปเสียทุกสิ่ง

หากถามผมว่า ...
หากบางอย่างไม่อาจเป็นเรา และเราไม่อาจเป็นบางอย่าง
เราจะยังเป็นคนเดิมในแบบที่รู้จักกันหรือเปล่า?
มันอยู่ขึ้นอยู่กับคุณปรารถนาแค่ไหน

ผมยังเป็นคนเดิมในแบบที่คุณจำได้หรือเปล่า?
มันพูดยาก, ผมเกรงที่จะพูด
ก็อาจจะ
........



๙๙ ม้า



"มีม้าเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เลี้ยงตัวเองได้"
ผมคิดถึงคำพูดของเจ้านาย ขณะที่ยืนมองขบวนรถไฟฟ้าวิ่งเทียบสถานี
โดยมีฉากหลังเป็นโรงแรมหรูกลางเมือง เบื้องหน้าเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่
ต้นไม้ ใบไม้ พื้นหญ้าได้รับการดูแลอย่างดีจนดูสะอาดไปเสียหมด
เมื่อเห็นลู่วิ่งของม้าแข่ง และงานที่ทำให้ผมต้องกลับมาอีกครั้ง
คำพูดดังกล่าวก็ย้อนกลับมาอย่างไม่เหตุมีผล

งานในวันนี้ไม่น่าจะยากหรือมีเหตุการณ์ให้ตื่นเต้นเหมือนกับสองครั้งก่อน
ผมรู้ว่าต้องเดินไปไหน และทำอะไร เพราะไม่ได้กังวลเรื่องนี้กระมัง
ระหว่างที่รอเวลา ผมจึงเริ่มคิดถึงเรื่องอื่น เรื่องที่ปีก่อนๆ ผมน่าจะเขียนถึง
.......

ผมไม่ได้ถามเจ้านายกลับไปหรอกครับว่า "แล้วม้าอีก ๙๙ ตัวใครเลี้ยง?"
เพราะกลัวท่านจะยิงมุขเรียบๆ ตอบมาว่า "คนเลี้ยงน่ะสิ"
สัดส่วนม้า ๑ ตัวใน ๑๐๐ ตัวที่เลี้ยงตัวเองได้ หมายถึงอะไร ?
หมายถึง ม้าแข่งที่ชนะรางวัลใหญ่ เช่น เข้าวินถ้วยพระราชทาน
หรือเข้าวินในการแข่งธรรมดาบ่อยๆ ถึงจะสะสมเงินรางวัลได้เป็นแสนเป็นล้าน
หลายคนอาจสงสัยว่า .. แล้วมันคุ้มหรือกับการเลี้ยงม้าอีก ๙๙ ตัว
ที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่มันจะทำเงินให้พอกับค่าอาหาร ค่ายา ค่าผู้ฝึกสอน ฯลฯ
บางคนไม่ได้เล่นเพื่อเงิน มันเป็นความหลงใหล
จะประชดว่าเป็นของเล่นของคนรวยก็ได้
.........

สองปีที่แล้ว ผมต้องอยู่กับข้อมูลการแข่งม้าในประเทศไทย
ตัวไหนดังที่สุด เด่นที่สุด สถิติของมันเป็นยังไง ผ่านตาผมทุกตัว
รวมถึงเพศ สี น้ำหนัก ผู้ฝึกสอน คนขี่ คอก และอายุที่บ่งบอกว่า
ตัวไหนเป็นม้าใหม่ ตัวไหนกำลังเป็นม้าหนุ่มเต็มตัว และตัวไหนคือ "ม้าแก่"
กระทั่งชื่อพ่อแม่ของมัน ล้วนแต่อยู่ในหัวทั้งสิ้น ... มันจำได้เอง

มันไม่ใช่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้นต่อการดำเนินชีวิต
ผมเองก็ไม่ใช่เซียนม้า ข้อมูลที่รู้ว่าตัวไหนเต็ง ใครๆ ในวงการก็รู้กันทั่ว
ข้อมูลบางอย่างอาจจะเสริมความรู้เข้าไปในคลังสมองอีกนิด
หรือหากจะเปลี่ยนข้อมูลนี้ให้เรื่องหุ้น ราคาทองคำ หรือราคาน้ำมัน
ก็คนอย่างผมก็ทำประโยชน์อะไรไม่ได้อยู่ดี

แต่หากปล่อยผ่านไป มันก็คงเหมือนกับเรื่องอื่นๆ ในโลกของการทำงาน
เราทำงานหาเงินโดยการเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่แสนไกลตัว
ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวเลยว่าสิ่งที่เราอ่านอยู่ตรงหน้ามีเรื่องราวอันใดซ่อนอยู่
นอกจากเห็นเพียงตัวเลข ตัวอักษร 010100010101 ที่ต้องจัดให้ลงตัว
การอยู่ท่ามกลางความซับซ้อน บางทีก็ทำให้คนตื้นเขินอย่างไม่รู้ตัว
..........



ช่วงเวลาเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้ว .. ผมได้วางมือจากข้อมูลม้ามาระยะหนึ่ง
แต่ขณะที่กำลังอ่านเอกสารแจ้งข่าวเรื่องม้าตัวหนึ่งบาดเจ็บถึงขั้นต้องเลิกแข่ง
ผมรู้สึกสะท้านลึกๆ เหมือนกับว่าบางสิ่งบางอย่างได้หายไป จากไปอย่างถาวร

ความจริงผมจะสงสัยอยู่บ้างว่าทำไมอยู่ดีๆ มันถึงหายไปจากการแข่ง
ทั้งที่เป็นม้าระดับกลางๆ คุณภาพก็ถือว่าใช้ได้ เพราะผ่านการตัดตัวมาทุกครั้ง
และวิ่งทุกนัดของ ๒ สนามในกรุงเทพฯ สลับกันไปมาร่วมปี
บางครั้ง ... ผมปรารถนา กระทั่งภาวนาให้ม้าจำพวก ๙๙ ตัวชนะบ้างสักครั้ง
"เมื่อไหร่พวกแกจะเลื่อนชั้นไปแข่งกับ .. ใจสิงห์ .. มันได้วะ?"
"ทำไมแกต้องใส่หน้ากากตอนวิ่ง. อ๋อ .. ขี้อาย ไม่มีสมาธิ"
"ดูสิ ไม่กี่เดือนก่อนไอ้ตัวนี้มันยังเป็นแค่เมเด้น (ม้าใหม่) ตอนนี้มันทาบชั้นกับแกแล้วนะ"

มันก็ไม่แตกต่างจากชีวิตคนจริงๆ ไม่ใช่หรือ ที่เราก็อยากมีวันสูงสุดบ้าง
ไม่ใช่มีอยู่มีกินไปอย่างแกนๆ .. ระบบคอยเลี้ยง คอยป้อนทีละนิด
แถมบรรจุความเฟ้อฝันว่าสักวันจะชนะให้เราอยู่เนืองๆ
มีความภาคภูมิใจในอะไรสักอย่างที่พอจะแตกต่างจากม้าสามัญตัวอื่น
แต่ที่ไหนได้กลับเป็นแค่ตัวประกอบราคา ๙๙ บาทตลอดไป
หรือว่าคนบางคน ม้าบางตัว มันมีความสุขอยู่กับแค่การวิ่ง
ขอให้แค่ได้วิ่ง วิ่งได้ เรื่องชนะหรือแพ้ไม่เคยมีอยู่ในสารบบความคิด
ที่สำคัญ มันอาจจะมีความสุขและสุขอย่างเหลือล้นก็เป็นได้
.............

ช่วงเวลาเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้ว .. ผมได้วางมือจากข้อมูลในห้องนั้น
ออกมาสูดอากาศ ปล่อยให้สายตาอยู่กับพื้นที่สีเขียว
ดูใบไม้ ต้นไม้ สนามหญ้า ซึ่งไม่ใช่ของผม ... แต่ก็น่าแปลก
ที่ผมมีโอกาสมาเดินเล่นในสถานที่แบบนี้ทั้ง ๒ แห่งในกรุงเทพฯ หลายครั้ง
คงมีคนอยากมอบวัตถุดิบให้ผมกระมัง และครั้งนี้ผมก็ปฏิเสธไม่ได้

วันนั้น ผมคิดถึงหนังเรื่อง Seabiscit (Gary Ross 2003)
เป็นหนังเกี่ยวกับม้าแข่งที่ชื่อเหมือนหนัง มันเป็นม้าตัวเล็ก
ลักษณะก็ไม่เด่นอะไร แต่กลับคว้าชัยชนะติดต่อกันหลายครั้ง
กระทั่งบาดเจ็บรุนแรงไปแล้ว มันยังกลับมาได้ใหม่ และสร้างจากเรื่องจริง

ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองประสบกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่
เจ้า Seabiscit จึงเป็นเหมือนกับสัญลักษณ์แห่งความหวังของคนอเมริกัน
อันที่จริงมันก็ไม่เกี่ยวกับม้าเสียทีเดียว มันเป็นหนังของผู้ชาย ๓ คน
ที่กำลังมองหาบางสิ่งบางอย่างที่โชคชะตาพัดพามันไปจากพวกเขา

ชายคนแรก เป็นครูฝึกม้า คาวบอยรุ่นเก๋า
เขามองหาพื้นที่สีเขียวที่ไม่มีลวดหนามขวางกั้น .. โลกเก่า

ชายคนที่สอง เป็นเศรษฐีผู้สูญเสียทุกสิ่ง จมอยู่กับความทุกข์
เขากำลังมองหาความท้าทายอีกครั้งของชีวิต

ชายคนที่สาม เป็นจ๊อคกี้หนุ่มไร้บ้าน เขาเคยมีอนาคตไกล
แต่จิตวิญญาณพังยับไปกับสภาพสังคม .. เขามองหาบ้าน

ในช่วงเวลานั้น ผมถามตัวเองเหมือนกันว่า
เป็นเหมือนม้าหรือเหมือนคนในเรื่องนี้? ... คำตอบที่ได้ก็ชัดเจนอยู่
...........



วันนี้ ... งานจบลงในครึ่งชั่วโมง
บางครั้ง เมื่อถึงเวลาของมัน อะไรก็ดูง่าย
ผมเก็บคอมพิวเตอร์ลงกระเป๋า แต่ยังหาที่เก็บความคิดไม่ได้

ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องม้า ๙๙ ตัวอีกแล้ว .. เมื่อเรายังต้องวิ่ง ก็ต้องวิ่ง
ตราบใดที่ยังวิ่งได้ ก็ต้องรีบไปให้ถึงจุดหมายให้เร็วที่สุด
ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่ตำแหน่งที่ใครมาจัดวางลำดับให้ถ้วย
หากเป็นเพียงจุดเล็กๆ ส่วนตัวที่น่าจะมอบคำตอบบางอย่างให้
ส่วนเรื่องเพื่อนเก่าที่บาดเจ็บ คงทำได้เพียงแต่ภาวนาให้มันหายดี
การที่ยังรำพึงถึงเรื่องราวที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ตัวเลขฐานสิบได้อยู่
ก็นับว่ายังมีความหวัง ว่าสักวันผมคงมีที่เก็บและจัดวางความคิดของวันนี้ได้
เรื่องเล่าในคืนนี้จึงเป็นเหมือนการใช้หนี้หรือทบทวนอดีตของคนเขียนเท่านั้น
.........

ขากลับ ... ผมเดินผ่านโรงหนังลิโด ซึ่งมักจะมีหนังนอกกระแส
หรือหนังฟอร์มเล็กที่เครือใหญ่ไม่ค่อยให้โอกาสมาฉายอยู่เสมอ
ผมเห็นใบปิดหนังเรื่อง Dreamer ดูภาพก็รู้ว่ามันเป็นหนังเกี่ยวกับม้า
ซึ่งส่วนใหญ่มักจะพูดถึงการเยียวยาชีวิตที่เหลือของทั้งม้าและคน
แน่นอน หนังเรื่องนี้ย่อมได้แรงบันดาลใจจากเรื่องจริง
และต้องเป็นม้าที่บาดเจ็บ รวมถึงผู้คนที่บาดเจ็บด้วย
...........



tearless coup d'e heart: ปฏิวัติหัวใจไร้น้ำตา



แดดและลมอาจจะยังคนละกลิ่นกับคราวที่ผมย้ายเข้ามาอยู่
ปีนี้น้ำมากกว่าปีนั้น ฟ้าก็ยังครึ้ม ฝนยังมีประปราย
แต่ในความรู้สึก ปีนั้นน่าจะหนาวกว่าปีไหนๆ
วันนี้ครบห้าปีที่ผมย้ายเข้ามาพำนักที่แห่งนี้
ไม่เคยคิดมาก่อนเหมือนกันว่า จะอยู่ที่นี่นานถึงห้าปี
ในขณะเดียวกันก็ไม่เคยคิดเหมือนกันว่า
ยังจะมีที่อื่นให้ไปอีกหรือ ... แต่ก็มี

เวลาครึ่งทศวรรษจะว่ามากก็มาก จะว่าน้อยก็น้อย
เดิมทีนักอนาคตศาสตร์ทั้งหลายมักจะพูดว่า เวลาแค่สิบปี
คงไม่มีสังคมไหนจะไม่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ดอก
ยิ่งเวลาแค่ครึ่งเดียว สิ่งที่หายไปอาจจะแค่แฟชั่นรองเท้าส้นตึก
แต่เอาเข้าจริงๆ สภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมืองก็เปลี่ยนแปลงไปมาก

เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงผู้นำที่มีปัญหาเรื่องจริยธรรมอย่างใหญ่หลวง
แต่ก็ด้วยวิธีการเดิมๆ ทางการเมืองของประเทศโลกที่สาม
โดยส่วนตัวผมหมดหวังและไว้ทุกข์เงียบๆ ให้กับประชาธิปไตย
ภาคประชาชนยังถูกกันให้อยู่วงนอก
ฉากหน้าทางการเมืองยังเป็นแค่การแย่งชิงของบรรดาชนชั้นนำเท่านั้น
จากกลุ่มทุนใหม่ที่อาศัยการตลาดมาสร้างภาพลักษณ์
แต่ก็ไม่เคยให้อำนาจต่อรองกับประชาชนมากกว่ายื่นเศษเงินให้
กับกลุ่มทุนเก่า ขุนศึก อมาตยาธิปไตย ที่ไม่เคยเชื่อมั่นว่า
ใครจะบริหารบ้านเมืองได้ดีมีคุณธรรมเท่าตัวเอง
อย่าถามผมอย่างประชดว่า ... แล้วจะเอาใครดี (วะ)
เพราะมันไม่ใช่เรื่องว่า ใครคืออัศวินควายดำ ใครคือคนดีศรีอยุธยา
ครับ สรุปแล้ว .. ผมเป็นพวกไม่เอาทักษิณ และไม่เอารัฐประหาร
(แต่นอนยันว่าไม่ใช่คนเอาใจยาก)
......



ด้านส่วนตัว มันเป็นห้าปีที่ได้ผจญภัยอย่างมีสีสันที่สุด
โดยเฉพาะในสองปีแรกที่เพิ่งตั้งต้น อะไรๆ จึงยังไม่ลงตัว
ต้องเดินเข้าๆ ออกๆ เปลี่ยนงานถึงสามที่ แต่ละที่อยู่แค่ไม่กี่เดือน
ตั่งแต่ภาครัฐ เอ็นจีโอ และฝ่ายการตลาด ได้ลองกับมันมาทุกแบบ
ไม่ว่าจะมองด้วยเหตุผลชนิดไหน จะเข้าข้างตัวเองมากน้อยเพียงใด
ความรู้สึกเมื่อตอนเข้าไปกับตอนที่ออกมาย่อมไม่เหมือนเดิม

หากเชื่อตามนักคิดสำนักรัฐธรรมนูญนิยมที่มองว่า
กฏหมายสูงสุดจะแก้ไขปัญหาทุกสิ่งและควบคุมทุกอย่าง
คนเราอาจจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญส่วนตัวกันบ้างบางครั้ง
เพื่อให้ชีวิตดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่สะดุดและต้องถอยหลังนับหนึ่งใหม่
รวมถึงเพื่อให้ดีขึ้นจากสภาวะการณ์เดิมๆ อันเป็นวงจรน้ำเน่าของชีวิต
แน่ล่ะ อาจจะถึงขนาดต้องทุบแล้วฉีกทิ้ง ... ผมก็น่าจะทำ

ส่วนที่ต้องปฏิรูปหรือปฎิวัติกันนั้นพอมองเห็นได้ง่ายอยู่
ซึ่งคงไม่พ้นอารมณ์เก่าๆ ที่ติดค้างมาตั้งแต่ปีแรกๆ ที่ถูกประกาศใช้
มันไม่ใช่ความผิดของคนใคร เพียงแต่เงื่อนไขในสังคมนั้นเปลี่ยน
ตัวหนังสือไม่กี่คำในมาตราแรกของชีวิตจึงคอยกดทับอยู่ตลอดมา

แต่ก็นั่นล่ะ กฎหมายบางมาตราอาจจะพ้นสมัยหรือผิดพลาด
แต่ประเด็นมันอยู่ที่เจตนารมณ์ของคนนำไปปฏิบัติต่างหาก
เวลาผ่านไป หากคนใช้เข้มแข็งพอตัวหนังสือก็แทบจะไม่มีผล
ยกเว้นในยามหลับฝันที่เราต่างก็ควบคุมเนื้อหาไม่ได้
กับชีวิตที่ขึ้นๆ ลงๆ พบพานแล้วลาจาก มีเหลือไม่ใช่ว่ามีน้อย
แต่ตลอดห้าปีผมก็ยังทนอยู่กับตัวบทดั้งเดิมโดยไม่คิดจะยกร่างมันใหม่

เพราะตราบใดที่จิตวิญญาณของมันยังทำหน้าที่ได้ถูกต้อง
มั่นคงในศรัทธาต่อเจตจำนงค์เสรีแห่งความเป็นมนุษย์ ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน
หากกฏหมายลูกจะผิดเพี้ยนไปบ้าง อาจเป็นเพราะการตีความเข้าข้างตัวเอง
ตามประสาอารมณ์ปุถุชนที่มีขึ้นมีลงตามกระแส เมื่อนิ่งแล้วก็กลับคืนสู่ที่ตั้ง
แม้บางห้วงอาจจะสุดโต่งกับบางเรื่องจนหลงลืมคุณค่าด้านอื่นที่มองไม่เห็น
ทั้งระบบที่ต้องสัมพันธ์กับภายนอกอาจบีบคั้นให้คิดถึงแต่จุดหมายปลายทาง
กระนั้น เจตจำนงค์ของกฎหมายสูงสุดก็จะพาตัวเรากลับมาที่เดิม

แต่เมื่อถึงวันนี้ ผมพยายามจะปฏิรูปบางมาตรา โยนมันทิ้งไป
ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะซีกอนุรักษ์นิยมในร่างกายมันพยามจะยื้อไว้
อาจเพราะความเคยชินดั้งเดิมและความไม่แน่นอนของปัจจุบัน
.........



อีกไม่กี่วัน แดดและลมก็คงจะเปลี่ยน
พัดพาชีวิตคนเดือนนี้ให้ผันแปรอีกครั้ง
แม้ครั้งนี้จะเกิดจากความตั้งใจและวางแผนล่วงหน้า
หากถามว่ามันเป็นมายังไง ... มันยากที่จะตอบ
บางครั้งคำตอบก็ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนถาม
ถึงเวลาไป ... ก็ไป เหมือนที่ผ่านๆ มา
ชีวิตที่ห่างไกลสายตาเป็นเช่นไร?

ดอกไม้ที่ปลูกไว้เมื่อห้าปีก่อน หากมองดูทุกวันคงไม่ต่าง
รู้ว่าชีวิตต้องเติบโตขึ้น แต่งอกเงยแค่ไหนก็ไม่อาจบอกเป็นมาตรวัด
แต่หากนานๆ ได้กลับมาเห็น ก็พบว่ามันมีดอกสวยให้เห็นแล้ว
คนทำสารคดีจึงตั้งกล้องไว้ ทั้งวันทั้งคืน เป็นเดือน เป็นปี
เขาเอาฟิล์มมาปรับแต่งความเร็วเพื่อย่นย่อรวบรัดวันคืนให้เรา
ตั้งแต่นาทีที่เมล็ดงอก ผ่านร้อนหนาวแดดฝน
ผีเสื้อที่มาเกาะก็บินจาก จนวันร่วงโรยไม่เหลือซาก
ตัวหนังสือของผมไม่อาจบอกเล่าได้ดีเท่ากล้องโทรทัศน์
ชีวิตที่ห่างไกลสายตาก็คงเป็นเช่นนั้น
.......


ตีหนึ่งครึ่ง
คืนวันอาทิตย์ที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๔๙


ดื่มชีวิต


"เปิดฉากอย่างเร้าใจ กระแทกอารมณ์คนดูด้วยเหตุการณ์ระทึกขวัญ
เพื่อบอกเล่าความสามารถหรือคุณลักษณะของตัวเอกอย่างย่อที่สุด
จากนั้นค่อยตัดเข้าสู่เนื้อเรื่องที่ต้องการจะเล่า ๑ - ๒ - ๓
ส่วนที่สำคัญที่สุด คือ ต้องมีจุดเร้าสูงสุดของเรื่องในองค์สุดท้าย"
นั่นมักจะเป็นโครงสร้างของหนังในกระแสหลักของฮอลลีวูด
ตัวอย่างดีที่สุดเห็นจะเป็นหนังเจมส์ บอนด์ หรือหนังของสปีลเบิร์กในยุคทำเงิน

ผมคิดถึงคำพูดหลักใหญ่ใจความของครูสมัยเรียนหนังสือ
ความจริงก็คิดทุกครั้งที่ไปสัมผัสอะไรในด้านตรงกันข้าม ... สิ่งที่ดำเนินไปอย่างเรียบๆ
แทนที่จะเปิดฉากอย่างเร้าใจในการขโมยสมบัติล้ำค่าแล้ววิ่งเอาตัวรอดแทบไม่ทัน
เป็นการเอาชนะการติดที่นอนหรือยังไม่มีอารมณ์ออกจากบ้านไปเสียอย่างนั้น
แต่พอดูจบแล้ว มันกับตรึงอารมณ์ให้อยู่กับที่ ยังไม่อยากลุกไปไหน
เป็นวิธีเขียนบทที่สอนกันไม่ได้ง่ายๆ นอกจากคุณต้องไปใช้ชีวิตเสียก่อน
.............



Sideways (2004) ของผู้กำกับ Alexander Payne
คือหนังที่ตรึงอารมณ์ผมตั้งแต่ดูครั้งแรก เวลาเหงาๆ ก็หยิบมาดู นอนไม่หลับก็เปิด
ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หนังคนเหงา หรือมีลูกเท่ห์อะไร และผลก็ยังเป็นเหมือนเดิมทุกครั้ง
คือ เมื่อดูจบผมรู้สึกอยากเขียนถึง แต่ก็ผลัดมาเรื่อย ขวดแล้วขวดเล่า
หนังเล่าเรื่องของชายวัยกลางคนคู่หนึ่งซึ่งเป็นรูมเมทกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย
พากันขับรถท่องเที่ยวไร่องุ่นแถบผลิตไวน์ตามชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย อันมีทิวทัศน์แสนงดงาม
โดยรุ่นพี่คือ Miles Raymond (Paul Giamatti) ผู้มีความเชี่ยวชาญเรื่องไวน์เป็นคนนำทาง
จุดประสงค์ก็เพื่อกิน ดื่ม เที่ยว พักผ่อน ตีกอล์ฟ หาความสำราญเบื้องหน้า
ก่อนที่เพื่อนรุ่นน้องจะเข้าพิธีแต่งงานในอาทิตย์ถัดไป

ทุกอย่างน่าจะเป็นไปตามแผน คือ สนุกกันให้สุดเหวี่ยงก่อนจะพ้นวัย
แต่หนังก็ค่อยๆ เผยถึงปัญหาของตัวละครออกมาทีละนิดๆ ... โดยเฉพาะปัญหาของไมลส์
ผู้เป็น ... ครูสอนภาษาอังกฤษ (ซึ่งเด็กควรได้อ่านงานของเขามากกว่าให้เขามาสอนหนังสือ),
ยังทำยังใจกับการหย่าร้างไม่ได้, มองโลกในแง่ร้าย, เป็นนักเขียนที่เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่สำนักพิมพ์
จะให้คำตอบเกี่ยวกับหนังสือที่เขียนมาจากชีวิตเขาหวังว่า มันจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น
กระทั่งยังเป็นเด็ก ที่แกล้งมาอวยพรวันเกิดแม่แต่กลับแอบหยิบเงินไปเที่ยว
วันวัยและปัจจัยต่างๆ (รวมถึงหน้าตาที่ไม่ค่อยจะหล่อเหลาด้วยแล้ว)
หากวัดตามพิมพ์ของหนังกระแสหลักแล้ว ... ไมลส์ ก็คือ คนล้มเหลว นี่เอง

กระนั้น .. เวลาที่ไมลส์พูดถึงไวน์และองุ่น เขาเป็นคนละคน
ด้วยพลังของพอล จิอาแมตติ .. เขาทำให้เราเห็นว่าไมลส์เป็นบุคคลที่น่าสนใจ
เปี่ยมรสนิยม เป็นเพื่อนที่ดี โดยเฉพาะการเป็นคู่สนทนา
เพียงแต่อะไรบางอย่างที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว
มันส่งผลให้สิ่งอื่นๆ พลอยอยู่ผิดที่ผิดทางตามไปด้วย จนยากจะกลับคืน
ขณะที่สำนักพิมพ์ก็แจ้งข่าวร้ายมาว่า หนังสือของเขาดีแต่คงทำตลาดยาก สรุปคือไม่พิมพ์ให้
อดีตภรรยาที่เขาเคยหวังว่าเธอจะกลับมา ก็ไปแต่งงานใหม่แล้วเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนนี่เอง
ระหว่างนั้นเรื่องห่ามๆ ที่เพื่อนทำก็ส่งผลกระทบมาถึงสัมพันธ์ครั้งใหม่กับหญิงสาว
ซึ่งอาจเป็นคนสุดท้ายบนโลกในอีกครึ่งของชีวิตที่เหลือที่จะมองเห็นตัวตนของเขา
นี่คือสิ่งที่ไมลส์ต้องพบ และตกลงกับมันให้ได้ในระหว่างการเดินทางครั้งนี้
.............



เหตุผลที่คืนนี้ผมยกหนังเรื่อง Sideways มาเขียนเพราะได้คุยกับเพื่อนเก่าคนหนึ่ง
ซึ่งกำลังดูสารคดีเกี่ยวกับไวน์ (คงดูไปด้วยจิบไปด้วย)
ซึ่งโทรทัศน์ฝรั่งรายงานว่า อานิสงค์จากหนังเรื่องนี้ทำให้การท่องเที่ยว
ในแหล่งผลิตไวน์ในแถบชายฝั่งแคลิฟอร์เนียได้รับความสนใจอย่างสูง
กรุ๊ปทัวร์เพิ่มขึ้นมากมาย โดยพากันเดินตามเส้นทางของไมลส์
จนมีผู้เป็นห่วงว่าจำนวนคนที่เพิ่มมากขึ้นตามสไตล์อะไรที่ปรับเป็นอุตสาหกรรมแล้ว
จะทำลายคุณค่า คุณภาพ และบรรยากาศ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับสถานที่แห่งอื่น
ผมไม่ห่วงสังคมฝรั่งเขาเท่าใด เพราะเชื่อมั่นในการจัดการของเขา
ซึ่งคงไม่ยอมเปลี่ยนวิถีไปทำอะไรแบบตีหัวเข้าบ้านหากินครั้งเดียวเป็นแน่

ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องไวน์ ตัวผมเองก็ซื้อแค่ไวน์เทเบิลขวดละไม่กี่ร้อยเท่านั้น
เคยศึกษาวิธีการดื่มการชิมมาบ้างแต่ก็เป็นแค่การอ่านเอาความรู้
แล้วก็ลืมทิ้งไปเหมือนอะไรหลายๆ อย่าง คงไม่สามารถจะฝึกให้ลิ้นและจมูก
แยกแยะรสชาติได้อย่างผู้รู้ ซึ่งนั่นถือเป็นศาสตร์ชั้นสูงแขนงหนึ่งเลยทีเดียว
ในความรู้สึกส่วนตัว ไวน์เมายากกว่าเหล้า แต่เมาได้ลึกกว่าและนิ่งสนิท
จึงเหมาะสำหรับการดื่มคนเดียวในยามที่ต้องครุ่นคิด เมาแบบไม่ทำลายวันรุ่งขึ้น
หากเป็นไวน์ดีก็ต้องดื่มกับคนพิเศษในโอกาสพิเศษเท่านั้น
คุยกันไปเรื่อยๆ อาหารมาทีละจานๆ เรื่องเล่าก็ทยอยตามมา
แต่สิ่งที่ผมสนใจเกี่ยวกับไวน์ ... เห็นจะเป็นเรื่องความเร้นลับ

บทภาพยนตร์ Sideways เปรียบเทียบตัวละครสำคัญอย่างไมลส์
เหมือนกับองุ่นพันธุ์หนึ่งที่ชื่อ "พิโนต์" ซึ่งเป็นองุ่นที่นำมาผลิตไวน์
แล้วไมลส์ชื่นชอบมากที่สุด ซึ่งลักษณะของมันเมื่อเทียบกันคนแล้วก็นับว่าน่าตกใจ
เพราะละม้ายคล้ายกับตัวตนของไมลส์ยิ่งนัก

บางคนมองไวน์เหมือนกับสิ่งที่คอยบันทึกประวัติศาสตร์ เกิดอะไรขึ้นบ้าง
อากาศ แสงแดด สายฝน และผู้คนที่ดูแลมันเป็นฉันใด เขาคิดว่ามันมีชีวิต
ปีไหนรสชาติจะดีที่สุด การเปิดขวดในวันนี้ จะต่างจากวันอื่นอย่างไร
ผมอธิบายให้ลึกซึ้งกว่านี้ไม่ได้ นอกจากจะบอกว่า มันเป็นความหลงใหล
เป็นโลกอีกใบที่เมื่อคนบางคนตกลงไป ก็จะวนเวียนอยู่กับการค้นหาความลับที่ว่านั้น

ในศาสตร์ของภาพยนตร์ การสนทนากันเรื่ององุ่นและไวน์ระหว่างไมลส์กับมายา
เป็นอุปมาอุปมัยที่แสดงออกถึงความเข้าอกเข้าใจ การรับรู้
และการเกี้ยวพาราสีอย่างมีชั้นเชิงที่สุด
.....................



