๑
"คนเรามักมองจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง"
ผมคิดว่าหลายคนคงเคยได้คำพูดนี้ ผมไม่ทราบเหมือนว่าใครพูดเป็นคนแรก
ใจความหลักๆ ก็อยู่แค่ตรงนั้น ส่วนใครจะหยิบยกอะไรมาเปรียบก็สุดแต่ใจ
และมักจะให้เหตุผลคล้ายๆ กัน ตั้งแต่ความเคยชินเพราะเรามักหมกมุ่น
อยู่กับตัวเองอันเป็นปกติของมนุษย์ ไปจนถึงการเข้าข้างตัวเอง
หลายเดือนที่ผ่านมาคำว่า "เปลี่ยนไป" เป็นคำฮิตติดปากคนทั่วบ้านทั่วเมือง
เพราะกระแสจากโฆษณาหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ซึ่ง "เปี๋ยนไป๋" จากสมัยที่
ผมยังเรียนอยู่อย่างมาก หลายๆ เรื่องกลายเป็นตลกร้ายของธุรกิจสิ่งพิมพ์ไปเลย
ครับ .. น้อยครั้งที่พูดว่า "เปลี่ยนไป" แล้วคนจะคิดในแง่บวก
เพราะคงมีคนไม่กี่คนที่จะเปลี่ยนเรือนผมและเรือนกายของตัวเอง
ให้สวยแบบจำไม่ได้อย่างในโฆษณาโทรทัศน์
จะ "เปลี่ยนไป" (นิสัยใจคอ) หรือ
"เปลี่ยนแปลง" (รูปลักษณ์) ในทางไหนก็ตาม
เหตุการณ์บางอย่างทำให้ผมอยากพูดถึงคำๆ นี้
.........
๒
ทักทายกับเพื่อนเก่ายามบ่าย เรารู้จักกันมานานหลายปี
สมัยแรกๆ ผมมักจะพูดอะไรด้วยสิ่งที่เธอเรียกว่า "ประโยคปลายปิด"
เช่น ครับ, ครับผม, เอาเถอะ, ตามใจ ทั้งๆ ที่ผมมีความสุขเวลาคุยกับเธอ
กับคนบางคนผมกลัวพูดผิดที่ผิดทาง จึงไม่กล้าพูดอะไรมากมาย
ไม่เหมือนเวลาเห็นหน้า แม้จะไม่พูดราวอยู่ในหนังเงียบ แต่มันก็เห็นภาพ
" ... เปลี่ยนไป" เธอพูดขึ้นหลังจากไม่ได้คุยกันมาแสนนาน
......
เด็กหนุ่มในหนังหลายเรื่องเดินออกจากบ้านวันเดียว กลับเข้ามาก็เป็นหนุ่ม
เด็กหนุ่มในหนังสือบางเล่ม พอหาเงินได้ ใส่กางเกงขายาว กลับมาบ้านก็เป็นหนุ่ม
ประสาอะไรกับคนที่ไม่ได้คุยกันมานาน ผมอึ้งแต่ก็ยอมรับในความรู้สึกที่เธอสัมผัสได้
.......
หลายปีผ่านไป ไม่ใช่ว่าผมจะพูดเก่งขึ้น แต่คงเพราะกล้าขึ้น
เวลาเปลี่ยน ผมจึงอยากทำให้บรรยากาศดีขึ้นด้วยอารมณ์สบายๆ
และไม่ชอบอยู่กับใครหรือให้ใครอยู่ร่วมในอารมณ์ขุ่นมัวหรือคลุมเคลือ
การพูดอะไรที่น่าหัวเราะ ตลกขบขัน ทั้งเรื่องสนุกสนาน และเรื่องน้ำเน่า
ซึ่งดูเป็นคนเจ้าชู้เหลือเกิน จึงคล้ายว่าผมเป็นคนอีกคนที่เธอเพิ่งรู้จัก
ผมบอกเธอว่า ไม่ต้องกลัวอะไรผมทั้งสิ้น ไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก
เท่าที่จำได้ผมไม่เคยทำร้ายคนที่ผมเลือกจะใกล้ชิด เลือกที่จะสนใจ
คนเหล่านี้อยู่วงในที่สุดของชีวิต ไม่ใช่ใครทั่วไปที่บังเอิญได้พูดคุย
........
๓
วันเวลา สิ่งแวดล้อม ความสำเร็จ ความร่ำรวย ความยากจน ความรัก
ความฝัน ความผิดหวัง โรคภัย และโชคชะตา ล้วนแต่มีส่วนเปลี่ยนแปลงคน
ทั้งภายในและภายนอก จะว่าตนเองอยู่เหนือเงื่อนไขแบบผู้หลุดพ้นจากกามภพ
ก็เห็นจะเป็นการยกตนข่มท่าน อวดอ้างเกินจริง หรือไม่ก็อยู่แต่ในกะลาเท่านั้น
จะว่าไป ชีวิตผมโดยเฉพาะสองสามเดือนที่ผ่านมาก็เปลี่ยนไปจริงๆ
เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มใจ และเป็นไปในทางบวก
ซึ่งไม่ค่อยจะเกิดขึ้นบ่อยนักในเส้นทางเดินที่ผ่านมา
มันอาจทำร้ายความรู้สึกของคนที่ไม่เข้าใจอยู่บ้างแต่ผมคร้านจะสนใจ
เพราะเวลาที่ระทมทุกข์ ใช่ว่าคนเหล่านั้นจะมองเห็นหรือมองมา
........
ผมเปลี่ยนความคิดบางอย่างที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิต
ขณะที่ก้าวออกจากประตูรถไฟฟ้าในตอนสายของวันธรรมดาๆ
หลังจากการป่วยไข้ให้กับสิ่งที่ไม่มีวันบรรจบเป็นจริงได้ถึงสามวัน
ไม่ใช่ช่วงเวลาสำคัญอะไร เพียงแต่วันนั้นผมมองประตูในมุมที่ไม่เคยเห็น
มันน่าจะเป็นเรื่องสุดท้ายที่ผมรอมาเนิ่นนานแต่ไม่มีโอกาสได้จัดการเสียที
สุดท้ายผมก็ฟันธงเลือกความรู้สึกปัจจุบันเป็นภาพที่จะนำติดตัวไปด้วย
เมื่อยอมรับว่าสูญเสียไปแล้วจริงๆ ก็ไม่ต้องหลอกตัวเองต่อไป
เหมือนว่าได้อยู่คนเดียวในโลก ไม่ต้องมีห่วง มีภาระอะไรอีก
จากนั้น .. บางสิ่งบางอย่างก็เข้ามาในชีวิตใกล้ชิดอย่างรวดเร็ว
กระทั่งมีความหมายมากกว่าการเป็นสายลมเย็นของหน้าร้อนปีที่แล้งที่สุด
หัวใจที่เกือบจะคลุ้มคลั่งจากความซ้ำซากของการงานและคนบางประเภท
ก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลงอย่างช้าๆ เลิกหวังอะไรไกลตัวเสียที
ยอมใช้ชีวิตในด้านอื่นด้วยการเปิดบางด้านที่ปิดตาย
อดคิดถึงคำพูดของมนุษย์แกะในหนังสือของมูราคามิไม่ได้
เขาบอกว่า เมื่อถึงเวลาก็จงเต้นรำอย่างสุดหัวใจ อย่าไปคิดอะไรมาก
...........
๔
เก็บเอาคำนี้ไว้ในใจตลอดช่วงบ่าย ตั้งใจพูดคุยกับตัวเองในช่วงดึก
สิ่งใดบ้างที่ผมเปลี่ยน คำพูดคำจา ความสนุกสนานร่าเริง แค่นั้นหรอกหรือ ?
หากสิ่งเหล่านี้อยู่กับผมทุกเวลาก็คงจะดีไม่น้อย แต่มันหาได้เป็นอย่างที่ต้องการ
ลึกๆ ผมรู้ดีว่า "หัวใจและจิตวิญญาณ" ยังมั่นคงอยู่เหมือนหลายปีก่อน
ผมยังฝันถึงชีวิตที่สงบเงียบในแบบเดิมๆ กับคนที่มองตาก็รู้ใจ
กับคนที่เติมไฟในชีวิตให้คิดมองโลกอย่างสร้างสรรค์แทนการคลุมผ้าสีเทา
แม้อาจเป็นเพียงช่วงจังหวะหนึ่งผมก็จะคว้าเอาไว้ รักษาให้ดี และยาวนานที่สุด
แต่แสนเศร้าเมื่อวันหนึ่งพบว่าคนที่เคยเดินทางมาด้วย ... คิดไม่เหมือนกัน
ส่วนผ้าคลุมสีสวย คำพูดสนุกสนาน เป็นแค่ท่าทีที่ผ่อนคลายลงเป็นมิตรมากขึ้น
ตามกฎยามต้องอยู่กับสังคมปัจจุบันและสังคมแห่งอดีต
ซึ่งก็เป็นไปตามอายุและเงื่อนไขเท่านั้น ผมไม่อยากขัดแย้งกับสิ่งใดอีก
.......
ผมอยากบอกเธอว่า ... ต้นหูกวางต้นนั้นสูงขึ้นตามวันเวลา
ลำต้นแข็งแรง กิ่งก้านขยายสาขา หน้าตาแปลกจากเมื่อแรกลงดิน
ให้ร่มเงาให้ร่มเย็นเมื่อวันผ่าน แต่ก็ยังเป็นต้นหูกวางต้นเดิมเสมอ
ไม่ได้เปลี่ยนเป็นต้นไม้ชนิดอื่น ฉันใดฉันนั้น
ผมก็ยังเป็นคนเดิม แพ้ในสิ่งเดิมๆ ยังเก็บเรื่องมาคิดเหมือนเดิม
และบางอย่าง ... เธอก็ยังชนะผมเหมือนเดิม
...........
๕
ห้าวันต่อมา
........
ผมกลับจากต่างจังหวัด นั่งทบทวนหลายบรรทัดข้างบนที่ขีดเขียน
หลายวันที่ห่างไป ผมคิดถึงบ้าน อยากสำรวจซอกมุมทั่วห้อง และทำความสะอาด
อาหารกระป๋องและอาหารแช่แข็งที่ซื้อไว้แต่ไม่เคยได้กินก็หมดอายุจนต้องทิ้ง
ผมเปลี่ยนถังน้ำ เช็ดกระจกของหน้าต่าง โละหนังสือพิมพ์บางฉบับ และ ฯลฯ
จะปีใหม่หรือตรุษจีนผมก็ไม่เคยทิ้งอะไรที่น่าทิ้งเสียที คงเพราะทิ้งไม่ลง
เปลี่ยนแปลงเรื่องภายนอกเพื่อให้ภายในสดใสขึ้นก็น่าจะดี
ผมห้ามการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้ ขอร้องให้มันหยุดเพื่อตัวเองก็ไม่ได้
และคงไม่สามารถรับปากได้ว่า มุมไหนที่ผมจะเหมือนเดิม มุมไหนที่จะเปลี่ยนไป
ป่วยการที่จะคิดในเรื่องที่ฝืนธรรมชาติ อยากบอกกับคนที่อยู่ใกล้ๆ ว่า
แค่ให้จดจำตัวผมในสิ่งที่เคยชอบ สิ่งที่ทำให้อยากอยู่ใกล้
หากผมหลงลืมไปก็ให้สอบถามและย้ำเตือนตัวตนที่อาจหลบหนี
ความซับซ้อนและเงื่อนไขภายนอกไปพักร้อนให้กลับมาคืนเรือน
..........
เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้าน หาดูงานที่เคยเขียนๆ ไว้เพื่อเรียบเรียงใหม่
แค่โลกหมุนรอบตัวเองห้าครั้ง หากแต่ละรอบเหมือนจะกินเวลานับปี
ผมมองบางสิ่งที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้า มองดูอยู่นานหลายนาที
มีคำพูดดีๆ ที่อยากเขียนให้อ่าน หากว่าผมได้พบเธออีกครั้ง
ในห้วงเวลาที่ผ่านมา โลกเปลี่ยนแปลงไปมากมาย
แต่คนยังงดงาม แม้ไม่ได้พบเจอมาแสนนาน
...................
เที่ยงคืน ๓๘ นาที
คืนวันพุธที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๘
บ้านสีฟ้าไม่มีวันกลับมาใหม่ หัวใจคนสลาย
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -