๑
ในชีวิตนี้คุณเคยทำของสำคัญหรือมีค่า เป็นต้นว่า
กระเป๋าสตางค์, กล้องถ่ายรูป, โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ หายหรือเปล่าครับ?
ในชีวิต ... ผมแทบจะไม่เคยวางอะไรทิ้งไว้ หรือทำอะไรหล่นหายไว้ที่ไหน
ทุกครั้งที่เก็บของเดินทางทั้งขาไปและกลับ ผมจะดูแล้วดูอีก คิดแล้วคิดอีก
ซึ่งวิธีนี้ได้ผล แต่ก็ไม่ได้ใช้กับทุกเรื่องทุกเวลาเพราะมันออกจะเกินเหตุ
ผมจึงได้แค่อาศัยประสบการณ์ของคนอื่นเพื่อเข้าถึงความวุ่นวายนานา
ภายหลังการสูญเสียข้าวของไป แน่ละ ... มันไม่ถึงกับตาย แต่ก็ทำชีวิตเราไม่ปกติ
.......
๒
"ตามรถตู้คันนั้นไปเลยพี่ !!" ผมบอกกับมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ผ่านมาได้จังหวะพอดี
ทันทีที่รู้ว่าผมทำกระเป๋าสตางค์ใบใหม่พร้อมเงินสดจำนวนหนึ่งหล่นหาย
"ขึ้นมาเลย" ลูกผู้ชายตัวจริงในเสื้อวินสีส้มบอกให้ผมรีบขึ้นซ้อนท้าย
โดยไม่กังวลเลยว่า เขาจะต้องไปไกลแค่ไหนและจะได้อะไรจากผมหรือเปล่า
โชคดีที่รถตู้โดยสารคันนั้นยังไปไม่ไกลเกิน ... ความหวังของผมตามมาทัน
ผมกระโดดขึ้นรถตู้ บอกคนขับ มองไปยังเบาะหลังอันเป็นที่นั่งเดิม
มองด้านหลังด้านใต้ของเบาะ สแกนจนทั่ว ดูแล้วดูอีก ทั้งที่มันก็แสนจะแคบ
นึกถึงผู้โดยสารคนสุดท้ายที่ลงจากรถหลังผมหนึ่งคน ถามชื่อคนขับรถ
ซึ่งผมก็รู้ว่าไม่มีประโยชน์อะไร แต่ก็ถาม ... ทุกอย่างเหลว
ผมเดินออกจากซอยเล็กๆ เดินเลียบถนนพหลโยธินไปเรื่อยๆ
ลำดับเหตุการณ์ว่าจะต้องทำอะไร คิดถึงสิ่งของสำคัญที่อยู่ในนั้น
ซึ่งตัวของมันเองก็มีความหมายกับผมมากกว่าอย่างอื่นแล้ว
ผมโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากคนใกล้ชิดและลางาน
ในใจยังหวังว่า ผมอาจจะลืมมันไว้ที่บ้าน โดยหยิบแบงก์ย่อยใส่กระเป๋าเสื้อเท่านั้น
แต่ก็นั่นแหล่ะ ความที่เป็นมิสเตอร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่เคยลืมหรือทำของหาย
ความหวังของผมจึงล่องลอยอีกครั้ง ภาวนาให้ตนเองเป็นคนเฟอะฟะสักครั้ง
............
๓
ผมเรียกแท็กซี่เผื่อกลับมาบ้านให้เร็วที่สุด ... น่าขำดีเหมือนกัน
หลายเดือนก่อนที่ลืมของจนต้องกลับมาเอากลางคันเมื่อเกือบถึงที่ทำงาน
ผมลืมหิ้ว "น้องเปิ้ล" คู่ใจไปทำงานด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วงานในนั้น
ก็ไม่มีอะไรอัพเดทกว่าเครื่องเดสทอป แต่ผมกลับมาเอาเครื่องมือเล็กๆ
ที่ทำให้ซอฟต์แวร์จัดการภาษาไทยใช้งานได้ผล (Hardlock)
เพราะว่าคืนนี้จะต้องส่งงานให้โรงพิมพ์ ผมเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเสียเวลา
อาการลืมหรือเผลอเรอ มันคงเป็นไปตามวันวัยที่เพิ่มขึ้น ... ผมต้องยอมรับแล้วล่ะ
ครับ ... ผมคงต้องทำอะไรให้ช้าลงแต่แม่นยำขึ้นเป็นการทดแทนความสะเพร่าที่ว่า
และที่เป็นตลกร้ายก็คือ การที่คนอย่างผมต้องรีบโทรไปอายัดบัตรพลาสติกทั้งหลายแหล่
ชีวิตเปลี่ยนไปจาก ๓-๔ ปีก่อนมากมาย ... บางอย่างก็จำเป็น บางอย่างก็ไม่
ระหว่างนิ่งอยู่บนทางด่วน ผมนั่งคิดอะไรหลายอย่าง
..........
ลึกๆ แล้วผมรู้ดีว่า ผมเคยทำอะไรสำคัญๆ หายไปจากชีวิตพอสมควร
ผมคิดถึงผู้คนที่ห่างหายไป ซึ่งบางครั้งผมก็เป็นฝ่ายลืมพวกเขาไปเอง
นึกถึงเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่อาจวิ่งตามหาเพื่อแก้ไขในทันทีที่เกิดเรื่อง
กระทั่งช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตตกๆ หล่นๆ จมอยู่กับโลกของตนเกินไป
หาใครเข้าใจสภาพภูมิอากาศในโลกใบนั้นไม่ได้จนต้องร้างลา
ความผิดบางอย่างจึงตกตะกอนอยู่ในหัวใจโดยมิอาจลบลืมไปได้
นอกจากประกาศพื้นที่แห่งนั้นให้เป็นป่าสงวนที่รกครึ้มไปด้วยความทรงจำ
และระมัดระวังไม่ให้คนใกล้ชิดต้องมาผจญกับผู้ชายคนนั้นอีก
คนที่เคยคิดว่าทุกอย่างหายและอยากจะหายไปจากทุกอย่าง
...........
๔
ผมกลับมาถึงบ้าน เหลือเงินอยู่ศูนย์บาท แถมยังติดเงินค่าแท็กซี่
แต่ก็เข้าใจหัวอกคนโซซัดโซเซตามท้องถนนของเมืองกรุงเทพฯ ขึ้นอีกโข
จึงไม่คิดจะหายตัวหรืออยากให้สิ่งดีงามที่มีทุกวันนี้จางหายจากไปง่ายๆ เหมือนก่อน
ไม่อยากเป็นคนที่เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋าสตางค์อยู่ครบ แต่กลับเดินไร้จุดหมาย
เพราะการเดินคนเดียวในเมืองใหญ่มันไม่เคยทำให้คนมองเห็นปลายทาง
ผมกลับมาถึงบ้าน รู้สึกเบาใจ สบายใจ
เมื่อพบว่ามีบางอย่างรอคอยอยู่เหมือนเช่นที่เคยเป็น
สำคัญยิ่งกว่าสิ่งที่ทำให้วันอังคารแรกในครึ่งปีของผมหลังโกลาหล
แน่นอนว่าสิ่งที่ผมหาเจอไม่ใช่แค่กระเป๋าสตางค์สีดำใบนั้น
........
วันพฤหัสบดีที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๔๘
เที่ยง ๔๗ นาที
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -