รองเท้า


ในบรรดาข้าวของเครื่องใช้ประดามีทั้งหลายของผม
ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นของที่ผมเลือกซื้อเองคนเดียวทั้งสิ้น
ซึ่งก็เป็นของที่ไม่ต้องใช้ความคิดอะไรมากหรือไม่ต้องคิดเลย
เนื่องจากเป็นสิ่งที่ชอบอยู่แล้ว เช่น ของใช้ประจำวันทั่วๆ ไป
แต่ของบางอย่างผมกลับอยากให้มีคนช่วยคิดช่วยมองว่า ... มันสวยหรือเปล่า ?
เช่น การเลือกเสื้อใส่ไปทำงานสักตัว หากมีคนช่วย มันก็ง่ายขึ้น

ผมพบว่าในบรรดาสิ่งของทั้งหลาย มีอยู่อย่างหนึ่งที่ผมไม่เคยไปซื้อคนเดียวเลย
น่าแปลกที่สิ่งที่อยู่ต่ำสุดในร่างกาย กลับนำความภาคภูมิใจสูงสุดมาสู่เจ้าของมัน
ผมกำลังพูดถึง "รองเท้า" ครับ ... ผมไม่เคยซื้อรองเท้าคนเดียวเลยจริงๆ
ตั้งแต่รองเท้าฟองน้ำ รองเท้าแตะ รองเท้าใส่ในบ้าน และรองเท้าใส่ไปทำงาน
ผมนอนถามตัวเองว่า ... ทำไม ? และมันมีความหมายพิเศษตรงไหน ?
ผมไม่ใช่คนคลั่งไคล้รองเท้าด้วย จึงสรุปกับตัวเองว่า
ของบางอย่างสายตาผู้หญิงมองได้ดีกว่าสายตาผู้ชาย
.........


ความที่โรคกลัวสถานที่บางแห่งในกรุงเทพฯ มากว่าสามปี
ห้างสรรพสินค้า โรงหนัง และร้านอาหารบางแห่ง รวมถึงถนนบางสาย
จึงถูกผมลบออกไปจากแผนที่ส่วนตัว ตั้งใจว่าหากไม่จำเป็นจะไม่ย่างกราย
แต่ผมจำเป็นต้องเลือกซื้อรองเท้าทำงานคู่ใหม่ในห้างที่เคยถูกลบออกไป
เนื่องจากเวลาไม่อำนวยให้ผมไปที่ไกลกว่านี้

ส่วนขายรองเท้าของห้างดังยังตกแต่งเหมือนเดิมที่ผมเคยเหยียบย่าง
รองเท้าคู่สุดท้ายที่ผมซื้อที่นี่ก็ยังอยู่ดี ทนทาน และผมยังใช้มันอยู่บ่อยๆ
ตอนสายเคยขาดเพราะถูกหมาแทะผมยังเอามาซ่อมที่นี่
พร้อมกับคนที่มาซื้อเป็นเพื่อน และบังเอิญเหลือเกินว่า
วันนี้หลังจากซื้อรองเท้าคู่ใหม่เสร็จ ... ผมเห็นเธอ
..........


หลายปีผ่านไป .. คนเราเรียนรู้ที่จะจัดการกับอดีต แม้จะไม่ได้เต็มร้อย
ผมยังตกอกตกใจแกมตื่นเต้น แววตามิอาจหลอกใครได้ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แม้จะไม่เจ็บปวดเท่ากับครั้งก่อนๆ ที่พบเจอ ความรู้สึกเจ็บแปลบไม่ประทุขึ้นมา
นั่นคงเพราะชีวิตของผมเริ่มเดินต่อไปได้อีกครั้ง ซึ่งแม้จะเดินช้าแต่ก็ระมัดระวังมากขึ้น
อีกทั้งสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ก็ช่วยประคับประคองให้ผมผ่านเวทีนั้นไปได้ไม่ยากนัก
"อย่าเงียบไปเฉยๆ เล่นผิดยังไงก็ต้องกดไปซักคีย์เพื่อให้ผ่านไปได้"
คำพูดของครูสอนเปียโนกับการจัดการปัญหาที่ไม่คาดคิดไว้ว่าลอยเข้ามา
และคำพูดนี้ทำให้ผมรู้ว่าจะกลับไปจัดการกับรองเท้าคู่ที่มีอยู่ในบ้านอย่างไร

รองเท้าคู่เก่าสอนว่า ให้ใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นบทเรียน
แม้ว่าเราจะเดินคู่กันอีกไม่ได้ มันก็เป็นเรื่องของเหตุผล และโชคชะตาของคน
เรื่องราวเก่าๆ ที่เคยผ่าน อาจไม่ได้บันทึกไว้เป็นตัวหนังสือ แต่ก็อยู่ในจิตใจเสมอ
ผมมิเคยหลงลืมความดีของรองเท้าคู่เก่ารวมถึงความทรงจำที่มีต่อคนที่เดินเคียง
และปรารถนาให้รองเท้าคู่ใหม่ในอนาคต เป็นการช่วยเลือกของคนๆ เดิม
................


"รองเท้าจะสวยและทน จำเป็นต้องดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ
น้ำยาที่เลือกใช้ก็ต้องเป็นของดีเพราะบางอย่างแทนที่จะบำรุงกลับทำให้หนังเสีย
ปัดฝุ่นออกเสียก่อน แล้วจึงใช้ผ้านุ่มๆ สีเหลืองซับน้ำยาเช็ดเบาๆ
แล้วค่อยใช้แปรงขนม้าขัดเพื่อให้เกิดความเงางามน่ามอง"
ผมไม่ค่อยจะทำอะไรอย่างคำแนะนำข้างต้นหรอกครับ
อันที่จริงผมก็ไม่ค่อยจะสนใจรองเท้าเสียด้วยซ้ำว่ามันจะเป็นยังไง
อาการไม่ใยดีต่อสภาพตัวเองคงมาจากการที่ผมไม่ต้องกังวลอะไรกับผู้คน
ของหลายๆ อย่าง กิจวัตรหลายๆ อย่าง จึงเกิดขึ้นและทำไปอย่างดาษๆ
ชีวิตส่วนตัวจึงทนอยู่กับสิ่งที่มี ของบางอย่างก็ผุพังไปก่อนกาลอันควร
...........

อะไรที่ทำให้ผมทนอยู่แบบนี้ ?
มีชีวิตที่ไม่สนใจใยดีอะไร นอกจากขอให้ได้หายใจผ่านไปวันๆ
ทำไมไม่มีสิ่งใดมาบันดาลใจให้กล้าที่จะทำตามความเชื่อมั่นอีกครั้ง
ไม่มากก็น้อยที่ชีวิตควรจะมีคุณค่าน่าจดจำ ไม่ว่าจะกับตัวเองหรือคนรอบข้าง
หากหมดอายุขัยที่ตัวเลข ๗๖ ปี เทปม้วนที่ ๒๘ คงไม่ต่างจากเทปเปล่า

ปีที่ผ่านมา ผมเขียนหนังสือไม่ออก ไม่รู้จะคุยอะไรให้เป็นเรื่องเป็นราว
ผมหมดความสนใจในหลายๆ เรื่อง บางครั้งผมดึงตัวเองให้คิดฝันถึงเรื่องบ้าน
อยากทำงานหนักเพื่อที่พำนักพักพิงของตัวเองกระทั่งร่วมกับใครสักคน
แต่สุดท้ายมันก็ห่างไกลออกไป ไกลออกไป เหมือนกับทุกๆ เรื่อง
มันเป็นความผิดของผมเองที่ติดอยู่ในโลกส่วนตัวมากเกินไป
ทำให้ใครก็ตามที่มาลงทุนได้เพียงน้ำตาตอบแทน มันคงเป็นเรื่องยากมากๆ
ในการหาใครที่ไม่ต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อเรา และเราไม่ต้องเปลี่ยนอะไรเพื่อเธอ
.............


"รองเท้าคู่นี้มีอายุการใช้งานห้าปี หมายถึงว่าต้องดูแลรักษาด้วยนะ"
คนพูดๆ พร้อมยื่นเครื่องมือดูแลรองเท้าให้กับผมเป็นของขวัญพิเศษ
พร้อมแนะเรื่องโชคลางด้วยว่า "อย่าใส่ของใหม่วันอังคาร"
ผมสงสัยว่าเกี่ยวกันยังไง แต่ก็ไม่คิดลบหลู่เพราะความแพงของมัน

พูดถึงเรื่องวันหมดอายุ ผมคิดถึงคำพูดของตำรวจหมายเลข ๒๒๓
ในหนังเรื่อง Chunking Express ของหว่องคาไว ซึ่งได้ดูอีกครั้งก่อนมาซื้อรองเท้า
๒๒๓ เริ่มต้นเดือนพฤษภาคมด้วยการอธิฐานขอให้สิ่งที่เขาเพิ่งรับได้มา
หลังจากทนกินสับปะรดกระป๋องใกล้หมดอายุทุกวันจนครบเดือนว่า
หากมันจะมีวันหมดอายุ เขาขอให้เป็นสักหมื่นปี
ผมสัญญาว่าจะดูแลตัวเองและทำชีวิตให้มีสีสันอีกครั้ง
แต่ผมไม่ต้องการให้อายุมันถาวรขนาดนั้นหรอกครับ
ผมขอแค่เก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าปีก็พอ
...........

สองทุ่ม ๒๐ นาที
วันสงกรานต์, วันพุธที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๔๘
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ชื่อ
อีเมล์
ความคิดเห็น

 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

หากต้องการนำข้อมูลไปใช้กรุณาติดต่อเว็บมาสเตอร์ก่อนนะครับ : )
© 2000 - 2001 Aphichet Piyasri All Rights Reserved.
www.thaidot.com