๑
ผมเชื่อว่าคนทุกคนมีความลับ และมีวิธีการเก็บรักษาความลับแตกต่างกันไป
อยากรู้ไหมว่า คนโบราณมีวิธีเก็บความลับของตนไม่ให้คนอื่นรู้อย่างไร ?
โจวมู่หวันบอกกับผมว่า ... คนสมัยก่อนจะขึ้นไปบนภูเขา หาต้นไม้สักต้น
เจาะโพรง แล้วกระซิบถ้อยคำที่ไม่อาจบอกเล่าให้ใครได้รับรู้ลงไป
และอุดด้วยดินเหนียวเพื่อให้ความลับคงอยู่ในนั้นตลอดกาล
ผมเชื่อว่า คนทุกคนย่อมมีเรื่องที่ยากจะบอกกล่าว
บางครั้งก็ไม่รู้จะพูดกับใคร บางครั้งก็ติดในความรู้สึกของอีกฝ่าย
แต่ใจหนึ่งก็ต้องการระบายความทรมานที่ถูกเก็บซ่อน
สารภาพถึงความรู้สึกเจ็บปวดออกไปบ้าง เพื่อให้เดินทางต่อได้
หากเวลาไม่สามารถรักษาหัวใจได้อย่างที่คนมักจะพูดปลอบกัน
การฝากความลับไว้กับสถานที่แห่งกาลเวลาคงวิธีหนึ่ง
..........
ความเจ็บปวดที่มิอาจบรรเทา
ไม่ได้ทำให้ตาย แต่แค่เปลี่ยนเขาเป็นอีกคน
..........
๒
มาเชียงใหม่อีกครั้ง เกือบสามปีที่จากไป นอกจากเรื่องงานแล้ว
ชีวิตผมแทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากครั้งแรกที่มาเลย
เชียงใหม่ปลายหนาว เช้าๆ อากาศเย็นสบาย สายๆ แดดร้อนแรง
บ่ายอาจครึ้มฟ้าครึ้มฝน ตกเย็นก็ยังได้กลิ่นลมหนาวโชยมา
ช่างเหมือนอารมณ์ของคนที่แปรเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
ไม่สมบูรณ์แบบอย่างฤดูหนาวที่ทุกอย่างดูจะสวยงามไปหมด
ไม่สดชื่นอย่างฤดูฝน ไม่มีเทศกาลเล่นน้ำแบบฤดูร้อน ... แต่ผมว่าเป็นธรรมชาติดี
..........
ขณะนั้น เธอช่างเยือกเย็น
เขาตระหนักทันทีว่า ทุกสิ่งจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
..........
๓
ก่อนมาเชียงใหม่ ผมเพิ่งอ่านเรื่องสั้นขนาดยาวของ "พิบูลศักดิ์ ละครพล" จบ
ไม่ได้ต้องการให้สอดคล้องกับครั้งแรกที่มีหนังสือของเขาติดมาเป็นเพื่อน
แต่หนังสือเล่มเล็กๆ ชื่อ "ชูมาน" กลับทำให้ผมอยากมาเชียงใหม่ให้เร็วขึ้น
เชียงใหม่ในมุมมองของพิบูลศักดิ์ช่างงดงาม และแสนเศร้าประดับใจ
ผมพูดกับเพื่อน ... คนที่ทำให้ผมรู้จักเชียงใหม่
ครั้งนี้เราไม่ได้นั่งสนทนาในร้านเดิมที่ผมเคยเขียนถึงบรรยากาศ
แต่เป็นร้านเล็กๆ ชื่อ "อิฐมอญ" ซึ่งมีกลิ่นอายเฉพาะตัว เสน่ห์ที่แตกต่าง
มีรูปแบบยากที่ใครจะตามหรือเอาอย่าง แน่นอนว่า เพลงเพราะและอาหารอร่อย
เวลาที่ได้พบเจอคนที่ได้ทำอะไรตามฝัน ได้ทำในสิ่งที่ต้องการจริงๆ
แม้จะมืดจนเห็นใบหน้าไม่แจ่มชัด แต่พวกเขาก็มีพลังบางอย่าง
ผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพียงแต่ผมต้องรอเวลาเท่านั้น
ผมพูดกับเพื่อนว่า หากตอนเด็กๆ ผมได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดแบบคนอื่นเขาบ้าง
มันคงเปิดโลกและเส้นทางใหม่ๆ อย่างน้อยการวางแผนก็กว้างขึ้น
อย่างน้อยก็ไม่ต้องอยู่แบบไม่ชอบกรุงเทพฯ แต่ก็หนีจากกรุงเทพฯ ไม่ได้
หากประทับใจกับสถานที่สักแห่งแล้ว ผมคงจะเลือกสถานที่เรียน
และสาขาวิชาที่จะพอให้มีงานทำ ... บางขณะ ผมอิจฉาน้องเป็นไกด์
ไม่ใช่เรื่องที่ได้ท่องเที่ยวไปไหนซ้ำๆ ซากๆ อย่างเร่งด่วน
หากแต่เป็นการได้อยู่กับบ้าน อยู่ใกล้คนที่รัก คนที่เดินสวนแล้วจำหน้ากันได้
..........
เวลาผ่าน มิอาจย้อนกลับไปเลือกได้อีก
เขาทำได้เพียงจินตนาการถึงตัวเอง
..........
๔
"เวียงกุมกาม" อาจเป็นนครโบราณที่มีความลับมากที่สุดแห่งหนึ่งก็เป็นได้
ว่ากันว่าสาเหตุที่เมืองร้างก็เพราะถูกน้ำท่วมครั้งใหญ่ จนบ้านเมืองก็เสียหายยับเยิน
แต่ก็ไม่เท่ากับที่แม่น้ำปิงซึ่งเคยไหลผ่านนั้นเปลี่ยนแนวออกห่าง
เมืองที่เคยอาศัยเส้นทางน้ำก็ลดความสำคัญลงไป นักวิชาการบางท่านบอกว่า
คลื่นยักษ์นั้นมาสมัยพม่าตีเมืองได้ แต่เวียงกุมกามถูกลดความสำคัญลงไปก่อนหน้านั้น
เพราะการเกิดของนครแห่งใหม่ที่ชื่อ "นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่"
ความเป็นไปได้ต่างๆ มากมายที่ทับซ้อนกันอยู่ใต้ผืนดิน
หลายร้อยปีผ่าน นครแห่งนี้กลายเป็นนิทานปรัมปราของคนเฒ่าคนแก่
จนเมื่อมีการขุดค้นพบเมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว ความลับบางอย่างได้ถูกเปิดเผย
ผมเศร้ากับความจริงเมื่อมัคคุเทศก์ท้องถิ่นบอกว่า ขณะนี้กำลังสำรวจหาพระราชวังของพญามังราย
แต่ราคาที่ดินที่ทางรัฐมีให้ชาวบ้านในกรณีต้องมีการเวนคืนก็ต่ำกว่าราคาตลาดเป็นเท่าตัว
อาจเนื่องเพราะไม่มีประโยชน์ในแง่การสร้างประวัติศาสตร์ของรัฐชาติก็ได้กระมัง
ดังนั้น เมื่อชาวบ้านขุดเจออะไรก็มักจะกลบไว้ไม่ให้ใครรู้ว่ายืนอยู่บนอะไร
เพื่อไม่ต้องการย้ายที่ทำกิน แถมยังได้เงินน้อย ซึ่งก็น่าเห็นใจเช่นกัน
หากคนโบราณต้องการเก็บความลับ ก็ถือว่าชาวบ้านได้ช่วยเหลือแล้ว
ก่อนจาก ผมเหลือบไปเห็น "ตัวเหงา" ข้างฐานของวิหารในวัดหนานช้าง
(ตั้งชื่อวัดตามชื่อเจ้าของที่ดิน : ) คนโบราณช่างมีเคล็ด อยากให้วัดวามีความสงบ
ก็ประดิษฐ์ความเชื่อขึ้นมา และห้ามคนเอาไปไว้ในเรือนเพราะบ้านจะเงียบเหงา
ผมแอบหยิบเอาตัวเหงาใส่ความทรงจำมาแบบไม่ตั้งใจ ... ทั้งๆ ที่มัคคุเทศก์ก็เตือน
..........
ขณะที่เธอแนบกายเข้าใกล้ คล้ายว่าเวลาหยุดหมุน
แต่ความสุขก็จากเขาไปเร็วเหลือเกิน
..........
๕
ผมไม่รู้เหมือนกันว่า "คุณโจว" ตัวละครในหนังของผู้กำกับหว่อง กา ไว
พูดอะไรกับโพรงหินของสถานที่ทางประวัติศาสตาร์อย่างปราสาทนครวัด
แต่มีผลอย่างยิ่งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากสถานการณ์ In the Mood for Love
จนถึง 2046 ภาพยนตร์ที่พูดถึงอดีต ห้องที่มีอดีต และอนาคตเป็นสิ่งที่มีอยู่ในนิยายเท่านั้น
โจวมู่หวันในเรื่องแรกเป็นคนสันโดษ ช่างเก็บตัว และขี้อายเกินกว่าจะเอ่ยอะไรได้ตรงๆ
แต่ใน 2046 กลับเป็นใหม่ที่ชอบเข้าสังคม จัดงานเลี้ยง มีเสน่ห์ต่อสาวๆ และใจร้ายเหลือเกิน
ราวกับว่าวิญญาณของ "หยกจ๋าย" จาก Day of Being Wild เปลี่ยนมาสู่ร่างใหม่
และหลายครั้งใน 2046 ที่โจวมู่หวันพูดถึงการเก็บความลับของคนโบราณ
เดิมทีเดียว "หว่อง" ก็แค่ถ่ายฉากนี้เตรียมๆ ไว้ตามสไตล์เท่านั้น
แต่ "มือซ้าย" ของเขายืนยันจะให้มี และหว่องในที่สุดหว่องก็เห็นงามไปด้วย
ผมไม่รู้หรอกว่า จริงๆ แล้วจะมีคนเก็บความลับด้วยวิธีการเช่นนี้หรือไม่
แต่สองสามปีที่ผ่าน ผมไปมาหลายที่ อายุของแต่ละที่ก็ไม่ต่ำกว่าสามร้อยปีทั้งนั้น
คงแก่พอที่จะบันทึกความเป็นไปต่างๆ รวมถึงความลับของคนธรรมดาครั้งอดีตไว้มากพอ
ไม่ต้องคาดเดาหรอกว่า ผมกระซิบอะไรไว้กับโพรงหินแห่งไหนหรือเปล่า
เปล่า ... ผมได้ไม่มีความลับหรือความทรงจำที่ยากจะเกินบรรยาย
แค่กระซิบบอกความรัก และปรารถนาให้คงอยู่ในนั้นตลอดกาล
.....
..........
ตีหนึ่ง ๑๑ นาที
คืนวันศุกร์ที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๘
บ้านสีฟ้าไม่มีวันกลับมาใหม่ หัวใจคนสลาย
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -