เพื่อนผองน้องพี่


มีคนพูดเสมอว่าชีวิตเป็นเรื่องไม่แน่นอน คงไม่มีใครคิดจะโต้แย้งคำพูดนี้
กระทั่งอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นคำพูดธรรมดาๆ คำหนึ่ง ไม่ได้คมคายลึกซึ้ง
ตราบเท่าที่ชีวิตของเราและคนที่เรารักยังแน่นอนมั่นคงไม่ต่างจากเมื่อวาน
จมเมื่อมันผกผันขึ้นกระทันหันนั่นแหล่ะ คำพูดเชยๆ กลับเป็นนิยามที่ดีที่สุด
ผมอาจจะเคยสัมผัสความรู้สึกของการยืนอยู่บนผืนดินที่กำลังแยกตัวออกจากกันมาบ้าง
โดยเฉพาะช่วงหลังๆ ของชีวิตจึงไม่ได้รู้สึกห่างเหินกับมันนัก กระนั้นก็ไม่ใช่เรื่อง
ที่จะต้องมานึกถึงสัจธรรมข้อนี้ทุกวันทุกคืน เพราะมันไม่ใช่เรื่องรื่นรมณ์สักเท่าไร

คุณเชื่อเรื่องลางสังหรณ์หรือเปล่า ?
อาจไม่เหมือนในหนังที่ตัวเอกได้รับสัญญาณอะไรที่เด่นชัด
กับคนทั่วไปมันอาจมาแผ่วเบาจนอาจมองข้ามว่าสิ่งนั้นจะเชื่อมโยงถึงใคร
กระทั่งเป็นเพียงแค่ความฝันที่สื่อข่าวสารแห่งจินตนาการอันเจ็บปวดเท่านั้น
แต่หากหยุดพินิจแทนที่จะปล่อยผ่าน เราก็อาจเก็บชิ้นส่วนเล็กๆ น้อยๆ
ประกอบขึ้นเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ เพียงเพื่อจะเตือนตัวเองว่า
อาจมีบางสิ่งบางอย่างให้ต้องทำใจยอมรับ และแน่นอนว่า
ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ล้วนมาจากเหตุที่ชีวิตเป็นเรื่องไม่แน่นอน
..........


สามสี่วันก่อน ผมตั้งใจจะ Format เครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่
สองปีที่มันรับใช้ผมมาก็แบกรับภาระมามากจนเริ่มอืดและไม่เป็นระเบียบ
ในระหว่างสำรองข้อมูลลงแผ่นซีดีรอมผมค้นพบเพลงชุดหนึ่งที่ไม่เคยเปิดฟัง
คัดเลือกเพลงที่ชอบมาสี่ห้าเพลงซึ่งล้วนแต่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเมืองลาวทั้งสิ้น
สงสัยอารมณ์ผมยังคั่งค้างจากการมองภูเขารูปร่างสวยงามแปลกตา ณ ฝั่งตรงข้าม
จังหวัดนครพนมที่ประชุมมาถึงสองครั้งสองคราวในเวลาไล่เลี่ยกัน

มีบุคคลสองคนที่ผมมักจะนึกถึงเสมอเมื่อได้ยินเนื้อหาในทำนองนี้
คนแรกคือ "นายผี" ซึ่งสำหรับคนที่เริ่มอ่านจากยุคสมัยนั้นก็ถือว่าไม่เรื่องแปลก
ที่นายของผีผู้นี้จะเป็นหลัก เป็นตัวแทนความคิดและศรัทธาทั้งมวล
และท่านเดินทางหายเข้าไปยังทิวเขาลิบตาสักแห่งในประเทศนั้น

คนที่สอง คือ "นายผอง" ตัวละครคนหนึ่งที่ผมเคยเขียนถึงมาแล้ว
เนื่องจากเขาเดินทางมาจากที่นั่น และนำธรรมชาติดีๆ ติดมาแบ่งปัน
ให้กับเพื่อนฝูงน้องนุ่งที่ได้คบหาสมาคมกันเป็นเวลาหลายปี
จากครั้งหลังสุดที่เราเจอกัน ผมไม่นึกเลยว่ามันจะเป็นหนังสั้น
..........


ข่าวจากเพื่อนรุ่นพี่ที่เพิ่งเจอกันเมื่อสองคืนก่อนเข้ามาถึงผมยามบ่าย
"พี่ผองตายแล้วนะ" เขาแจ้งข่าว
"เพิ่งรู้เมื่อกี้ว่ะ แกตายไปตั้งแต่เดือนกุมภาฯ แล้ว" เขาพูดต่อ
ผมถามไปคำสองคำ ไม่อยากจะเชื่อว่าคนเรามันจะตายกันง่ายๆ แบบนี้
เหมือนคราวที่พี่ชายประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ญี่ปุ่นเมื่อสิงหาคมปีก่อน
.........

เพลง "ดวงจำปา" จากแมคอินทอชใน playlist ชุดเดิมวนซ้ำมา
แต่สัญญาณกระจ่างขึ้น ... ผมรับรู้แล้วว่ามันคืออะไร
บางครั้งชีวิตที่คุณค่าก็ใช่ว่าจะต้องอยู่ถึงสองหมื่นวันสองหมื่นคืน
การจากไปอย่างเงียบๆ ไม่ต้องทนอยู่อย่างเจ็บปวดเดียวดาย
ยิ่งในยามที่ชีวิตผ่านพ้นจุดสุดยอดมาแล้ว อาจจะเป็นบทที่ดีที่สุด
ที่คนเบื้องบนจรดเส้นทางให้มนุษย์คนหนึ่งเป็นไป ... ยอมรับฟ้าดิน

"พี่ผอง" ไม่ใช่คนยิ่งใหญ่ แกเป็นเพียงผืนดินเล็กๆ ในทะเลกว้าง
เป็นเกาะที่ไม่มีอยู่บนแผนที่ หากมันจะจมหายไปในมหาสมุทรก็ใช่ว่าโลกต้องรับรู้
ไม่ใช่แผ่นทวีปที่จะมีนักโบราณศึกษาไปค้นหาสาเหตุของการมีอยู่และการแตกดับ
แต่กับคนที่เคยไปเยือนผืนดินเล็กๆ แห่งนี้ คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธหรือไม่รู้สึกรู้สาอะไร
...............


หลายวันต่อมา เมื่อฟ้าฝนเป็นใจเรานัดพบกันที่ร้านข้าวต้มริมถนนงามวงศ์วาน
แม็ตซ์นี้เราอุทิศให้พี่ผอง สดุดีคุณงามต่างๆ ความผูกพันทั้งในเรื่องสนุกและขื่นขัน
"แกกินอยู่กับเพื่อนอยู่ดีๆ นี่แหล่ะ แล้วไปนอน แล้วก็ไม่ตื่นเลย" เขาบอก
"แสดงที่แกบอกว่าหาย จริงๆ แล้วไม่หาย" ผมตั้งข้อสงสัย
"ก็ว่างั้น แกคงไม่อยากให้เราห่วงและคงกลัวเรื่องนั้นด้วย"
เขาหมายถึงเรื่องการถือบัตรประชาชนคนไทยที่ถูกตำรวจมารบกวนเป็นประจำ
.......
"ก็เหลืออยู่อีกสามคน" ผมคิดถึงเพื่อนสนิทอีกคนซึ่งเพิ่งเจอกันมาคืนก่อน
"เออ ... ยังอยู่อีกนาน มึง กู แล้วก็มันท่าทางจะตายยาก ไม่ต้องห่วง
ลืมไรไปหรือเปล่า ... น้องแก้วใบ" เขาหันไปสั่งเด็กเสิร์ฟ
แล้วเราช่วยกันชงเหล้าแก้วแรกเพื่อระลึกถึงพี่ผอง
ผมดึงบุหรี่มวนสุดท้ายออกจากซองเตรียมเป็นของคู่กัน
"เออ ... มวนสุดท้ายนี่แกชอบขอด้วยว่ะ" เขาพูด
"ใช่ คงมีเพียงเราที่จะพูดคุยเรื่องสัญญาณได้"
.............

เวลาผ่านไป ... ลมหลังฝนพัดโชย ควันสีขาวล่องลอย
น้ำแข็งละลายตัวรวมเป็นเนื้อเดียวกับเครื่องดื่ม
สุดท้ายแล้วก็คงไหลลงท่อระบาย สู่คลอง สู่เจ้าพระยา สู่ทะเล
บุหรี่หมดมวน เถ้าสีเทาปลิวไปพร้อมกับสายลมอ่อนๆ
ผมรู้ดีว่าจะยังมีชีวิตอยู่อีกนาน มีสัญญาณหลายอย่างบ่งชี้ให้ต้องอยู่ต่อไป
กรรมเวรคงยังไม่หมดไปง่ายๆ กระมัง ... ผมยอมรับอะไรได้ง่ายขึ้น

จะเชื่อไหมครับว่า ... กินเหล้ากับคนมีความรักกับกินเหล้าพูดถึงคนตาย
ก็คล้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อ ... เพราะมันทำให้รู้สึกถึงคุณค่าของชีวิต
ทำให้ผมอยากกอดกุมความเบาหวิวไม่แน่นอนทั้งหลายทั้งปวงนั้นไว้
ไม่ให้พ้นผ่านจากไป เท่าที่สองมือสองแขนจะมอบความมั่นคงให้ได้
ทั้งที่รู้ดีว่าสุดท้ายแล้ว ทุกอย่างก็คงไม่ต่างไปจากเถ้าสีเทาที่ปลิวหายไปอย่างเงียบงัน
...............

เที่ยงคืน สิบเจ็ดนาที
คืนวันอาทิต์ที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๗
บ้านสีฟ้าไม่มีวันกลับมาใหม่ หัวใจคนสลาย
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ชื่อ
อีเมล์
ความคิดเห็น

 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

หากต้องการนำข้อมูลไปใช้กรุณาติดต่อเว็บมาสเตอร์ก่อนนะครับ : )
© 2000 - 2001 Aphichet Piyasri All Rights Reserved.
www.thaidot.com