หลงรัก (หมามี) เจ้าของ


คนที่เคยบุ๊คมาร์คโฮมเพจของผมอาจจะสังเกตเห็นไอคอนรูปสุนัขสีเหลือง
ปรากฎอยู่ตรงหน้าชื่อเว็บไซต์ และหากเคยคุย MSN ด้วยคงเห็นมันเสนอหน้า
อยู่หน้าชื่อผมเช่นกัน และอาจสงสัยว่า ทำไมต้องเป็น "หมา" ?
ในเมื่อมีอะไรอีกร้อยพันอย่างที่เอามาแทนได้

"หมา" ไม่ได้มีความลึกซึ้งอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่เล่าให้ฟังก่อนนอน
แม้ว่าช่วง ๓-๔ ปีหลัง ผมจะเริ่มต้นใช้ชีวิตอย่าง "หมาหลง"
โดยการเขียนถึงการพาหมาสีขาวตัวหนึ่งไปหาบ้านใหม่ในช่วงที่ชีวิตผกผัน
หรือหลายครั้งก็เกือบจะเรียกได้ว่าอยู่ในภาวะต้องสู้แบบ "หมาจนตรอก"
รวมถึงมีฝันแบบสูงลิบในสไตล์ "หมามองเครื่องบิน" ที่ไม่เคยแลนด์ดิงสักที
ก็ได้แต่ร้องเพลงของไฮดราปลอบใจตัวเองไป "... สักวันอาจเห็นเครื่องบินติดดินบินตามหมาเดิน"

ผมชอบหมามากกว่าแมว หรือกระต่าย หรือสัตว์เลี้ยงประเภทอื่น
น่าแปลกที่เพื่อนที่กินดื่มด้วยกัน ก็เป็นพวกรักหมามากกว่าคนทั่วๆ ไป
จะเจอกันตอนเย็น เขาต้องบอกก่อนว่า "ขอไปให้ข้าวหมาก่อน" จากนั้นถึงไหนถึงกัน
เพื่อนสนิทอีกคนถึงขนาดสนับสนุนให้น้องชายของเขามีฟาร์มบางแก้วเป็นเรื่องเป็นราว
ผมชอบผู้หญิงที่รักหมาเป็นพิเศษ คิดถึงภาพหญิงสาวที่อุ้มลูกหมาเข้าบ้าน และแอบเอาหมาเข้าห้องนอน
..........


ความรักที่มีหมา คงเป็นผลจากการเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กๆ จากครอบครัว
ย่าเคยเล่าถึงหมาที่นอนเฝ้าผมที่หลับสบายบนเบาะนุ่มขณะทุกคนนั่งกินข้าว
ไม่ยอมให้คนแปลกหน้าที่ไหนมาอุ้ม ผมฟังทีไรก็รู้สึกซาบซึ้งทุกทีในพระคุณของมัน
ยิ่งในยามที่ข่าวเด็กหายโดยขบวนการลักพาตัว ความรู้สึกนี้จะเอ่อขึ้นมาทุกครั้ง

ลุงของผม เป็นอีกคนหนึ่งที่รักหมา (คงเพราะคุยกับป้าได้ไม่นาน)
พี่ชายที่ล่วงลับไปก็รับมรดกนี้จากพ่อของเขามาเต็มๆ ก่อนจะจากเมืองไทยไปญี่ปุ่น
เขาฝากฝังผมให้ดูแลหมาสามตัวของเราที่วัดให้ดี พร้อมกับถ่ายรูปคู่กับหมาแทนความคิดถึง
ผมยังจำหมาแม่ลูกอ่อนสีขาวชื่อ "บิลลี่" ได้เป็นอย่างดี เป็นหมาตัวแรกในกรุงเทพฯ ที่ผมรักที่สุด
อีกตัวก็ "ตั้น" ชื่อเต็มๆ ที่พี่ชายผมตั้งให้คือ "ปีเตอร์ ชิลตัน" ตามผู้รักษาประตูระดับตำนานของอังกฤษ
และน้องเล็กชื่อ "น้ำตาล" ขนยาวสวยของมันสีน้ำตาลเข้ม ตัดกับสีขาวตรงแผงอก
นับว่าผมมีเพื่อนหมา หลังเลิกเรียนก็เล่นกับหมา จนโตพอที่จะเป็นเพื่อนกับคน

เคยรู้สึกกับใครไม่ดี แต่พอรู้ว่า เขารักหมา พาหมาข้างถนนไปหาหมอ
มันก็สอนให้รู้จักมองคนอีกมุม มองด้านที่ไม่เกี่ยวกับหัวโขนในสำนักงาน ผมคิดได้ว่า
หมาสอนให้ผมรู้จักการให้ความเป็นธรรมกับตัวละคร ก่อนจะพิพากษาลงในงานเขียน
และทุกวันนี้สำหรับผม ... การจะเลี้ยงหมาสักตัว ได้คล้ายกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว
กล่าวคือ มันหมายถึงองค์ประกอบเล็กๆ อย่างหนึ่งของคำว่า "ครอบครัว" ที่สมบูรณ์
การมีชีวิตปกติสุข ไม่ต้องย้าย ไม่ต้องแสวงหา และมั่นคงเพียงพอที่จะดูแลสมาชิกให้ดี
.................


ผมคิดว่า ผมมาคิดเรื่องหมาๆ บ้างก็ดี เพราะคิดเรื่องคนๆ ก็มองเห็นแต่เรื่องวุ่นวาย
ความซับซ้อนที่มนุษย์นำมาสุมรวมใส่กัน จับแพะชนแกะอลหม่าน
บางครั้งมิตรภาพอันบริสุทธิ์อาจนำมาซึ่งเรื่องยุ่งยากและความผิดหวัง
เพื่อหลีกหนีความวุ่นวายทั้งมวล ผมพยายามที่จะโดดเดี่ยวตัวเองมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากหลงไปเป็นสุนัขรับใช้ให้กับคนบางประเภทได้ไม่กี่เดือน
ผมต้องยอมเป็น "หมาหลง" เร่ร่อนดีกว่าการอยู่เพราะรสชาติอาหารราคาแพง
ไม่งั้นแล้วหมามันจะดูถูกเอาได้ว่า เกิดมาเสียชาติคนไปเปล่าๆ
และเมื่อปรับตัวให้เข้ากับความวุ่นวายของ "หมานคร" แห่งใหม่ได้ครบสองปีแล้ว
รู้ว่าเวลาไหนจะได้กิน เวลาไหนจะได้นอน ต้องทำแบบไหนในระบบ "สุนัขขาธิปไตย"
ที่ยังไงเสียมันก็บังคับให้เราต้องเป็นหมามีเจ้าของอยู่วันยังค่ำ

แต่ ๓ - ๔ วันที่ผ่านมานี้ อาการหลงรักหมามีเจ้าของเดินทางมาสู่ผม
กล่าวคือ ผมมีโอกาสได้อุ้มหมาสีขาว ขนปุกปุยน่ารักวัย ๕ เดือนตัวหนึ่ง
"ท๊อฟฟี่" เหมือนเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาปรับตัวให้เข้ากับบ้านหลังใหม่
รวมถึงขาใหญ่ในบ้านอีก ๓ ตัว โดยเฉพาะ "โมจิ" ที่อายุมากกว่ามันแค่ปีครึ่ง
แถมยังหน้าตาเหมือนกัน เพราะเป็นสายพันธุ์เดียวกัน (จากคอกเดียวกันอีกต่างหาก)
ผมได้แต่ส่งใจไปอุ้ม ยามที่เจ้าสีขาวตัวพี่ขู่เพราะหวงของเล่นและที่นอนแสนรักของมัน
ผมมีความสุขเวลาไปซื้อหาของกินของใช้เกี่ยวกับหมา ได้เข้าไปในโลกของคนรักหมา
ผมดีใจที่มันชอบของเล่น เล่นเอาเป็นเอาตาย เหมือนกับเล่นชิงถ้วยรางวัลมาประดับคอก

ความน่ารักของเพื่อนร่วมโลกตัวเล็กๆ ก็นำมาซึ่งความมีชีวิตชีวาของคน
.........

หลายปีก่อน ผมอ่านเรื่องสั้นของกวีซีไรต์มีเนื้อหาเกี่ยวกับการหลงรักหมาของชาวบ้าน
ผมเคยมีโอกาสเจอเขาที่ปากซอยที่มีแต่ห้องเช่าสี่เหลี่ยมเล็กๆ ราวกับรังปลวกยังพูดถึงเรื่องนี้
แน่ล่ะ สภาพของการอยู่อาศัยรวมกับวิถีของคนเมือง มันไม่เอื้อให้เราดูแลสิ่งมีชีวิตใดๆ
เหมือนเมื่อครั้งยังเยาว์ ซึ่งในความหมายของเขาอาจหมายถึงการถวิลหาบ้านเกิดเมืองนอน
คล้าย "ม้าก้านกล้วย" ที่พ่อเคยทำให้เล่น แต่ประเทศที่เจริญแล้วอย่างอิตาลี
ถึงขนาดออกกฎหมายให้เจ้าของต้องพาหมาแมวเดินเล่น
เพราะเขาเห็นว่าการให้สัตว์เลี้ยงอยู่ในที่แคบๆ นั้น เป็นการทรมาณสัตว์อย่างหนึ่ง
อนิจาบ้านเรายังไม่ยอมให้หมาเข้าสวนสาธารณะ คิดแล้วก็เป็นตลกร้าย
คนสมัยใหม่บนโลกนี้ต่างหากที่เคยชินกับการอยู่ในพื้นที่แคบๆ
........


ถึงอย่างไร ... การรักหมามีเจ้าของย่อมดีกว่าการรักคนมีเจ้าของ
เพราะประการหลังย่อมปวดใจกว่า ยิ่งหากเราให้ความเป็นเจ้าเข้ามาครอบงำด้วยแล้ว
ความอยากได้อยากมีก็ไม่เคยปราณีใคร และดูเหมือนว่ายิ่งเราปรารถนา ... มันยิ่งห่างไกล
กับข้าวของบางอย่างนั้น อาจรอเวลาให้เรามีกำลังความสามารถเป็นเจ้าของได้
เมื่อสัมผัสแล้วอาจเป็นสุข อาจอิ่มเพียงชั่วครู่ แล้วต้องเหนื่อยยากวิ่งไล่ไขว่คว้าใหม่
หรือจะเป็นการอิ่มทิพย์ สิ้นสุดการดิ้นรนทางกายใจในยุคสมัยแห่งการบริโภค
แต่กับคนด้วยกันนั้น หากเอาชนะหัวใจทรนงดวงนั้นไม่ได้
หมายความว่าเรา "สูญเสีย" ไปแล้วหรือ ?

ใช่ ... เราทุกคนต่างมีวันคืนที่คิดว่านี่คือการสูญเสีย ไม่ว่าจะมองมุมสูงหรือมุมล่าง
มันก็คือความพ่ายแพ้ไม่สมหวังอยู่วันยังค่ำ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดที่เราไม่พยายามมองโลกในแง่ดี
ตามฮาวทูคนอกหักที่พร่ำสอนกันเป็นข้อๆ ผมคิดว่า การแสร้งยิ้มหรือทำท่าทางเข้มแข็ง
แต่ลึกๆ แล้วกลับทำตัวเหมือนทหารที่ไม่อยากให้สงครามเลิกเพราะไม่รู้จะสู้เพื่อสิ่งใดอีก
ไม่สู้จะก่อประโยชน์อันใด การมองโลกตามความเป็นจริงเท่านั้นที่ทำให้เราเดินทางต่อไปได้
อย่างน้อยก็เป็นขั้นตอนแรกที่ท้าทายให้ยอมรับสัจธรรมที่เราต่างรู้กันดีว่า
การละและการปล่อยวางได้ต่างหาก ถึงจะทำให้เราเป็นอิสระเหนือการสูญเสียที่ว่านั้น
และเมื่อถึงวันนั้น อาจมีหัวใจดวงอื่นโชคดีพอที่จะได้มาพำนักใกล้ๆ
............

สำหรับคนหนุ่มสาวที่ยังต้องวนเวียนอยู่ในห้วงรักซึ่งทั้งกว้างและแคบ
เหมือนจะหยิบจับความรักมาโอบประคองเป็นเจ้าของได้
แต่อาจหนีหายไปสุดหล้า
ผมอยากบอกว่า ... กับคนบางคนนั้น
.....
ฟากฟ้าและความฝัน เป็นเจ้าของเธอ
วันเวลาและระยะทางอันไกลห่าง ก็เป็นเจ้าของเธอ
ภาระหน้าที่และครอบครัว ก็เป็นเจ้าของเธอเช่นกัน
เขาจะเป็นเจ้าของเธอ หรือเธอจะเป็นเจ้าของใคร
นั่นยังอยู่ในลำดับหลังๆ ของชีวิตที่กำลังอยู่ในวัยโผบิน
และที่สำคัญกว่านั้น เธอ ... เป็นเจ้าของตัวเธอเองอย่างสัมบูรณ์
มีเพียงความคิดถึงในห้วงคำนึงเท่านั้นที่เราเป็นเจ้าของมันอย่างแท้จริง
...............


ตีหนึ่ง ๒ นาที
คืนวันจันทร์ที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๔๘
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ชื่อ
อีเมล์
ความคิดเห็น

 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

หากต้องการนำข้อมูลไปใช้กรุณาติดต่อเว็บมาสเตอร์ก่อนนะครับ : )
© 2000 - 2001 Aphichet Piyasri All Rights Reserved.
www.thaidot.com