แสนหวาน


สมัยเป็นนักเรียนทุกคนต้องเคยเขียนเรียงความกัน
อาจจะมีหัวข้อเรื่องมาให้หรือให้เขียนตามใจชอบ ... จะว่าไป
มันก็ง่ายและยากพอกันทั้งสองแบบ ไม่รู้จะเล่าเรื่องอะไร
เริ่มต้นยังไง บรรยายแบบไหน แล้วจะสนุกหรือเปล่า ?
และเมื่อหลายปีก่อนบทความๆ หนึ่งชักชวนให้ผู้อ่าน
เขียนบรรยายเกี่ยวกับ "กรุงเทพฯ" ในแง่มุมที่ตัวเองรู้สึก
ก็มีรางวัลเล็กๆ น้อยๆ มอบให้พร้อมกับพิมพ์เรื่องลงนิตยสาร

ปัญหาเหล่านี้กวนใจผมทุกครั้ง เมื่อคิดเรื่องที่จะหามาคุยไม่ได้
แม้ว่าจะไม่มีครูมาบังคับแต่ความรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบก็หลีกเลี่ยงไม่พ้น
แม้ว่าผมจะเอาตัวรอดไปได้ แต่ครั้งนี้ผมกลับรู้สึกว่าหมึกใกล้จะหมดเต็มที
ผมจึงหวนไปคิดเรื่อง "กรุงเทพฯ" อีกครั้ง ยกเอามาเป็นโจทย์
ระหว่างเดิน ระหว่างรอซื้อของ ระหว่างรอรถไฟฟ้า ระหว่าง ... ฯลฯ
น่าตกใจว่าสถานที่หลายแห่งกับผมผูกพันกันเพียงผิวเผินเท่านั้น
ถ้ามีการหยอดน้ำตาลสักสองสามก้อนลงไปในระหว่างการวางศิลาฤกษ์ของอาคารสักหลัง
อาจทำให้มันมีชีวิตชีวาดึงดูดใจใครสักคนไปอย่างไม่สิ้นสุดว่านี่คือ "กรุงเทพฯ ของเขา"
..........


อาทิตย์ที่ผ่านมา สิ่งละอันพันละน้อยเข้าในชีวิตผมอย่างประหลาด
เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ได้ทำมาแสนนานกลับต้องหยิบจับขึ้นมาทำ
เช่น การเย็บกระดุมเสื้อ มันยุติธรรมนักที่จะปล่อยให้เสื้อสักตัวอยู่โดดเดี่ยวเป็นเดือนๆ
ผมไปซื้อเข็ม อยากได้แค่เล่มเดียว แต่ในซองกลับมีเข็มขนาดเดียวกันมากมาย
สายตายังทำหน้าที่มองหารูเล็กๆ ได้อย่างสบาย วิธีการขมวดปมยังเป็นอยู่
แต่เมื่อเผลอคิดถึงความสัมพันธ์ของด้ายกับเข็ม ...

ของสองสิ่งที่ต้องคู่กันไม่สามารถใช้ร่วมกับอย่างอื่น ราวกับว่าเกิดมาเพื่อกันและกันเท่านั้น
แต่ก็ใช่ว่าจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป เป็นความสัมพันธ์สั้นๆ ส่งกันให้ถึงฝัน
ไปผูกพันกับสิ่งอื่น และจบลงด้วยการตัดขาด ... ผมกดนิ้วที่โดนเข็มแทงไปหลายครั้ง
ตัดสินใจคงด้ายบางส่วนร้อยค้างไว้กับเข็ม ขออย่าให้มีกระดุมเม็ดไหนหลุดอีก
......

มีคำอยู่คำหนึ่ง เป็นชื่อร้านไอศครีมโฮมเมดแถวสุขุมวิทชื่อ "แสนหวาน"
วันนี้ผมไปไม่ถึงร้านนั้น เพราะนั่งเมากาแฟเสียก่อนตั้งแต่หัวค่ำ
คนที่เล่าให้ฟังชื่นชอบในชื่อร้าน เพราะเป็นคำไทยธรรมดาๆ แต่งามในความหมาย
เจ้าของร้านยังตั้งชื่อใกล้เคียงกันให้กับร้านขายก๋วยเตี๋ยวของตัวเองว่า
"แสนแสบ" และ "แสนแซ่บ" สำหรับร้านขายอาหารอีสาน
อาจจะมีตามมาอีกหลายแสนในอนาคต เช่น แสนรัก แสนหอม แสนคนึง และแสนไห
อาจขายการ์ดหรือขายดอกไม้ก็ได้ แต่ร้านสุดท้ายขายเหล้าอย่างเดียว
คอยเก็บตกลูกค้าจากทุกร้าน รับคนแสนช้ำ แสนเศร้า แสนเมาจากทุกสารทิศ
เพื่อร่วมกันประกาศว่า แสนคนหรือจะเทียบเท่าสักคนที่ชิดใกล้

ผมคงยังไปไม่ถึง "แสนหวาน" ที่ว่า นอกจากนั่งกินอะไรขมๆ ต่อ
บางทีขนมหวานๆ เย็นๆ แค่มองก็เพียงพอแล้ว
ใครจะเยาะเย้ยเรื่องกลืนน้ำลายก็ช่างประไร
.........


กับสิ่งเล็กๆ ที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยม เรื่องราวสบายๆ ที่ฟังดูเบาหวิว
สายตาของผมจึงยังมองหากรุงเทพฯ ในมุมที่จะสะกิดใจ แต่ยังมองไม่เห็น
ทำให้ผมคิดถึงหนังที่ดูไปไม่นานเรื่อง Sound of Colors (Joe Ma, 2003)
ที่เลือกหยิบมาดูในช่วงเทศกาลตรุษจีน อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติส่วนตัวในช่วง ๓ ปีหลัง
ซึ่งเป็นเรื่องของคนที่มองไม่เห็นอะไร อาจจะพูดว่าไม่เคยมองเห็นอะไรก็ได้
จนกระทั่งวันหนึ่งความรักทำให้คนตาบอดอย่างที่คนโบราณชอบเปรียบ
ความรักทำให้คนตาบอด ... ตาผมยังดีอยู่ ไม่ต้องห่วง
อาจจะเบลอๆ มองอะไรไม่ชัดอยู่บ้างก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ

จะเป็นยังไงหากความรักทำให้คนตาบอดขึ้นมาจริงๆ ?
จิมมี่ เหลียว นักเขียนหนังสือภาพชื่อดังอย่าง Turn Left Turn Right คงจะสงสัยเช่นนี้
จึงสร้างเรื่องราวขึ้นมา จนนำไปสู่การดัดแปลงเป็นภาพยนตร์รักโรแมนติคในเมืองใหญ่
ที่ตัวละครผูกพันอยู่กับรถไฟฟ้าใต้ดินของฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้

โหวยุกหมิง (เหลียงเฉาเหว่ย อีกแล้วครับทั่น) หนุ่มนักจัดหาคู่กำมะลอ
เกิดมีอันต้องหาคู่ให้กับหญิงสาวตาบอดชื่อ "เฉิงฮอยยุก" (สวยและเล่นหนังเก่ง)
แต่เกิดหลงรักเธอขึ้นมาจริงๆ ทำให้อยู่ดีๆ ตาของหมิงก็มืดดับไป มองอะไรไม่เห็น
หญิงสาวช่วยเหลือเขา แนะนำวิธีใช้ชีวิต ในโลกที่สรรพสำเนียงมีค่าประดุจแสงสี
ความรักทำให้คนตาบอดมองเห็น ก็เป็นเรื่องแสนหวานอยู่หรอก
บางครั้งกลับทำให้คนตาดีๆ อยากมองข้ามอะไรต่อมิอะไร
ไม่อยากมองเห็นความจริงที่ดำรงอยู่ก็มี
.................


เป็นไปได้ไหมว่าบนเส้นทางของรถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและบนดินที่ทอดยาวรอบเมืองหลวง
จะทำให้เราจะเกิดแอบชอบใครสักคนขึ้นมา ... ของมันแน่นอนอยู่แล้ว
เพื่อนสนิทของผมคนหนึ่งแอบเล่าบางอย่างให้ผมฟังวันนี้ว่า
ปกติเขาจะใช้บริการรถไฟฟ้า BTS ทุกวัน วันละ ๒ ป้าย
ขึ้นตรงกลางๆ ขบวนค่อนมาท้าย เพราะขี้เกียจเดินไกล
เวลาสามโมงเช้า เขามักจะเจอหญิงสาวคนหนึ่งเป็นประจำ
คิดเป็นอัตราส่วนง่ายๆ ว่าสามในห้าวันที่เขาจะเจอผู้หญิงคนนี้
ซึ่งผมคิดว่ามากแล้ว เพราะไม่ใช่จะดักรอกันง่ายๆ แบบป้ายรถเมล์สมัยเรียนมัธยม
โดยเธอจะขึ้นมารถไฟก่อนเขาและลงหลังจากเขาเสมอ ซึ่งไม่รู้ว่าสถานีไหน
หมอนี่ก็ไม่เคยตาม ไม่คิดจะพิสูจน์ พอใจกับสองสถานี และโอกาสสามในห้า

"หน้าตาแบบไหน เผื่อจะเคยเห็นบ้าง ?" ผมสายกว่าเก้าโมงเช้าอยู่แล้วแต่ถามไปเฉยๆ
"หลินชิงเสีย สมัยสาวๆ" โอ้ว ... ผู้หญิงผมทอง ฟัดหัวใจให้โลกตะลึง (Chungking Express)
บูรพาไม่แพ้ ... แต่เธอทำให้หนุ่มๆ หลายคนแพ้อย่างราบคาบ
.......

เป็นเรื่องที่แสนจะธรรมดาเอามากๆ คนที่เจออะไรแบบห้าในห้ามาแล้วอย่างผม
ก็เลยไม่รู้สึกตื่นเต้นหรือมีอะไรที่สะกิดความรู้สึกให้คล้อยตามให้เห็นเป็นเรื่องรักจริงจัง
แต่ก่อนที่จะสอบถามพัฒนาการด้านความรักปนๆ กับทับถม เขากลับเล่าอย่างภาคภูมิว่า
.....
........


ครับ ... ไม่ใช่ว่าเวลานับปีที่ผ่านไป จะทำให้เขาได้รู้จักหญิงสาวผู้น่ารักคนนั้นมากขึ้น
เขายังเป็นเพื่อนคนเดิมของผมในแบบที่เขาเป็นอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
เพียงแค่เปลี่ยนการเดินทางจากเดิมที่ลงรถตู้แล้วต้องต่อรถไฟฟ้าอีกแค่ ๒ ป้าย
ไปเป็นรถตู้อีกวินหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เขาต้องอาศัยรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกถึง ๕ สถานี
เมื่อรวมกับของเดิมอีก ๒ ก็เป็น ๗ สถานีเต็มๆ ซึ่งก็ทำให้รู้จนได้ว่าเธอขึ้นที่สถานีไหน
แม้โอกาสจะไม่ใช่สามในห้าเสมอไป บางครั้งก็แค่หนึ่งในห้า ที่แย่หน่อยก็สี่ในสามสิบวัน
แต่ที่ดีขึ้นบ้างก็คือได้เห็นความสดใสในยามเช้าอันสับสนของเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ
เพิ่มขึ้นอีกสามสถานีหรือประมาณสิบนาทีเท่านั้นเอง
...............


ตีสาม ๑๖ นาที
คืนวันจันทร์ที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๘
บ้านสีฟ้าไม่มีวันกลับมาใหม่ หัวใจคนสลาย
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ชื่อ
อีเมล์
ความคิดเห็น

 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

หากต้องการนำข้อมูลไปใช้กรุณาติดต่อเว็บมาสเตอร์ก่อนนะครับ : )
© 2000 - 2001 Aphichet Piyasri All Rights Reserved.
www.thaidot.com