ฝนมีนา


คงเพราะเป็นขาล่อง ปี่กลองในหัวใจจึงไม่เร่งเร้า
ดวงตะวันแสร้งว่ากำลังจะไปพักผ่อนจึงทอแสงนวลของยามเย็นมาประโลม
อาบทอท้องทุ่งที่กำลังจะกลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้งเพราะฝนแรกของปีที่มีมาต่อเนื่อง
ข่าวบอกว่าไม่ใช่ฝนแท้ เป็นแค่ฝนเทียมที่มาช่วยทันในจังหวะสุดท้าย
ก่อนที่ต้นไม้ใบหญ้าจะหมดลมหายใจ ทั้งๆ ที่หน้าแล้งยังไม่จบ

คนบนรถคลายใจจากภาระที่แบกมาจากกรุงเทพฯ ได้อย่างสนิท
เหลือแค่ลบระยะทางลงเรื่อยๆ เดินทางกันไปไม่เร่งรีบ
ผมมีเวลาดื่มด่ำกับอารมณ์กว่าร้อยกิโลเมตรจากพิษณุโลกถึงนครสวรรค์
จากนั้น ... เมื่อต้องไปสมทบกับเพื่อน เสียงดนตรีคงมีจังหวะมากกว่าที่เป็น
ใช่ ... ต้องหารระยะทางออกเป็นส่วนๆ ส่วนที่ต้องอยู่ลำพังและอยู่กับผู้คน

ว่ากันว่า ... ขาไปคนมักจะหึกเหิมแต่ขากลับเป็นตรงกันข้าม
เพราะไม่ว่าจะชนะหรือพ่ายแพ้ เราก็เก็บมาไม่ได้ทั้งหมด
มิหนำซ้ำอาจจะทิ้งตัวตนไว้ที่นั่นด้วยก็เป็นได้
ผมคิดว่า ผมไม่ได้ลืมอะไรทิ้งไว้ อาจเพราะผมไม่ได้เอาไปด้วย
..........


เพราะไม่ปีกเหมือนนก หากมีรั้วมากางกั้นจะได้บินข้ามไป
สำหรับคนบางกลุ่มที่อยากจะหลบหนีจึงต้องขุด ... ขุดดินเป็นอุโมงค์ยาว
ก่อนมา ... ผมดูหนังที่พูดถึงการหลบหนีครั้งยิ่งใหญ่
ของคนที่มีชื่อเสียงในการแหกคุกมากที่สุดซึ่งได้มาอยู่รวมกัน
และร่วมกันหนีจากค่ายกักกันเชลยศึกของเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒
พวกเขาหนีเพราะเป็นหน้าที่ทหารที่ต้องหนีเพื่อก่อกวนแนวหลังของข้าศึก
พวกเขาหนีเพราะการกักขังมันทำลายคุณค่าความเป็นมนุษย์ลงไปทุกวัน
หนีคนเดียวอาจไม่ยาก แต่พากันไปเป็นร้อยเป็นเรื่องที่ไม่มีใครกล้าคิดว่าจะเป็นจริง

The Great Escape (John Sturges 1963) พูดถึงการขุดดินของคนที่กลัวพื้นที่แคบที่สุด
การจัดหาเครื่องไม้เครื่องมือของนักแซงค์ระดับโลก การปลอมแปลงเอกสารของเซียนเหยียบเมฆ
การวางแผนระดับเสนาธิการ ความฝันที่จะมองฟ้าในผืนดินที่ไม่มีลวดหนามในนามอิสรภาพ
และจิตวิญญาณอิสระซึ่งถือว่าเป็นคุณค่าสากลของทุกยุคทุกสมัย

ผมเคยคิดว่าหนังเรื่องนี้จะต้องเครียด ... เปล่า มันสนุกสนาน แดดงาม วิวสวย
เหมือนกับว่า กำลังดูลูกเสือสำรองพยายามจะแหกค่ายออกไปซื้อไอติมในเมือง
หากถูกจับได้ก็ถูกงดของหวานอย่างมันต้มในมื้อค่ำ จากนั้นก็มาวางแผนแหกใหม่
คงเพราะหนังสงครามเกือบทุกเรื่องนั้นโหดร้ายมาเพียงพอแล้วกระมัง
แต่สุดท้ายผมก็ถูกหลอก แค่ฉากเดียวเท่านั้น เมื่อพิราบขาวถูกจับได้
ก็สั่นสะเทือนศรัทธาของมนุษย์ทุกผู้คนได้อย่างครบถ้วน
..............


การหลบจากกรุงเทพฯ เพื่อไปทำงานนอกสถานที่
เป็นเรื่องตื่นเต้นสำหรับผมและยังเป็นอยู่ เพราะอย่างน้อย
มันก็เปลี่ยนเทศะจากความจำเจในห้องเดิมๆ ไปสู่พื้นที่อันกว้างขวาง
เปลี่ยนเรื่องมากมายที่กำลังจดจ่อให้เหลือเพียงภารกิจเบื้องหน้าอย่างเดียว
ปัดเป่าความฟุ้งซ่านที่กำลังแผ่คลุมให้คนได้หายใจหายคอโล่งขึ้น
รวมถึงย้ายสถานที่เมามาย เผื่อจะมีเรื่องตลกเข้ามาแทรกบ้าง

การเดินทางของคน อาจจะไม่ได้รับคำตอบใดๆ โดยตรง
เพราะคำตอบนั้นอาจมีแน่นอนอยู่แล้วก่อนไปเพียงแต่ไม่กล้ายอมรับ
เมื่อผมทำลายสถิติของตัวเองในการทำงานประจำได้อย่างไม่ยากเย็น
บางส่วนในหัวใจก็เริ่มกระซิบเบาๆ ว่าถึงเวลาที่สัญญากันไว้แล้ว
แต่ผมอิดออด มิใช่เพราะเกรงใจอวัยวะส่วนอื่นของร่างกายที่ต่ำลงไป
หากเพราะภาระหน้าที่อันต่อเนื่องยังไม่มีกำหนดจะจบสิ้น

ผมนึกถึงวันแรก เจ้านายไม่ถามอะไรมากไปกว่า "อยู่ดึกได้ไหม ?"
ยังขำๆ ตอนที่อ่านเรื่องนายฝรั่งเมื่อรับอาจินต์เข้าทำงานที่เหมืองแร่
ไม่ต้องถามกันมาก อยากทำงานก็ให้งานทำ ยิ่งรับเงินเดือนกรรมกรได้ยิ่งดี
เขาจึงไม่ซักไซร้อะไร อาจจะไม่ได้ดูผลงานในซีดีรอมด้วยซ้ำไป
ครับ ... อดีตของคนใช่ว่าจะสำคัญ
...........


อันที่จริงผมก็เบื่อการหลบหนีแล้วแสร้งว่า มีอิสระเสรี
ลึกๆ เรารู้ดีว่า เราก็ต่างถูกรั้วที่มองไม่เห็นล้อมรอบหลายชั้นอยู่
การเรียนรู้อยู่กับมันอย่างเป็นสุขจึงเป็นความท้าทายประการเดียว
กระทั่งเป็นวิถีทางเดียวที่จะเป็นไทไปจากลวดหนามนี้ได้
และอันที่จริงสิ่งที่ผมหลบหนีไม่ได้เกี่ยวกับการอยู่ในกรอบ
เพียงแต่คนอ่อนแออย่างผม เคยเลือกเอามันมาชดใช้
วางสังเวยเป็นรางวัลแห่งชัยชนะให้กับสิ่งที่หนีไม่เคยพ้น
ดังนั้นไม่ว่าจะมีปีกหรือดำดินได้ การหลบหนีครั้งยิ่งใหญ่จึงไม่มีวันเกิดขึ้นจริง

การหลบร้อนจากกรุงเทพฯ ครั้งนี้คงเป็นไปเพื่อรอฟังกระแสเสียง
ก่อนที่จะประเมินหรือสรุปได้ว่า มันเป็นฝนแท้ที่ตกต้องตามฤดูกาล
หรือแค่ฝนเทียมที่โปรยเม็ดราดรดพื้นที่แห้งผากชั่วครู่ชั่วยาม
ซึ่งคนกระหายไม่มีสิทธิ์ก่นด่าหรือเรียกร้องไปกว่านี้
.........


กรุงเทพฯ ต้อนรับการกลับของผมด้วยสายฝนอันรุนแรง
และข่าวร้ายอันหนักหน่วงจากการวางระเบิดที่สนามบินหาดใหญ่
ร่ำลาเพื่อนร่วมทางแล้วแต่ผมยังกลับไม่ถึงบ้าน ยังเหลืออีกสิบกิโลเมตร
อยากดื่มด่ำในระยะทางสุดท้ายบนทางด่วนแล้วอ้อมเข้าหลังบ้าน

ทั้งๆ ที่ไม่ได้หลงลืมสิ่งใดไว้ แต่ผมหวิวในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก
มันคล้ายๆ กับรอฟังผลสอบว่าจะตกหรือผ่าน หากตกก็สบายใจ ผ่านก็สบายใจ
เหมือนรอถูกพิจารณาโทษทัณฑ์แต่ก็คล้ายว่าจะได้ของรางวัล
เหมือนกับอิ่มแล้วแต่ยังหิว อยากกินอะไรที่คิดไม่ออก
เหมือนคันแล้วเกาถูกที่ แต่มันยังไม่หายสักที

ระหว่างที่ยืนอยู่ริมถนนสรงประภา ผู้คนกำลังแย่งรถโดยสาร
ผมได้รู้ถึงสาเหตุแห่งอาการนั้น อันที่จริงแล้วผมแยกแยะไม่ออกหรอกว่า
ที่ตกนั่นคือฝนแท้หรือฝนเทียม หรือเป็นเพียงแค่อิทธิพลจากพายุหลงจ้าว
เพราะมันตกรวมๆ กันไป ฟ้าร้องฟ้าครึ้มเหมือนกัน
มาเหมือนๆ กัน และเปียกเหมือนๆ กันทุกครั้ง
ฟ้ามืดเมฆดำ ผมหาทางกลับบ้าน
..........


ตีสาม ๑๑ นาที
คืนวันพุธที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๘
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ชื่อ
อีเมล์
ความคิดเห็น

 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

หากต้องการนำข้อมูลไปใช้กรุณาติดต่อเว็บมาสเตอร์ก่อนนะครับ : )
© 2000 - 2001 Aphichet Piyasri All Rights Reserved.
www.thaidot.com