นิราศร้างแรมไกล
๑
โฟล์กตู้สีฟ้าอ่อนแล่นผ่านเส้นทางใหม่ของมัน แต่กับผมมันเป็นเส้นทางที่คุ้นเคยที่สุด
ความรู้สึกตื่นเต้นยังเกิดขึ้นเหมือนเช่นทุกครั้ง มากหรือน้อย ... แล้วแต่ช่วงจังหวะของชีวิต
แต่ครั้งนี้ ... คงเป็นจังหวะที่แตกต่างที่สุด เมื่อผมพบว่าไม่สามารถแวะพักได้แม้เพียงเสี้ยวนาที
ระยะทางเพียงกิโลเมตรเศษๆ ที่ผมปรารถนาให้มันยืดยาวออกไปไม่สิ้นสุด
จึงผ่านสายตาไปอย่างรวดเร็วผมหันไปทางซ้าย ทางเข้าวัดเล็กๆ บนเนินเขา
พนมมือในใจ ไหว้ไปที่ๆ ย่าพักสงบอยู่ เกือบยี่สิบปีที่จากไป
ไม่มีครั้งไหนที่ผมจะผ่านเลยราวกับคนนอกดังเช่นครั้งนี้
เมื่อหันมองไปข้างหลัง คล้ายว่าเครื่องไม้เครื่องมือที่เดินทางด้วยกันจากกรุงเทพฯ
จะปลอบใจผมว่า จุดหมายนั้นอยู่เบื้องหน้า ยังมีงานใหญ่รออยู่อีกสามวัน
เราเพียงอาศัยถนนที่ผมยกให้เป็นเส้นทางสายบังคับที่จะต้องผ่านให้ได้
มันก็เป็นของขวัญที่ดีที่สุดในรอบปีไม่ใช่หรือ ? อย่างน้อยทิวทัศน์ของเนินเล็กๆ
รอบข้างด้วยสักทองนับร้อยต้นได้มอบความรู้สึกเก่าๆ ให้คนเดินทางไกล
.........
๒
ทิวเขารูปร่างแปลกตา ราวกับว่าผลงานปั้นดินน้ำมันของเทวดาเด็กๆ
โผล่ขึ้นรางๆ เบื้องหน้า ท้าทายให้คนจรเบิกดวงตา จับจ้องอย่างไม่กระพริบ
กระตุ้นความรู้สึกให้ค้นหา ความลึกลับที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล แน่ล่ะ หากเป็นมนุษย์เด็กๆ
คงคิดว่า ทิวทัศน์เบื้องหน้าคงเป็นจุดหมายปลายทาง ณ ค่ำคืนที่พวกเราจะได้พักพิง
แต่ผมรู้ดีว่ามันอยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ มีเพียงดวงตาเท่านั้นที่ผ่านไปได้
เสน่ห์ของธรรมชาติที่แฝงอยู่ ย้ำสัจธรรมกับผมว่า ... ไปไม่ถึง
ลำโขงหน้าแล้งแห้งขอดถึงกลางฝั่ง ทำให้มีสนามฟุตบอลอยู่กลางหาดทรายสีน้ำตาลอ่อน
เด็กๆ วิ่งเล่นเหยียบย่ำกันอย่างสนุกสนาน นี่คงเป็นพื้นที่สาธารณะที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้ของปีก็ได้
หลายชีวิตคงรอให้ถึงฤดูน้ำซึ่งจะมาถึงอีกในไม่กี่เดือน ขณะที่ร้อนแล้ง ป่าเขาจากฝั่งตรงข้าม
ยังคงพัดพาลมเย็นและความชุ่มชื้นมาเป็นความหวังให้อยู่เสมอๆ ผมนึกสงสัยอยู่ว่า
บางครั้งที่ยอมให้ภายในแห้งขอดถึงกึ่งกลางหัวใจ ปล่อยสิ่งต่างๆ เข้ามาเหยียบย่ำ
เพราะยังศรัทธาว่ายังมีอีกฝั่งที่ชุ่มชื่นอยู่หรือไร ... ฝั่งที่ว่ามีจริงหรือ ?
..........
โฟล์กตู้สีฟ้าอ่อนนำคณะทำงานมาถึงจุดสิ้นสุดของถนน เราพากันลงจากรถ
เดินยืดเส้นยืดสายริมเขื่อน รับลมยามเย็นพร้อมชมวิวทิวเขาของเมืองนอก
พร้อมกับถามทางถึงโรงแรมที่พัก ตามแผนที่ที่เขียนด้วยปากเราต้องเลี้ยวขวา
แล้วตรงไปเรื่อยๆ ก็จะถึงสถานที่จัดงานในวันพรุ่งนี้ ซึ่งก็อีกแค่สองร้อยเมตรเท่านั้น
กับถนนสายนี้ที่เราพึ่งพา มันยาวกว่าสองร้อยกิโลเมตรและมีจุดสิ้นสุดอย่างเห็นได้ชัด
แต่ก็มีทางเลือกให้คนสัญจรกำหนดว่าไปซ้ายหรือขวา ไม่อับจนซะทีเดียว
..............
๓
เสียงสวดคาถารับขวัญของหมอธรรมวัยเจ็ดสิบจากเรณูนคร
สร้างบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์แก่ผู้คนจากแดนไกล จากนั้นอดีตนางงามสงกรานต์
ซึ่งยังสวยสมวัยก็ร่ายรำตามทำนองเพลงของคนถิ่นอื่น ดูจะฝืดๆ ทางวัฒนธรรมอยู่บ้าง
แต่ก็เอาเถอะ เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดาของการท่องเที่ยวสมัยนี้ไปเสียแล้ว
ลมหนาวจากฝั่งของทำให้ผมวางเครื่องดื่ม กระชับเสื้อยีนส์หนาๆ แล้วเดินเข้าไปหา
ชายชราที่นั่งอยู่โดดเดี่ยวริมสระน้ำของโรงแรมหรู ซึ่งเพิ่งหมดหน้าที่ทางวัฒนธรรมท่องเที่ยว
ผมยกมือไหว้ ชายชราออกจะแปลกใจอยู่เล็กน้อยแต่ก็ยิ้มรับด้วยความเต็มใจ
ผมนึกถึงใบหน้าเช่นนี้ ใบหน้าที่ผมเคยเห็นในสถานที่ๆ ไม่อาจหยุดยืนเมื่อช่วงบ่าย
เคยมีคนเช่นนี้ให้ศีลให้พร ผูกข้อมือให้ทั้งยามเจ็บป่วยและยามคืนเรือน
ผมพูดคุยถึงความเป็นมา ผู้อาวุโสก็เล่าถึงความเป็นมาเช่นกัน เพียงแต่กินเวลากว่าหลายสิบปี
จากเด็กหนุ่ม ข้ามฝั่งของไปขายฝ้าในเมืองลาว เดินเท้ารอนแรมไปตามแขวงต่างๆ
เมื่ออิ่มตัวก็กลับมาบวชเรียนที่วัดบ้านเกิดจนจบนักธรรม แล้วลาสิกขาออกมาทำไร่ทำนา
สร้างครอบครัว เวลาผ่านไปก็ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของคนในชุมชนในที่สุด
ลูกเต้าสิบคนก็มีเหย้ามีเรือนกันเกือบหมด ความฝันสูงสุดที่เหลืออยู่ของพ่อใหญ่
อยู่ที่ลูกสาวคนเล็กที่ใกล้จบการศึกษาในสาขาสื่อสารมวลชน
เธอฝันว่า จะอ่านข่าวให้พ่อฟังผ่านจอสี่เหลี่ยมของสถานีโทรทัศน์ช่องใดช่องหนึ่ง
"ทุกวันนี้ก็อยู่อย่างนี้ เลิกทำนามา ๑๕ ปี คู่ชีวิตก็จากไปนานแล้ว ...
ผมเป็นคนเขียนประวัติอำเภอเรณูนะ" ชายชราเล่าถึงอดีตอย่างภาคภูมิ
ซึ่งผมยังรู้สึกได้ถึงความรุ่งเรือง และเล่าถึงนักต่อสู้ที่ชื่อไขแสง สุกใสให้ผมฟัง
ลมหนาวพัดมาอีกครั้ง ผมยกมือไหว้ขอบคุณและร่ำลาชายชรา ขอตัวกลับไปทำงานต่อ
ผมคิดว่าย่ายังห่วงใยผมอยู่เสมอ กระทั่งมีเหตุให้ผมได้พบปะพูดคุยกับคนจากโลกเก่า
ในวันเวลาและสถานที่ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ พลังบางอย่างเกิดขึ้นในหัวใจ
คืนนี้ต้องตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์กว่า ๗ ชุดในห้องประชุมต่างๆ ของโรงแรม
พร้อมอัพโหลดไฟล์งานที่นั่งทำมาหลายคืน ... งานเลี้ยงของคนอื่นยังดำเนินต่อ
แต่ของผมจบลงแล้ว ราตรีนี้ยังยาวไกล จะว่าไปทุกราตรีของผมก็ไม่ต่างจากนี้นัก
................
