๑
"เคยคิดมั้ยว่า งานแต่งงานของตัวเองจะเป็นยังไง?"
เพื่อนเก่าจากแดนไกลตั้งคำถามกับผมในยามบ่าย
นอกจากการถามสารทุกข์สุขดิบกันตามประสาคนที่รู้จักกันมานาน
ไม่บ่อยนักที่จะมีคำถามที่อยากจะฟังทัศนคติกันจริงๆ จังๆ
คงไม่แปลกอะไรที่ผู้หญิงไม่มากก็น้อยคน (รวมถึงผู้ชายบางคน)
ที่จะคิดฝันว่า ... หน้าตาของงานแต่งของตนจะเป็นอย่างไร
ผมไม่ค่อยสันทัดในเรื่องนี้นัก ชีวิตนี้ก็ไม่ค่อยได้ออกงานกับใครเขา
แต่ช่วงปลายปีเก่าต่อเนื่องปีใหม่ มีเรื่องงานแต่งมาให้รับรู้อยู่หลายงาน
เช่น เพื่อนเก่าอีกคนหนึ่งที่ทักทายผมมาในยามบ่ายเช่นกัน
เธอไม่ได้สอบถามความเห็นของผม แต่บอกเพียงว่า เธอแต่งงานแล้ว
ผมดีใจกับเธอ (จริงๆ) แต่ก็สับสนงุนงงเกินกว่าจะสอบถามถึงรายละเอียด
หรือจะเป็นเรื่องที่ต้องไปนอนอยู่โรงแรมหลายวัน เดินผ่านห้องจัดเลี้ยงทุกคืน
กระทั่งว่าตื่นแต่เช้าตรู่ ออกจากลิฟท์ จะเดินเข้าห้องทำงานก็ยังได้เห็นพิธีหมั้น
เสียงลิฟท์ดังตึ้ง ผมก้าวออกมาด้วยอาการสะลีมสะลือ คนที่ยืนรอรับแขกมองกันตรึม
หมอนี่มันญาติฝ่ายไหนหรือแฟนเก่าเจ้าสาว (ถึงได้โทรมปานนั้น)
และสดๆ ร้อนๆ วันเสาร์ที่ผ่านมา ผมก็ไปงานแต่งของเพื่อนข้างๆ บริษัท
อือ ... ความรักอยู่รอบๆ ตัวเราอย่างที่เพลงเขาร้องไว้จริงหนอ
.....
จะว่าไม่เคยนึกถึงเรื่องการแต่งงานเลยก็คงเป็นไปไม่ได้
เพราะคนรอบข้างย่อมมีอิทธิพลทางความคิดอยู่บ้าง
หากพูดให้ตรงๆ ผมคงเป็นคนที่คิดเรื่องนี้มากเกินไปและน้อยเกินไป
ที่ว่าน้อยก็ไม่ใช่เพราะไม่เห็นถึงความหมายของพิธีกรรมทางสังคม
แต่หากเพราะเป็นคนต้นทุนต่ำ การมีชีวิตสันโดษมาตลอดทำให้ผมไม่กล้า
คิดฝันไปไกลถึงอะไรที่ต้องอ้างอิงสถาบันครอบครัว ... มันดูศักดิ์สิทธิ์เหลือเกิน
ในขณะที่ไม่มีแหวนเพชรสืบทอดมาหลายชั่วอายุคนแบบพระเอกนิยาย
ผมจึงออกจะสงสารใครที่จะมายืนข้างๆ ผมในตลอดเวลาที่เหลือของชีวิต
การแต่งงานจีงเป็นความจริงเกินไป เธอคนนั้นจะต้องมีความฝันมากๆ
ถึงช่วยผมขับไล่ความเป็นจริงให้ตกพ้นจากขอบโลกไปได้
๒
ที่ว่ามากเกินไป คงเพราะผมชอบคิดถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
ตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งผมเคยเขียนไว้ว่า
" ......
ผมออกแบบการ์ดเป็น ๓ ส่วนคล้ายแผ่นผับ
โดยใบที่ ๓ นั้นสามารถตัดตามรอบประแล้วส่งเป็นโปสการ์ดได้
ขนาดความหนาของกระดาษไม่ได้แข็งมากแบบโปสการ์ดทั่วไป
แต่ก็หนากว่าไปรษณียบัตรของการสื่อสาร ฉะนั้นแล้วมันจึงใช้ได้จริง
ด้านหน้าของการ์ดผมใช้สีแดงสดทั้งสามส่วน โดยในส่วนของงานแต่ง
ก็มีรูปถ่ายของทั้งคู่ และมีกราฟิคจากชื่อเล่นเป็นลูกเต่าหน้าตาสดใสเดินถือกระป๋องแป้ง
ด้านในก็ระบุนามของผู้ใหญ่ของทั้งฝ่ายชายและหญิง และวันเวลาสถานที่จัดงาน
ในส่วนโปสการ์ดนั้นมีตัวหนังสือสีขาวคำว่า LOVE ตัวใหญ่วางอยู่บนพื้นแดง
ด้านหลังก็ปล่อยไว้เรียบๆ ตามแบบโปสการ์ดทั่วไป แต่มีชื่อที่มาของงานนี้ไว้ด้วย
ตอนที่นั่งออกแบบ ผมคิดถึงหมวยเล็ก คิดถึงตอนที่เธอพาผมชมเมืองผ่านโปสการ์ด
เลยอยากจะนำไอเดียนี้มาใช้ ผมคิดว่าในงานแห่งความรักเช่นงานแต่งงาน
ผู้คนที่เข้าร่วมมักจะจับจ้องไปที่คู่บ่าวสาว รับฟังประวัติแห่งความรักของทั้งคู่
บางทีก็หลงลืมไปว่า คนที่ไปออกงานนี้กับเรานั้นยังรักกันดีอยู่หรือเปล่า
เรายังบอกรักกันอยู่อีกไหม หรือทุกอย่างจืดชืดตามวันเวลาที่หมุนไป
ผมอยากให้เรามาสนใจความรู้สึกของคนใกล้ตัว
ผมอยากจะให้คนที่ได้รับการ์ดเชิญของเต่าและน้องแป้ง
ตัดเอาโปสการ์ดที่ติดอยู่มอบให้กับคนที่พวกเขารัก บอกรักกันอีกครั้ง
ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเดินมาในงานด้วยพร้อมกัน หรือว่าจะอยู่แสนไกลก็ตาม
ทุกคนน่าจะได้ข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ จากโอกาสแห่งความรักที่ทั้งคู่มีขึ้นในคืนนั้น
........."
และมีอีกหลายอย่างที่ผมอยากลงมือทำเอง
การคิดเช่นนี้ จะว่าเฟ้อฝันสำหรับการเขียนนิยายก็ว่าได้
นิยายเรื่อง เธอคือหนังสือพลังแห่งชีวิตที่แท้จริง
ชีวิตจะไม่มีคำว่า "แต่"..จะมีก็ "แต่" เราสองคน
โอว ... เน่ากว่านายชัดเจนอีก
......
๓
ช่วงหลังของปี ผมมักจะคิดถึงแต่เรื่องบ้าน อยากมีรังของตัวเอง
จะเป็นทาวเฮาส์ขนาดย่อมน่ารักๆ หรือห้องเล็กๆ ที่ทุกอย่างลงตัวพอดีก็ได้
ใช่ว่าแค่สามปี ปีกของผมจะแข็งพอหรือร่ำรวยข้ามวันข้ามคืน
แต่ผมคิดว่ามันเป็นการวางแผนและดึงให้อยู่กับระบบได้นานๆ
และเรื่องบ้านก็เป็นส่วนตัวและไม่มีพิธีการทางสังคมมาเกี่ยวข้องมากนัก
ลึกๆ มันคงเป็นหมุดหมายบอกกล่าวว่า คนๆ หนึ่งผ่านพ้นจากการเร่ร่อนแล้ว
แม้ว่าหน้าตาของบ้าน สีของผนัง กลิ่นหอมของห้องครัว ความอบอุ่นของห้องนอน
อาจเป็นแค่การรวมตัวกันของอิฐ หิน ปูน และน้ำ รวมอินทรีย์วัตถุอื่นๆ เท่านั้น
หากไม่จิตวิญญาณของเจ้าของยังตามหาหัวใจไม่เจอ
ผมเคยได้ฟังหลายคนพูดว่า ไม่มีกำลังที่จะซื้อคนเดียว
แต่นั่นก็ไม่หนักหนาเท่ากับว่า ทำไมผู้ชาย (ของเธอ) ไม่คิดจะมีบ้าน
"อยากเป็นลูกหนี้ร่วมกับผมมั้ยล่ะครับ ?"
การได้ฝันถึงบ้านร่วมกับใคร เป็นความสุขที่หาได้ง่ายๆ
ผมว่าทำมันไม่ยาก เพียงแต่ต้องใช้เวลาเท่านั้น
และเรื่องนี้อาจนำพาไปสู่หน้าตาของงานแต่งก็เป็นได้
........
๔
ก่อนเขียนเรื่องนี้ ผมเพิ่งดูหนังเรื่อง "ก่อนพระอาทิตย์ตก" จบ
เป็นภาคต่อของหนังชื่อคล้ายๆ กันว่า "ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น" นั่นเอง
ภาคแรกที่เป็นเหตุการณ์กลางคืน กล่าวถึงความฝันของคนหนุ่มสาว
ที่สัดส่วนของอุดมคติและความฝันในทุกๆ เรื่องมีความเป็นไปได้ทั้งหมด
ความมืดมิดส่งเสริมจินตนาการของคนให้ไปไกลถึงไหนตามแต่ใจปรารถนา
ผ่านไป ๙ ปี ซึ่งก็แก่ไปตามๆ กันทั้งผู้กำกับและนักแสดงนำซึ่งทั้งคู่ร่วมเขียนบทด้วย
ไม่แปลกอะไรที่พวกเขาจะมองอะไรได้เด่นชัดมากขึ้นในยามกลางวันของกรุงปารีส
ภายนอกอาจจะสุขสมบูรณ์ตามที่อยากจะมีอยากจะเป็น
สัดส่วนของอุดมคติยังเต็มอยู่ในเรื่องที่มันสลักสำคัญ
เขา ... เติบโตเป็นนักเขียน มีคนพิมพ์งานให้ (ในอเมริกาคงยากกว่าบ้านเรา)
เธอ ... กลายเป็นคนทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ก้าวไปตามความคิดก้าวหน้า
ทั้งคู่ต่างก็มีคนรัก มีครอบครัว ทุกอย่างก็ดูเหมือนไปได้ดี
แต่เมื่อคุยกันลึกๆ ปอกเปลือกหัวหอมออกทีละชั้น น้ำตาหลั่งเป็นสาย
ต่างยอมรับว่ามันไม่ลงตัว มีบางสิ่งขาดหาย และซ่อนงำอยู่ลึกๆ
เขา ... เขียนหนังสือกล่าวถึงเรื่องของคืนนั้นเพื่อตามหาเธอ
เธอ ... เศร้าและยอมรับว่า ความโรแมนติคทั้งมวลจบลงในคืนนั้นเช่นกัน
ความโรแมนติคทั้งมวลที่จบลง กลิ่นหอมที่จางหาย สายลมที่ไม่เหมือนเก่า
คนจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร เดินหนีพื้นที่รกร้างว่างเปล่าไปเรื่อยๆ อย่างงั้นหรือ ?
......
๔
ผมพยายามจะตอบเรื่องหน้าตาของงานแต่งงาน
พาลเผลอคุยไปถึงเรื่องอื่นไกล ทั้งบ้าน และหัวใจของบ้าน
ทำให้คิดถึงคำพูดของเพื่อนร่วมงานไม่ได้เมื่อชวนกันคุยถึงเรื่องนี้
"เราพวกไม่รักใครจริง ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา จะไปแต่งกับใครเขาได้"
ผมรู้ว่าเป็นคำพูดเล่นๆ เพราะอย่างน้อยเธอก็มีคนที่รักเธอจริง
สำหรับผม ผมไม่อยากเห็นโลกศพ ชีวิตก็หลีกเลี่ยงมาตลอด
และกับคนที่ผมเคยรัก ผมปรารถนาถึงการอยู่ร่วมเสมอ
แต่ในยามที่อยู่คนเดียวเงียบๆ นานๆ ผมยอมรับว่า
คิดถึงความโรแมนติค อารมณ์หวามไหว หัวใจที่เคยเต้นสั่นยามพบเจอ
อยากเอาใจ อยากนั่งรอ อยากมองด้วยสายตาที่เธอชอบ ซึ่งทั้งหลายทั้งปวง
มันคงหมดอายุและลอยหายไป กลายเป็นความรู้สึกแบบใหม่ทดแทน
.......
สำหรับคนกำลังรู้สึกเช่นนี้ แล้วไม่กล้าที่จะไปต่อกับคนที่รอคุณอยู่
บางทีอาจต้องให้สายฟ้าเข้ามาฟาดกลางใจ
ให้รู้สึกทนไม่ไหวที่จะไม่ได้อยู่กับใครคนนั้น
สายฟ้าที่มอบกระแสไฟอ่อนๆ เพื่อฉุดดึงหัวใจให้เต้นกระฉับกระเฉง
ปลุกฟื้นคืนสิ่งที่กำลังจะตายจาก และให้คำมั่นสัญญาว่า
อย่างน้อยโลกของเราจะยังคงเดิม และจะดีขึ้นในวันพรุ่งนี้
เมื่อนั้นหน้าตาของงานแต่งก็จะปรากฎความงดงาม เผยเสน่ห์เฉพาะตัว
ดอกไม้ที่คุณเลือกจะบานเต็มที่ เสียงเพลงบรรเลงเบาๆ ล่องลอยมาจากทุกมุม
ไม่ได้ยินเสียงผู้คนอื่นๆ หากแต่รู้ว่าเขาสนทนากันเรื่องอันใด เพราะเหตุใด
ทุกเหตุการณ์ผ่านไปเรื่อยๆ แต่เหมือนว่าทุกอย่างยังสดใสอยู่นิ่งตลอดไป
เรื่องเล็กน้อยใดๆ ก็สุดแต่ใจของเจ้าของงานจะใส่หานำมาอวดโฉม
แม้ว่าบางที สายฟ้าที่จะฟาดลงมากลางใจนั้น
อาจหมายถึงสูญเสียก็เป็นได้
..............
ตีหนึ่ง ๙ นาที
คืนวันพุธที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๔๘
บ้านสีฟ้าไม่มีวันกลับมาใหม่ หัวใจคนสลาย
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -