๑
คงเพราะได้รับอิทธิพลมาจากคำสอนของคนเฒ่าคนแก่มาตั้งแต่เด็ก
ยามขึ้นรถลงเรือเดินทางไกลๆ หรือเวลาที่ฟ้าฝนยังไม่คลายพิโรธ
หากไม่เหนื่อยล้ามากนัก ผมมักจะเบิกตาเปิดรับเรื่องราวอยู่ตลอด
กระทั่งถึงที่หมายหรือทุกอย่างสามารถวางใจได้แล้วนั่นละ ผมถึงจะกล้าหลับตา
ฝรั่งบางคนก็คิดเหมือนกันจึงมีคำคมๆ ที่ว่า "หากเครื่องยังไม่ลงจอด จะไม่ทำอะไรทั้งสิ้น"
นิสัยส่วนตัวดังกล่าวทำให้ผมชื่นชอบกับสองข้างทาง (บางทีก็แค่ฝั่งซ้ายหรือขวา)
มองความเป็นไปของบ้านเมือง แต่ละกิโลเมตรที่พบผ่านก็เหมือนกับคำสักคำ
กระทั่งอาจกระทบใจถึงขั้นเป็นหนังสือสักหน้าก็ยังเคยมี
คำๆ เดิมที่เคยฝากไว้ ณ ที่ตรงนี้จะยังอยู่หรือไม่ หนังสือหน้านี้ยังอยู่ดีหรือเปล่า
ความคิดโลดแล่นไปตามถนนที่มองไม่เห็น สายตาของคนคงนิ่ง
.........
๒
คงเพราะอย่างนี้กระมังที่ทำให้ผมชอบหนังในแนว Road Movie เป็นอย่างมาก
เพราะลำพังตัวหนังเองก็เปิดโอกาสให้คนเขียนบทใส่อะไรต่อมิอะไรลงไป
ไม่แตกต่างจากหนังแนวอื่นๆ อาทิ บทบู๊ผจญภัย บทฮา บทรัก หรือบทชีวิตขมขื่นอยู่แล้ว
แต่สิ่งหนึ่งที่มักจะพบได้ชัดเจนก็คือ การเปลี่ยนแปลงของตัวละครที่เติบโตขึ้น (Coming of Age)
จากการเรียนรู้ระหว่างสองข้างทางที่ฝ่าฟันไป ไม่ว่าจะเรื่องความหมายของชีวิต, ความรัก,
มิตรภาพระหว่างเพื่อน, การเรียนรู้หัวใจตนเองและการค้นหาความต้องการที่แท้จริง ฯลฯ
ซึ่งบางทีก็ไม่ใช่แค่เปลี่ยนจากเด็กวัยรุ่นให้กลายเป็นผู้ใหญ่เท่านั้น
กลับกระชากความเชื่อเก่าๆ ที่ติดมากับถุงเสื้อผ้าจากบ้านออกไปจนหมดสิ้น
เกิดการตั้งคำถามและการหาคำตอบให้คลี่คลายจงได้กับหลักกิโลเมตรที่เหลืออยู่
สองปีก่อนมีหนังจากเม็กซิโกเรื่อง Y tu Mama Tambien (Alfonso Cuaron 2001)
บอกเล่าเรื่องราวของวัยรุ่นสองคนที่ชวนญาติสาวรุ่นพี่ไปเที่ยวทะเลที่สวยที่สุด
(ซึ่งเจ้าตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอยู่ที่ไหน) เมื่อก้าวออกจากชีวิตที่หรูหราในเมืองหลวง
ไม่นาน ... พวกเขาก็พบกับสภาพความเป็นจริงของบ้านเมือง ปัญหาต่างๆ ของประเทศจนๆ
หากตัดสัญชาติของหนังและวัฒนธรรมบางอย่างออกไปบ้าง เราอาจเอะใจว่าเราช่างคุ้นเคย
แต่พลังของหนังก็คงอยู่ในระดับปัจเจก (ข้อนี้กระมังที่ทำให้ Talk to Her โดดเด่นกว่า)
แค่วัยรุ่นสองคนพบตัวตนที่แท้จริง เมื่อยอมรับความอ่อนแอและการโกหกบิดเบือน
สองปีต่อมา หนังเรื่อง The Motorcycle Diaries (Walter Salles 2004)
ซึ่งดัดแปลงจากบันทึกส่วนตัวของ "เช เกวาร่า" นักปฏิวัติระดับตำนานของโลก
โดยมี Gael Garcia Bernal นักแสดงหนุ่มฝีมือดีมารับบทนำในหนังแนวนี้อีกครั้ง
...........
๓
หนังบอกเล่าเรื่องราวของ "อัลแบร์โต กรานาโด" นักชีวเคมีวัย ๒๙ ปี และ
"เออร์เนสโต เช กูวาร่า" นักศึกษาแพทย์ปีสุดท้าย วัย ๒๓ ปี ที่ตัดสินใจควบมอเตอร์ไซค์
Norton 500 รุ่นปี 1939 ออกท่องทวีปอเมริกาใต้ ๑๓,๒๔๐ กิโลเมตร
จากอาร์เจนตินา สู่ชิลี เปรู และเวเนซูเอลา ตั้งแต่ธันวาคม ๑๙๕๑ ถึง กรกฎาคม ๑๙๕๒
กรานาโดพูดถึงขอบเขตของการเดินทางครั้งนี้ว่า ...
"It's about two lives running parallel for a while"
ตลอดสองข้างทางที่พานพบอย่าง ทั้งผู้ยากไร้ ความไม่เท่าเทียมจากระบบเศรษฐกิจทุนนิยม
ระบบเจ้าขุนมูลนายเจ้าของที่ดิน และการตีกรอบของศาสนาที่มองข้ามสามัญสำนึกง่ายๆ ไป ฯลฯ
สุดท้ายเห็นจะเป็นหัวใจที่แตกสลาย เพราะหญิงคนรักจากครอบครัวชั้นสูงไม่อาจรอเขาได้
ปัจจัยเหล่านี้เปลี่ยนแปลงคนหนุ่มให้เห็นทางที่ต้องการอย่างแท้จริง
และหล่อหลอมให้เขาเป็นคนใหม่ ดังถ้อยคำที่บอกว่า
Let the world change you ... and you can change the world.
........
ข้อดีของหนัง คือการไม่ยอมเป็นหนังการเมืองซึ่งจะทำให้ใจความสำคัญจืดจางไป
หากแต่มุ่งเป้าไปสู่ประเด็นทางมนุษยธรรม ที่มนุษย์คนหนึ่งพึงปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ซึ่งย่อมอยู่เหนือความเชื่อทางศาสนา, ทฤษฎีการเมือง, หรือระบบเศรษฐกิจใดๆ อันเป็นที่นิยมในสมัยนั้น
การเปลี่ยนแปลงหรือความพยายามทำในสิ่งที่ถูกต้องของเช จึงมีความเป็นสากลสูง และไม่มีวันล้าสมัย
ดังนั้นแล้ว "ตำนานของเช" ... ไม่ว่าจะเป็นใครแต่ง เช่น CIA หรือคนที่ชื่นชอบสัญลักษณ์เท่ห์ๆ
กระทั่งพวกที่ยังกลัวผีคอมมิวนิสต์เองก็ตาม ซึ่งอาจมีด้านมืดเข้ามาปะปนอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
ก็หาได้ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่เชยึดถือปฏิบัติ และมุ่งหวังจะสร้างสังคมในอุดมคติ
มีฉากสำคัญๆ ที่ผมชอบอยู่มาก อาทิ การเริ่มต้นที่มีสัมภาระมากมาย (ขนาดหมายังเอาไป :)
แต่ขากลับ เขาเหลือเพียงกระเป๋าใบเดียวกับความคิดฝันที่อัดแน่นในจิตวิญญาณ
ฉากที่ทรงพลังที่สุด คือคืนที่เชซึ่งมีโรคหืดหอบเป็นโรคประจำตัวว่ายข้ามแม่น้ำอเมซอนกลางดึก
เพื่อไปฉลองงานวันเกิดกับกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อนที่ถูกแยกให้พำนักคนละฝั่งกับบรรดาแพทย์
ดูเหมือนว่าความอัดอั้นตันใจทั้งหลายที่มีต่อระบบตลอดเส้นทางจะมาระเบิดเอามาก็ตอนนี้
ซึ่งแสดงการบรรลุด้วยการก้าวข้ามจากความมืดมิดไปสู่แสงสว่างของตัวละคร
...........
๔
อีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ผมต้องออกเดินทางอีกครั้ง แม้ว่าครั้งนี้จะเป็นทางที่ผมเคยผ่าน
เพื่อนร่วมทางก็เป็นชุดเดิมซึ่งไม่ต้องพิสูจน์อะไรกันอีกแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องน้ำใจหรือฝีมือ
และระหว่างที่นั่งอยู่ในรถ หากไม่เพลียจากการเตรียมงานผมคงจะเป็นเหมือนที่เคยเป็น
สองข้างทางจะกระทบความคิด กระแทกความรู้สึก กระทั่งเลยเถิดไปถึงขั้น
เปลี่ยนบางอย่างในจิตใจให้ใสสว่างขึ้นหรือเปล่าก็มิอาจทราบได้
แต่ผมกลับไม่มีความตื่นเต้นหรือเฝ้ารอคอยมันเหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา
อาจเป็นเพราะว่าสองสัปดาห์หลัง ... ผมเดินทางในกรุงเทพฯ เป็นว่าเล่น
ละออกจากเส้นทางเก่าๆ ระหว่างบ้านกับที่ทำงาน ที่ทำงานกับบ้าน ซ้ำๆ ซากๆ คนเดียว
ผมเลือกหยุดพักตามร้านกาแฟ เข้าร้านหนังสือที่ไม่เคยเข้า ไปเดินเล่นในที่ๆ เคยไป
พยายามเดินทางให้ช้าลงอีก ใช้ชีวิตให้ผ่อนคลายมากขึ้น เปิดโอกาสให้ตัวเองสัมผัส
ใกล้ชิดกับสิ่งดีๆ โดยไม่กลัวที่จะให้โลกเปลี่ยนแปลงกลับไปสู่คนเดิมที่เคยเป็น
แต่ผมก็รู้ดีว่า ทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ หาได้มีผลกับการเปลี่ยนแปลงความรู้สึกที่ว่านี้
นานแล้วเหมือนกันที่การเดินทางคนเดียวทำให้คนบางคนหลงลืมไปว่า
บางครั้งเพื่อนร่วมทางต่างหากที่สำคัญและมีคุณค่ายิ่งกว่าเรื่องราวภายนอกกระจกที่ได้แค่มอง
ใครสักคนที่มอบดินสอเพื่อให้เขียนหนังสือและให้ยางลบเพื่อลบสิ่งที่เข้ามากระทบใจ
แม้ถ้อยคำที่อัลแบร์โต กรานาโดพูดตอนต้นและตอนท้ายของหนังเรื่องนี้
จะวนเวียนอยู่ในหัวใจของผมตลอดคืนทั้งก็ตาม
...................
เที่ยงคืน ๕๗ นาที
คืนวันอาทิตย์ที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๔๘
บ้านสีฟ้าไม่มีวันกลับมาใหม่ หัวใจคนสลาย
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -