Satisfied Message S... (SMS)/FONT>


เมื่อก่อน ผมเคยสงสัยว่าทำไมคนถึง (วงเล็บ .. บ้า) ส่ง SMS กันมาก
ยิ่งดูตัวเลขจากผลประกอบการและผลวิจัยของบริษัทโทรศัพท์แล้วก็ยิ่งอยากรู้
และออกจะทึ่งมากๆ ที่เห็นเขาจัดแข่งขันการส่ง SMS ได้เร็วที่สุด
นี่คงเป็นอีกหนึ่งในวิถีชีวิตของคนสมัยใหม่ซึ่งผมได้แต่ยืนมองอยู่ห่างๆ
คิดเล่นๆ ว่าวัยรุ่นยุคหลังผมคงจบวิชาดัชนีพิฆาตจากง้อใบ๊เป็นแน่
(ใบ๊นี่ดีนะ มีคนมาง้อเพียบ ไม่เหมือนพวกหัวซาน .. ดูซมซานอกหักยังไงไม่รู้)

ผมเป็นคนค่อนข้างใหม่สำหรับเครื่องมือสื่อสารประเภทนี้
ตอนซื้อเครื่องก็ยังไม่สนใจเลยว่าแป้นพิมพ์จะต้องมีภาษาไทยกำกับ
ผมดูว่ามันรกรุงรัง มองดูไม่สวยเลยด้วยซ้ำ เพราะคิดว่าจะไม่ได้ใช้ฟังค์ชั่นนี้

และทุกวันนี้ก็ยังเป็นเหมือนเดิม แต่หลายครั้ง SMS
ก็มีประโยชน์ในเรื่องการงานและการแจ้งข่าวบางอย่าง
เช่น ขณะประชุม, เพื่อนส่งตารางฉายหนังมาให้ หรือการยืนยันการชำระเงิน
ผมเลยต้องหัดใช้ หัดจำว่า "ร.เรือ" อยู่ที่ไหน "ไม้หันอากาศ" จะต้องอยู่ล่างๆ
ก็ทุลักทุเลพอสมควร กินเวลาเป็นหลายสิบนาทีจนแบตเตอรี่จะหมด

จากการสอบถามเพื่อนหลายๆ คนที่ใช้ SMS กันบ่อยๆ
เขาบอกว่า หลายๆ ครั้งมันดีกว่าการจะพูดโทรศัพท์กันเสียอีก
ผมคิดว่า คงเพราะอารมณ์ของตัวหนังสือมันลุ่มลึกกว่าคำพูด
ช่วยฟื้นฟูความไม่เข้าใจในยามร้อนรุ่มที่ต่างฝ่ายต่างถือศักดิ์ศรีด้วยวิธีการเรียบง่าย
ผมเคยอ่านคำที่คนเขาส่งให้กันแล้วก็เกิดอาการองุ่นเปรี้ยวปนรู้สึกดีๆ ตามไปด้วย
........


ผมคิดถึงคำพูดของชายชราในหนังญี่ปุ่นเรื่อง After Life
เมื่อเจ้าหน้าที่ต้องการให้เขาเลือกความทรงจำมาหนึ่งเรื่อง
เพื่อนำสร้างภาพยนตร์ซึ่งจะเป็นความทรงจำเรื่องเดียวที่ติดตัวไปด้วย
เมื่อก้าวออกจากสถานีที่อยู่ระหว่างโลกและดินแดนที่เป็นนิรันดร์
เขาบอกว่า เขาต้องการ "หลักฐานแห่งการมีชีวิตอยู่"
ชายชราผู้นี้กล่าวคำนี้ไว้ตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษา (หัวคงแข็ง)

หลักฐานของการมีชีวิตอยู่ ฟังแล้วอาจคิดถึงอนุสาวรีย์
กระทั่งผลงานชิ้นใหญ่ๆ ชื่อดังประเภทต่างๆ ที่พอเอ่ยมาก็ถึงบางอ้อทันที
แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ยังหาไม่ได้ว่า อะไรคือสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดในชีวิต
ขนาดเสียเวลานั่งดูวีดิโอเทปเจ็ดสิบกว่าม้วนตามจำนวนอายุก็ยังไม่ได้
ผมขอเสียมารยาทเฉลยเลยก็แล้วกันเพราะหนังเรื่องนี้คงหาดูยาก

แค่บ่ายวันหนึ่งที่ได้นั่งในสวนสาธารณะกับภรรยา
พูดเปิดใจกันเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่วันแรกที่ได้รู้จัก
จนถึงสิ่งที่ไม่เคยได้ทำร่วมกันสักที (ก็แค่ดูหนัง)
...........


ชีวิตคนธรรมดาสามัญอย่างเราๆ ท่านๆ คงไม่มีวันได้ยืนเป็นอนุสาวรีย์แน่ๆ
อีกทั้งสิ่งที่ทำมาหากินก็ใช่ว่าจะเอื้อให้เป็นเอกในโลกพอที่ใครจะอึ้ง
บางสิ่งบางอย่างทำให้ผมกลับไปมอง SMS ในแง่มุมใหม่
ว่ามันอาจเป็นหลักฐานของช่วงเวลาดีๆ เวลาหนึ่งของคนเราก็เป็นได้

มีคำพูดมากมายที่เราสนทนากับคนพิเศษหรือเพื่อนสนิท
มันอาจจะยังอยู่บนโต๊ะ ลอยเหนือวงสุรา หรืออย่างเก่งก็แค่ฝังหัวคนกลับบ้าน
เลยจากนั้นก็จางหาย ลืมเลือน กระทั่งคิดว่าไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไร
จนวันที่ไม่เข้าใจกันนั่นแหละ ... ขี้เมาบางคนก็ส่ง SMS ไปง้อเจ๊ใบ๊

เออนะ ... เราพูดดีๆ กันก็ได้นี่ เราเคยมีคำพูดดีๆ ให้กันเสมอ
หากย้อนกลับไปดูในกล่องข้อความที่เคยส่งก็คงพบว่า
มันมีหลักฐานแห่งความรักมากกว่าหนึ่งครั้ง
..........


สาเหตุที่ทำให้ผมหยิบหัวข้อวัยรุ่นๆ ขึ้นมาพูดคุย
ไม่ใช่ว่าจำเป็นต้องเรียนวิชาดัชนีพิมาตจนต้องส่ง SMS หาใครเป็นสิบครั้งต่อวัน
หากเป็นอย่างนั้น ผมคงหาโปรแกรมส่งจากคอมพิวเตอร์ผ่านบลูธูทจะง่ายกว่า
เพราะดูจะเหมาะกับคนที่ชอบพร่ำพรรณนาความจนทำให้น้ำนิ่งได้ไม่ยากอย่างผม
แต่เป็นเพราะต้องการส่งข่าวบางอย่างสั้นๆ เท่านั้นแต่สะกิดใจอยากให้เขียนถึง
และยังย้ำคำพูดเดิมที่เคยเขียนไว้เมื่อหลายปีก่อนว่า
ไม่ว่าเราจะเลือกช่องทางไหน ... "สาร" ย่อมสำคัญกว่า "สื่อ"

สองสามวันที่ผ่านมา ผมนั่งเขียนหนังสือไปหลายหน้าด้วยความสุขที่อยากทำ
รู้สึกดีที่ลายมือกลับมาอีกครั้ง เมื่อเขียนจากใจก็ควรสื่อด้วยใจ เก็บมันไว้นานๆ
มันมีค่ามากกว่าการพิมพ์ลงคอมพิวเตอร์ที่แก้ไขได้ทุกเมื่อ
เหนือจากนั้น ผมต้องการบ่งชี้ถึงการมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งของตัวเอง
โดยหวังว่าเมื่อวันผ่าน เงื่อนไขเปลี่ยน ถ้อยคำที่ไม่อาจบอกเล่า
ด้วยคำสามคำแบบ SMS หรือประโยคสองสามบรรทัด
จะนำซึ่งความคลี่คลายของชีวิตและเป็นความภาคภูมิใจ
...........


ผมชอบจบเรื่องด้วยอารมณ์เก่าๆ กับความเหงาที่ทรมานคนอ่าน
ซึ่งมันทำให้ใครหลายคนบอกว่าผมเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย
นานมากแล้วที่ผมไม่ได้เขียนเรื่องด้วยอารมณ์ผ่อนคลาย
คืนนี้ ถือว่าเราคุยกันเรื่องสบายๆ และผมกำลังจะจัดกระเป๋าเพื่อเดินทาง
เลยอยากมีของฝากเล็กๆ น้อยๆ ให้คนอ่านสนุกกันสักวัน

สำหรับคนที่มองหา SMS เด็ดๆ ผมขอส่งเข้าประกวดหนึ่งชิ้น
ผมเขียนประโยคนี้ไว้ในหัวใจมาสามปีแล้ว
แต่ไม่เคยได้เขียนลงเสียที เพราะหาจังหวะที่จะบอกกล่าวไม่ได้
คืนนี้ ผมถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะใช้คำๆ นี้ จบเรื่องเล่าก่อนนอน
ใครอยากจะเปลี่ยนคำว่า "คน" เป็นคำว่า "คุณ" ก็ได้ตามใจ ... ขอบคุณ
.........

"ผมอาจชอบคนที่ความน่ารัก แต่รักคนที่ความดี"
...................


เที่ยงคืน ๓๗ นาที
คืนวันจันทร์ที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๘
บ้านสีฟ้าไม่มีวันกลับมาใหม่ หัวใจคนสลาย
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ชื่อ
อีเมล์
ความคิดเห็น

 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

หากต้องการนำข้อมูลไปใช้กรุณาติดต่อเว็บมาสเตอร์ก่อนนะครับ : )
© 2000 - 2001 Aphichet Piyasri All Rights Reserved.
www.thaidot.com