สาเหตุที่ทำให้ Sideways ดีถึงขนาดได้เข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมนั้น
คงเป็นเพราะความสุขุมของหนังที่มีกระบวนการบ่มชีวิตไปสู่การบรรลุนิติภาวะแบบผู้ใหญ่
ซึ่งไม่ได้หมายถึง การได้รับการยอมรับเรื่องความสำเร็จทางสังคม (แบบหนังนักกีฬา)
เพราะไมลส์ถูก สนพ. ปฏิเสธ แต่หากหมายถึง การยอมรับความเป็นจริงว่าโลกไม่ได้รอเขาอยู่
ถึงวันหนึ่ง ตัวละครก็เลิกวิ่งหนี เลิกซื้อเวลา และตั้งความหวังลมๆ แล้งๆ

ฉากที่คนเคร่งครัดและศรัทธาต่อไวน์อย่างไมลส์เอาสิ่งที่เก็บไว้เพื่อคนพิเศษและโอกาสพิเศษ
มาเปิดกินง่ายๆ ซ้ำยังผิดธรรมเนียมการดื่มไวน์ทั้งเรื่องอาหาร สถานที่ และภาวะอารมณ์
เป็นการแสดงออกถึงความเจ็บปวดอย่างลึกที่สุดของคนๆ หนึ่งเมื่อต้องสูญสิ้นทุกอย่างที่หวัง
แน่ละ ... หากไม่เปิดขวด ปลดปล่อยความอัดอั้นที่คุกรุ่นมาแสนนาน ไฉนเลยจะเป็นอิสระ

ในความเป็นจริง หนังสือของไมลส์ก็ไม่ใช่น้ำดำที่รสชาติเหมือนกันทุกขวด เหมาะกับทุกคน
หากมีเพียงแค่คนบางประเภท ในบางห้วงยามที่สอดคล้องเท่านั้น
ที่จะเข้าถึงและดื่มด่ำความเศร้าทว่างดงามในรูปแบบเช่นนั้นได้
อันที่จริง ... โลกที่เราเฝ้ารอก็เพียงแค่นี้เท่านั้นมิใช่หรอกหรือ?

ผมคิดเอาเองว่า คงมีคนที่ไม่แตกต่างจากไมลส์มากนัก
ซึ่งต่างก็เคยประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่ ไม่รวมกรณีเล็กๆ น้อยๆ
ที่สะสมขึ้นมาตามเข็มไมล์ของชีวิต จนมีผลทำให้เป็นอย่างที่เป็นทุกวัน
น็อตที่ขันขั้วหัวใจหมุนได้ไม่แน่นเหมือนเดิม
..............



ไมลส์เล่าให้มายาฟังว่า ... พิโนต์นั้นเป็นองุ่นที่เปลือกบางมาก
พวกมันไม่ชอบแดดแรงๆ หรือความชื้น แถมยังสุกง่าย และเปราะบางอย่างที่สุด
มันอาจจะเติบโตได้เฉพาะมุมที่ห่างไกลบนโลกเช่นแถบนี้แห่งเดียวก็เป็นได้
เพราะอากาศเย็นจากแปซิฟิคที่พัดเข้ามาในตอนกลางคืนทำให้ผลองุ่นเย็นลง
มันจึงต้องการการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษตลอดเวลา ซึ่งมีน้อยคนนักที่จะอดทน
และเข้าใจในศักยภาพของพิโนต์ว่า มันทำอะไรได้
.............

ผมไม่ได้จบเกษตรพืชสวนหรือเป็นนักชิมไวน์ชั้นครู
จึงไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่องผลไม้โดยเฉพาะองุ่น
จะได้สามารถเปรียบเปรยผู้คนว่า เขาหรือเธอคล้ายกับองุ่นพันธุ์ใด
แต่สาบานได้ว่า ภายใต้บรรยากาศที่ดำรงอยู่มาชั่วนาตาปี
ผมไม่ใช่พันธุ์ที่เปลือกบางที่สุด แดดแรงหรือความชื้นหาใช่ปัญหา
องุ่นนั้นแม้จะเป็นพืชเก่าแก่ แต่ก็มีวิวัฒนาการ
ผมหมายรวมถึงส่วนที่เคยเปราะบางนั้นด้วย
...............


ตีสาม ๑๑ นาที
หลายเดือนก่อน
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

© 2000 - 2007 Aphichet Piyasri All Rights Reserved.
aphichet@hotmail.com
www.thaidot.com