๔
ตีสองเศษแล้วกว่าที่ชายวัยหกสิบเศษ แต่ยังดูหนุ่มและแข็งแรงกว่าวัยจะขึ้นไปพักผ่อน
มีงานเอกสารบางอย่างที่ผมจะต้องจัดเตรียมเพื่อให้การประชุมในวันพรุ่งสะดวกยิ่งขึ้น
มือกีตาร์วงพี้เพี้ยนจึงรินเครื่องดืมสีเหลืองทองให้เต็มแก้วอย่างรู้ใจแม้จะเหน็ดเหนื่อย
แต่ก็มีความสุขเมื่อได้ทำงานให้ใครที่มองหาความสมบูรณ์แบบเหมือนกัน
ไหวพริบเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่ธรรมดาเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ในระหว่างการจัดห้องที่มีขนาดต่างกัน
คอมพิวเตอร์และเครื่องฉายก็มีทั้งที่ดีและแสนจะล้าหลัง ปัญหาบางอย่างแก้ไขด้วยวิธีการง่ายๆ
แต่ไม่ใช่เรื่องที่มองเห็นง่ายในยามที่ทุกอย่างจวนตัวก็มาจากบุรุษอาวุโสผู้นี้
บางครั้งผมสงสัยว่า ทำไมคนที่เพรียบพร้อมทุกอย่างในชีวิต ทั้งความรู้ ทรัพย์สินเงินทอง
บุคลิกภาพ มันสมองที่ปราดเปรื่อง และครอบครัวที่อบอุ่นจะต้องมาเหน็ดเหนื่อยกว่าคนอื่น
ผมไม่อยากยกบันไดขั้นสูงสุดของมาร์โลวส์มาเป็นคำตอบสุดท้าย แต่ผมคิดว่า
ศรัทธานั้นยังมีอยู่จริง และท่ามกลางมนุษย์ปลอมๆ ที่กำลังดื่มกินอยู่ภายนอก
ซึ่งพยายามจะยกเอาศรัทธาขึ้นมาห่อหุ้มร่าง ... คนจริงยังมีให้เห็นแม้จะเพียงหนึ่งก็ตาม
บางครั้งเขาทำให้ผมคิดถึงพ่อ คิดถึงแง่มุมของความเป็นพ่อ
แง่มุมที่ผู้ชายควรจะเป็น บางสิ่งบางอย่างที่ผมอยากสัมผัส และไปให้ถึง
...........
"เครื่องใหญ่ กินไฟ แต่ดันทำสายไฟอ่อนแบบหม้อหุงข้าว มันทำมาขายได้ไงวะ"
ผมพูดเปรยๆ กับอากาศธาตุ แต่ก็เรียกเสียงหัวเราะขึ้นมาได้ สงสัยผมคงปากจัดเต็มที
"เหนื่อยมั้ย ?" ผมถามเจ้าหน้าที่โรงแรม
"ประชุม ครม. ทักษิณ ยังไม่เหนื่อยเท่านี้เลยครับพี่"
แล้วทักษิณเป็นใคร ? ... ผมคิดในใจ
ถ้อยคำที่ตรงไปตรงมาซึ่งสื่อความได้ชัดเจนให้ความรู้สึกที่ดีได้
ว่าเราเหนื่อยเพื่อสิ่งที่ควรจะเป็น ซึ่งทุกคนพึงใจกับมัน และไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่า
ผมและเจ้าหน้าที่ชุดนี้จะต้องทำงามร่วมกันอีกสองครั้งในเดือนถัดมา
..............
๕
ตีสี่เศษ ผมปิดเครื่องแมคอินทอช หยิบแผนผังห้องประชุมที่เพิ่งวาดขึ้น
เดินออกจากห้องทำงานไปตามทางเดินของโรงแรม หยุดยืนที่หน้าต่างบานใหญ่
มองดาวหล่นดวงสุดท้ายของคืน ปลอดโปร่งโล่งใจเรื่องงานในระดับหนึ่ง
สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ก็ตามวาระของชีวิตคนที่ไม่เคยง่าย กับสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้
บางครั้งมันเหมือนกันเป็นการไถ่บาปหรือชดเชยหลายสิ่งที่ไม่ได้ทำ
บางขณะผมเฝ้ารอถึงวันที่มันจะสิ้นสุด อยากกลับไปเป็นอยู่ง่ายๆ เหมือนที่เคยเป็น
กับเจ็ดเดือนที่อยู่ในระบบ ความอึดอัดตามประสามันก็มีบ้างเล็กๆ น้อยๆ และผมไม่รู้ว่า
จะอีกนานแค่ไหนที่เงื่อนไขของชีวิตจะบีบบังคับให้ก้าวเดินและเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
เป็นความจริงอย่างที่ใครบางคนเคยบอกตั้งแต่แรกๆ ที่เรารู้จักกัน
ความสุขจะมาสู่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนจะลงเอยด้วยการแยกย้ายไปตามทางของตน
มีบ้างหรือเปล่าที่อยากแวะมาทักทายกันสักนาที ไม่ต้องมีดอกไม้หรือหนังสือมาฝากก็ได้
ดาวดวงสุดท้ายใกล้หล่นจากฟ้าหากผมจะรู้สักนิดว่า อีกไม่กี่เดือนต่อมา
จะมีรางวัลที่บอกถึงการยอมรับตัวตนและความสามารถ ... การลาลับของมัน
คงจะเป็นการบ่งบอกว่าแสงตะวันอันอบอุ่นกำลังใกล้เข้ามาแทนความหมายอื่น
...........
๖
ในฐานะของคนที่รู้ตัวว่า เดินทางมาถึงสุดขอบ เบื้องหน้ามีลำน้ำใหญ่ขวางกัน
มีภูเขาฝีมือปั้นของเทวดาเด็กส่งเสน่ห์ลี้ลับชักชวนให้ข้ามไปหา
หนทางซ้ายหรือขวาของชีวิตก็ใช่จะมีให้เลี้ยวไปเหมือนรถยนต์
ช่างเขียนแผนที่บนสวรรค์ยังทำงานไม่ทันหรือไรนะ
หรือว่าต้องการให้คนที่ชีพจรลงเท้าอย่างผมอยู่ตรงนี้สักพัก
สองวันที่ผ่านมาทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ผมไม่รู้เลยว่า
เดือนหน้าผมจะได้มาที่แห่งนี้อีกครั้งกับเจ้านายเพียงสองคน
อยู่ในบรรยากาศที่สงบกว่าเก่า นอนในห้องคนเดียวเงียบๆ
บินสูงข้ามหมู่เมฆตั้งแต่เช้าตรู่ ไม่ต้องทรมานกับความหลังสองข้างทาง
ทุกอย่างก็ผ่านไปได้อย่างที่ใจอยากให้เป็น และมีเวลาเขียนหนังสือ
ซึ่งผมก็หวังให้สงครามสุดท้ายปลายปีซึ่งยิ่งใหญ่กว่าจะปิดฉากด้วยดี
.............
คืนสุดท้าย ... ผมขึ้นมาห้องพัก โรงแรมเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด
นักร้องนำวงพี้เพี้ยนจากไปพร้อมกับกีตาร์ของเขานานแล้ว
"รีบนอนซะ เลิกคิดย้ายภูเขาได้แล้ว เมื่อคืนกูฝันว่ามึงปีนลงไป กูกลัวว่ะ" เขาพูด
"เออ ไม่ต้องห่วงพี่ อีกแป๊บผมก็นอน" ผมโกหก เพราะรู้ว่าต้องเขียนหนังสือแน่ๆ
พรุ่งนี้เขาต้องทำหน้าที่พาพวกเรากลับบ้านจึงต้องรีบพักผ่อน
แต่สำหรับผม เรื่องงานจบสิ้นแล้ว จึงเปิดกระจกรับลมเย็นจากฝั่งของ
........
เพ่งมองในความมืด เอื้อมหยิบกระดาษและดินสอออกจากลิ้นชัก
แต่หัวใจของผมล่องลอยออกจากร่างโทรมๆ ผ่านกรอบหน้าต่าง
ไม่ได้ตั้งใจไปหาทิวเขาที่ว่าซึ่งอยู่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ผมมุ่งหน้าลงใต้
เส้นทางเดียวกับที่หมอธรรมวัยเจ็ดสิบเคยรอนแรมครั้งยังหนุ่ม
ไปถึงแขวงคำม่วน ซึ่งไม่ได้แปลว่าถ้อยคำนั้นเพราะพริ้งแสนหวาน
หากแต่คือคำที่ออกมาจากหัวใจอันบริสุทธิ์ ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องเจ็บปวดเมื่อวันผ่าน
ลมหนาวพัดมาให้ตื่น ดาวดวงสุดท้ายหล่นจากฟ้า
หากวันนั้นผมรู้สักนิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องจบลง แต่กลับจะไม่มีวันสิ้นสุด
ผมจะทำอย่างไร ?
แน่ละ ...ผมคงห้ามตนเองให้หลงใหลในเส้นทางนั้นไม่ได้
นอกจากจะมุ่งมั่นทำในหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ได้ทำ
และรัก ... ให้มากขึ้น
..............
เที่ยงคืน ๕๘ นาที
คืนวันศุกร์ที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๗
(๑.๑๓/๒๕/๑๑/๔๗)
บ้านสีฟ้าไม่มีวันกลับมาใหม่ หัวใจคนสลาย
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
|