ไข้หวัดนก (หวีด)
๑
ห้องนั้นมืดและกว้าง เพดานดูสูงกว่าที่เคยเป็น
ขยายความรู้สึกจากยี่สิบตารางเมตรไปสู่อาณาจักรไร้ขอบเขต
คงเพราะพิษไข้และฤทธิ์ยาที่พาให้คนล่องลอย แต่ผมก็ยังวางใจว่า
นี่คือสถานที่ที่ปลอดภัยและวางใจได้ที่สุดที่หาได้ในเมืองหลวง
นึกขอบคุณสองขาที่พาร่างกายมาถึงห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่เรียกว่าบ้านจนได้
จากที่เคยคิดว่าร่างกายนั้นแข็งแรงไม่เจ็บไข้ง่ายๆ แต่หลายสาเหตุที่รุมเร้า
ทั้งพักผ่อนน้อย และวิธีดูแลจิตใจด้วยวิธีที่ไม่เป็นมิตรกับร่างกายเท่าใดนัก
รวมถึงการอยู่ในห้องปรับอากาศที่มีหลายคนวนเวียนกันป่วยด้วยไข้หวัด
สุดท้ายผมก็ไม่พ้นวงจรของไวรัสน่ารำคาญชนิดนี้ แต่ก็นึกไม่ถึงว่า
ในรอบสองเดือนจะล้มเพราะอาการป่วยสามัญแบบนี้ถึงสองครั้ง
ในวันเดียวกันด้วยซ้ำไป คิดๆ แล้วก็น่าให้ถ้วยรางวัลกับไวรัสที่มาตรงเวลาดีเหลือเกิน
ระหว่างที่นอนพักอยู่บ้าน หากไม่จำเป็นผมแทบจะไม่เปิดคอมพิวเตอร์
เวลาส่วนใหญ่ก็แบ่งระหว่างการอ่านหนังสือและดูโทรทัศน์ ซึ่งข่าวคราวส่วนใหญ่
ก็หนีไม่พ้นเรื่องการระบาดของไข้หวัดนกทั้งที่ลงไก่ ลงหมู และลงคน
ได้ดูการตีบทคนหน้าด้านแตกกระจายของหน่วยงานรัฐและนักการเมือง
ละครชีวิตเศร้าๆ ของเกษตรกร และละครบู๊เลือดสาดของผู้เลี้ยงไก่ชน
จนมาถึงการเชิญชวนให้คนไทยหันกลับมาบริโภคไก่อีกครั้ง
ผมซึ่งเลิกกินไก่ (เพราะทราบจากวงใน) มาก่อนที่เรื่องนี้จะเป็นข่าวร่วมเดือน
ก็รู้สึกอิ่มไก่ไปอีกหลายปี ใครจะกล่าวหาว่าไม่รักชาติก็เชิญ
.........
๒
เกือบสิบปีก่อนมีบทความชิ้นหนึ่ง เขาบอกว่า บริษัทการเกษตรยักษ์ใหญ่ของไทย
เอาลูกเจี๊ยบจำนวนมากไปทิ้งลงทะเล เพราะเพาะพันธุ์ได้เกินที่จะส่งขายผู้เลี้ยงรายย่อย
เพื่อนคนหนึ่งถามความเห็นว่า ... ทำไมเขาไม่เอาไปแจกคนยากคนจนให้เลี้ยงล่ะ ?
ในโลกอุดมคติก็น่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ในวิธีคิดแบบทุนนิยมที่ข้อแรกก็เห็นแค่ว่า
แค่หากเลี้ยงไก่ให้มากขึ้นราคาไก่สดและไข่ไก่ก็จะตกฮวบฮาบ
ไหนจะรวมถึงความยุ่งยากในการจัดการอะไรต่อมิอะไรอีก
จะยังเหลือสมองซีกไหน หัวใจห้องใดมาคิดเรื่องไกลตัวได้อีก
แต่เรื่องดังกล่าวก็ไม่ทำให้ผมรู้สึกเศร้าและเคว้งคว้างเพราะหาคำตอบไม่ได้
เท่ากับเรื่องวิธีการเลี้ยงไก่ (ก็พวกที่รอดตายจากน้ำเค็มนั่นแหล่ะ)
วิธีการเลี้ยงสัตว์แบบฟาร์มขนาดใหญ่ที่ส่งต่อมาสู่ฟาร์มรายย่อยนั้น
ทำลายภาพเก่าๆ ของการเลี้ยงไก่ตามลานบ้านสมัยที่ผมยังเป็นเด็กไปอย่างสิ้นเชิง
เขาบอกว่า ในหน้าหนาว ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้ามาช้า
มนุษย์จึงหลอกไก่ด้วยการเร่งแสงหลอดไฟให้แรงขึ้น เปิดไฟให้เร็วขึ้น
เจ้าไก่ที่สมองเล็กนิดเดียวก็เข้าใจว่าเช้าแล้ว ต่างก็ส่งเสียงขันแข่งขันตามธรรมชาติ
ซึ่งนั่นก็หมายถึงการตื่นเพื่อเติบโตสร้างประโยชน์ให้มนุษย์อย่างรีบร้อน
..........
๓
หลายคนบอกผมว่า เลิกบริโภคเนื้อวัวเพราะสงสารเวลาที่เห็นแววตาของมันบนรถบรรทุก
ผมเลยสงสัยว่า ทำไมคนไม่เคยเห็นแววตาของไก่ (กระทั่งแววตาของหมู)
เรามองมันด้วยความเคยชินว่า เกิดมามีหน้าที่เพียงอย่างเดียวบนโลกหรือเพราะ
วิธีการเลี้ยงที่ล่อหลอกพวกมันเสียจนระดับทางวิญญาณต่ำกว่าวัวควายจนทำให้เราไม่รู้สึกรู้สา
หรืออาจเพราะสาเหตุสองข้อนี้รวมๆ ผสมปนเปกันไป ... กระทั่งหากไม่ป่วยผมก็คงไม่คิด
ด้วยสันดานนึกถึงตัวเองของมนุษย์ ผมจึงห่วงชาติพันธุ์ของตนเองอยู่
จะเป็นอย่างไรหากเขาเอาวิธีเลี้ยงไก่มาใช้เลี้ยงคนแบบเราๆ ท่านๆ
บางทีผมก็ไม่แตกต่างจากไก่ตัวนั้น วันๆ อยู่กับหัวอาหารที่แม่บ้านซื้อใส่กล่องมาวางไว้ให้
อยู่ในห้องที่สว่างตลอดวัน ไร้กาลเวลา อากาศอบอุ่นถึงเย็นสบาย แถมยังมีกาแฟชูกำลังอีก
สภาพภายนอกผมนั้นก็คงจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนอยู่ ... แต่ภายในเล่า ?
บ่อยครั้งที่ต้องอาศัยการคิดการเขียนเพื่อตรวจสอบสำนึกต่อโลกและจุดยืนของตน
นาทีนั้นผมรู้สึกผิดที่เคยกระทำบางอย่างเพื่อให้บางสิ่งไร้ความหมาย
ทั้งที่รู้ตัวและที่ไม่ได้ตั้งใจ แน่นอน ผมรู้สึกเจ็บไม่ใช่น้อย
เมื่อพบว่าตัวเองก็เคยเป็นลูกไก่ในกำมือคน
............
๔
หายป่วยแล้ว มีโอกาสได้รู้จักกับผู้เลี้ยงไก่พื้นบ้าน (ไก่ชนนั่นแหล่ะ) คนหนึ่ง
"เลี้ยงมาตั้งแต่ ป. 4 จนถึงวันนี้ ก็ยี่สิบกว่าปี" เขาบอก
"ตอนเรียนปริญญาตรีเลี้ยงมั้ยพี่" ผมถามกวนๆ
"เลี้ยงซิวะ ถามไม ?" เขาทำหน้าไก่สงสัย
"ก็เวลาเขียน .. วุฒิการศึกษาจะได้สูงๆ จะได้ไม่มีคนดูถูกเกษตรกร" ผมตอบกวนๆ
แต่เมื่อเอ่ยถามเรื่องศีลธรรมตามประสาคนวัดเก่าที่ไม่เคยชอบเรื่องนี้
เขาก็มีเชิง ... โดยเปรียบเทียบถึงประเทศเพื่อนบ้านเหมือนตอบอีกคำถาม
คุยกับคนในวงการย่อมได้ความรู้ ได้ศัพท์ใหม่ๆ และมุขตลกไก่ๆ
ยิ่งคนในวงการไก่ชนมีสีสันทั้งนั้น ทั้งน้าคนที่ขาย 'บาวแดง
หรือน้าที่ชอบบอกว่าสร้างสรรค์อีกแล้วครับท่าน เรื่องราวก็ยิ่งสนุกสนาน
พอถึงบทที่ผมถามจริงจังเกี่ยวกับเรื่องการย้ายไก่และแก้ปัญหาหวัดนก
เขาก็ตอบอย่างจริงจังเช่นกัน ซึ่งหลายข้อล้วนเป็นเหตุผลที่น่ารับฟังเพราะเขารู้จริง
ชีวิตของคนรักไก่ (ซึ่งแม้รักแบบเห็นเลือดเห็นเนื้อ) ก็เจ็บปวดกับเรื่องนี้มากเช่นกัน
.......
๕
เมื่อหายป่วยแล้ว ผมก็จะพยายามประคองสุขภาพให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
ไม่อยากเจอะเจอกับไวรัสหวัดทุกวันที่ ๒๓ ของทุกเดือนอีก
ผมจะค่อยๆ ลดสิ่งที่บั่นทอนร่างกายทุกๆ อย่างให้ได้มากที่สุด
ตั้งใจจะกินหมูกินเนื้อให้น้อยลง กินผักกินปลาให้มากขึ้น
ส่วนไก่นั้นคงไม่กินไปอีกนาน แต่ไม่ใช่เพราะดัดจริต
หากตายแล้วได้เงินสามล้านจริงผมก็พร้อมตายอย่างมีคุณค่า
ในฐานะของปัจเจกชน ผมรู้สึกถึงความรับผิดชอบ อย่างน้อยก็ด้วยการแสดงออก
แม้ว่าตนจะไม่ฉลาดล้ำเลิศเพียงพอที่จะเสนอทฤษฎีการเลี้ยงสัตว์แผนใหม่
ในฐานะการเป็นครัวของโลกให้กับบ้านเมืองได้ และก็ไม่คิดว่าคนเมืองจะต้อง
ปลูกผักเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่กินเองอย่างสังคมชาวบ้านในอดีต เพราะเป็นไปไม่ได้
แม้แต่ชนบทเองก็พึ่งพาอาหารหลายอย่างจากระบบฟาร์มสมัยใหม่
แต่การลด ละ และเลิกจากสิ่งที่คลุมเคลือ มุ่งหาจุดสมดุลย์ที่จะไม่บงการชีวิตอื่นจนเกิดไป
น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ... และแทนที่เราจะนั่งงมปัญหาโลกแตกคล้ายว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อน
ก็เปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนวิธีมองโลกไปสู่กรอบอื่น น่าจะนำมาซึ่งคำตอบซึ่งเป็นจริงได้มากกว่า
แม้กว่าเกิดขึ้นได้จริง ต้องอาศัยระยะเวลาอันยาวนานก็ตามที .. แน่ล่ะ มันไม่ใช่แค่เรื่องไก่
๖
ผมเคยพูดเช่นนี้ในวงสนทนาที่สนิทสนม ซึ่งฟังดูอาจจะเหมือนสันติอโศก
ปนๆ กับแนวคิดทางเลือกทั้งนอกและในกระแส หรือดูเพ้อฝันเลื่อนลอยเต็มร้อย
ลึกๆ แล้ว ผมมีเหตุผลส่วนตัวง่ายๆ หากจะยังมีใครถามอีกว่า ... ทำไมยังไม่กินไก่ ?
ก็เพราะภาพการถูกยัดใส่กระสอบแล้วฝังทั้งเป็น
โดยมีเหตุผลที่มิอาจโต้แย้งยังติดตา ซึ่งแม้จะเข้าใจแต่ก็มิอาจทำใจได้
เพราะยังรู้ซึ้งถึงความรู้สึกดังกล่าวอย่างเต็มเปี่ยม
และการถูกบอกให้มองดวงไฟ ... ว่าเป็นแสงยามเช้า
ยังบั่นทอนชีวิตอยู่เสมอมา
...............
ตีสอง ๑๗ นาที
คืนวันอังคารที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๔๗
บ้านสีฟ้าไม่มีวันกลับมาใหม่ หัวใจคนสลาย
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
|